วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU <p>เป็นวารสารที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยที่เป็นองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาชุมชน ภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ การท่องเที่ยว การศึกษา บริหารการศึกษาและหลักสูตรและการสอน</p> th-TH <p>เนื่อหาและข้อมูลในบทความ เป็นความรับผิดชอบของผุ้แต่ง</p> <p>บทความในวารสารเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์</p> nattapon.wr@bru.ac.th (ณัฐพล วงษ์รัมย์) mana.sp@bru.ac.th (มานะ สลุบพล) Wed, 30 Jun 2021 17:15:40 +0700 OJS 3.1.2.4 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้การตลาดแบบบูรณาการ : กรณีศึกษาผู้บริโภคข้าวสารถุงในจังหวัดอุบลราชธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/247014 <p><span lang="TH" style="font-family: 'TH Sarabun New','sans-serif'; font-size: 14pt;">วัตถุประสงค์ในการศึกษานี้เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้การตลาดแบบบูรณาการของผู้บริโภคข้าวสารถุงในจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงและตัดสินใจเลือกซื้อข้าวสารถุงประเภทหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัมทุกเดือน จากซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้า การรับรู้การตลาดแบบบูรณาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางและการรับรู้การตลาดแบบบูรณาการโดยการขายโดยพนักงาน มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก 4.15 (SD=.60) การรับรู้การตลาดแบบบูรณาการโดยการประชาสัมพันธ์และการตลาดดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยในระดับน้อย 2.24 และ 2.27 ตามลำดับ (SD=.62,.62) กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของข้าวสารถุงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> พจน์ ยงสกุลโรจน์ Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/247014 Wed, 30 Jun 2021 17:02:07 +0700 การศึกษาผลงานจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดธรรมิการาม อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/248824 <p>การศึกษาผลงานจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดธรรมิการาม อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลงานจิตรกรรมฝาผนังของวัดธรรมิการาม ในประเด็นเรื่องราว ความเชื่อ การจัดวางภาพ ตำแหน่งของภาพ และปรากฎการณ์ร่วมสมัยในงานจิตรกรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พระอุโบสถวัดธรรมิการามสร้างในราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จิตรกรใช้เทคนิคการวาดภาพแบบไทยประเพณี ผสมผสานกับเทคนิคการวาดภาพแบบตะวันตก เป็นเรื่องราวพุทธประวัติที่มีสอดแทรกการเรื่องราวชีวิตของชาวบ้านผสมผสานกับวิถีชีวิตของคนเมืองหลวงในกรุงเทพมหานคร</p> <ol> <li class="show">ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราว ความเชื่อ ของภาพจิตรกรรมยังเป็นความเชื่อแบบดั้งเดิมของพุทธศาสนา <br>เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งจิตรกรที่วาดมีการนำเสนอรายละเอียดต่าง ๆ ในพุทธประวัติ โดยจะแบ่งเรื่องราวเป็น 9 ตอน</li> <li class="show">การจัดวางภาพและตำแหน่งของภาพ เริ่มจากผนังด้านหลังพระพุทธรูปประธานขวามือวาดภาพเทวดาชุมนุมอัญเชิญพระโพธิสัตว์ให้จุติเพื่อมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และพระนางสิริมหามายาทรงสุบินนิมิต ผนังขวาวาดภาพตอนเสด็จออกผนวช ผจญมาร ตรัสรู้ สั่งสอนธรรม ผนังด้านหน้าตรงข้ามพระประธานวาดภาพโปรดพระประยูรญาติและโปรดพระมารดาบนสวรรค์ ผนังซ้ายวาดภาพเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน งานถวายเพลิงพระบรมศพ ภาพกษัตริย์ยกทัพ<br>ขอแบ่งพระบรมสารีริธาตุ และภาพพิธีสมโภชน์พระบรมสารีริกธาตุ</li> <li class="show">ปรากฏการณ์ร่วมสมัยในงานจิตรกรรมฝาผนัง ได้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตร่วมสมัยของคนในกรุงเทพมหานครและชนบท เช่นภาพกองทหารสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากชาวต่างชาติ ภาพวิถีชีวิตระหว่างคนไทยและคนจีน ภาพรถเจ๊ก ภาพหอนาฬิกา ภาพเรือกลไฟ ภาพธงชาติที่แสดงถึงการติดต่อทางการค้ากับชาวต่างชาติและการรับอิทธิพลทางด้านศิลปวัฒนธรรม</li> </ol> จุติรัช อนุกูล Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/248824 Wed, 30 Jun 2021 17:03:21 +0700 การมีส่วนร่วมทางการเมืองสมัยใหม่ของเด็กและเยาวชน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/248831 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาลักษณะการมีส่วนร่วมทางการเมืองสมัยใหม่ของเด็กและเยาวชนไทย และปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองสมัยใหม่ของเด็กและเยาวชน เก็บตัวอย่างที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง จำนวน 400 คน มาดำเนินการวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์องค์ประกอบ และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเด็กและเยาวชน มีอยู่ 7 ส่วน คือ (1) ด้านการเป็นสมาชิกกลุ่มทางสังคม (2) ด้านความรู้ความเข้าใจการเมือง (3) ด้านการพัฒนาทางการเมือง (4) ด้านการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง (5) ด้านจิตสำนึกทางการเมือง (6) ด้านอุดมการณ์ทางการเมือง และ (7) ด้านความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นให้เกิดความมีประสิทธิผลมากที่สุดในการลดความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อความสมานฉันท์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน สังคม ประเทศชาติต่อไป และปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองสมัยใหม่ของเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย จำนวนเวลาในแต่ละครั้ง การแบ่งปัน การแสดงความชอบผ่านการใช้ Facebook, Twitter Instagram และ Line ร่วมกับการสนับสนุนและการทำกิจกรรมการเมือง รวมถึงการติดตามข้อมูลการเมือง ทั้งนี้มีสัมประสิทธิ์พยากรณ์อยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า R2 เท่ากับ .53 แต่อย่างไรก็ตามการใช้ Facebook และ Twitter ให้มีประโยชน์ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นมีความสัมพันธ์กับการแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการแบ่งปันความรู้ และการแสดงความเห็นใดๆ ทางการเมือง จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองสมัยใหม่ของเด็กและเยาวชน</p> รพีพร ธงทอง Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/248831 Wed, 30 Jun 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยชุมชนบนดินแดนภูเขาไฟบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/249474 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครงการเรื่องการพัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยชุมชนบนดินแดนภูเขาไฟบุรีรัมย์มีวัตถุประสงค์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) การประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ชุมชนเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ 2) การยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชุมชนเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ 3) การพัฒนาช่องทางการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ชุมชนเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้นำและอาสาสมัครในชุมชนเจริญสุข ร่วมเป็นคณะทำงานบริหารจัดการ จำนวนทั้งสิ้น 30 คน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการดำเนินโครงการ พบว่า การพัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยชุมชนบนดินแดนภูเขาไฟบุรีรัมย์ เป็นวิธีการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นผลการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เน้นการ มีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผลประเมินเบื้องต้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกตามเกณฑ์ (GSTC)&nbsp; ที่มีค่ามากที่สุดคือ ด้านการจัดการมีค่าคะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 2.28 กระบวนการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชุมชนเจริญสุข มุ่งเน้นการเชื่อมร้อยเครือข่าย ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 1) กระบวนการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ ร่วมประเมิน ทำให้ชุมชนเกิดแผนการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน 1 แผนงาน (บันไดผลลัพธ์ 5 ขั้น) ในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวชุมชน 2) การบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3) อบรมเชิงปฏิบัติการทำให้อาสาสมัครชุมชน มีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติ และมีทักษะในการปฏิบัติในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรม 4) การจัดการท่องเที่ยวชุมชน ทำให้เกิดอาชีพรองรับโปรแกรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การท่องเที่ยว 3 โปรแกรม ได้แก่ โปรแกรมศึกษาฐานเรียนรู้ผ้าภูอัคนี โปรแกรมการ การศึกษาธรรมชาติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทางเส้นรถอีแต๊ก&nbsp; และโปรแกรมการศึกษาธรรมชาติเส้นทางเดินเท้า&nbsp; 5) ช่องทางการทดลองตลาด จำนวน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5 ช่องทาง ได้มีการกำหนดทิศทางและมาตรการส่งเสริม และการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว เกิดกลไกการบริหาร&nbsp; การจัดการท่องเที่ยวชุมชน เกิดแผนบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน มีหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินการ 11 หน่วยงาน เกิดการกระจายรายได้เฉลี่ยละ 350 บาท ต่อคนต่อวันของการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว</p> <p>&nbsp;</p> สรรเพชร เพียรจัด, จารินี ม้าแก้ว Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/249474 Wed, 30 Jun 2021 17:05:49 +0700 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียนโรงเรียนนาเดื่อพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/249737 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียน ตามเกณฑ์ 80/80 2) ตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียน โดยจำแนกเป็นเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจต่อจิตสาธารณะของนักเรียน ระหว่างก่อนและหลังใช้หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ ศึกษาพฤติกรรมจิตสาธารณะของนักเรียนหลังใช้หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาเดื่อพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยหลักสูตรฝึกอบรม มีดัชนีความสอดคล้อง 1.00 และมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด แบบทดสอบความรู้มีค่าความยากตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.67 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.27 ถึง 0.60 และ</p> <p>ค่าความเชื่อมั่น 0.79 แบบประเมินพฤติกรรมจิตสาธารณะมีดัชนีความสอดคล้อง 1.00 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรมมีดัชนีความสอดคล้อง 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการและเหตุผล 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) เนื้อหาสาระ 4) กิจกรรมฝึกอบรม และ 5) การวัดและประเมินผล และหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียน มีประสิทธิภาพ 87.56/89.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้</li> <li class="show">ผลการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียน เป็นดังนี้</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.1 ความรู้ความเข้าใจหลังการฝึกอบรมด้วยหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักเรียน สูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.2 พฤติกรรมจิตสาธารณะของนักเรียนหลังใช้หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>คำสำคัญ:&nbsp; หลักสูตรฝึกอบรม, การพัฒนาหลักสูตร, จิตสาธารณะ</p> กิตติภพ สารโพคา, วันเพ็ญ นันทะศรี, พรเทพ เสถียรนพเก้า Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/249737 Wed, 30 Jun 2021 17:07:05 +0700 การศึกษาปัญหาการออกเสียงพยางค์เสียงเบาในภาษาจีนกลางของนักศึกษา หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/250244 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการออกเสียงพยางค์เสียงเบาในภาษาจีนกลางของนักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้วิจัยได้สร้างแบบทดสอบการออกเสียงพยางค์เสียงเบา โดยอ้างอิงจากทฤษฎีหลักการออกเสียงพยางค์เสียงเบา《汉语普通话语图解课本》และการสอบวัดระดับมาตรฐานภาษาจีนกลาง《普通话水平测试》หรือ (Putonɡhua Shuipinɡ Ceshi; PSC) โดยคำศัพท์ที่เลือกใช้ในการทดสอบครั้งนี้อ้างอิงจากหนังสือรวมคำศัพท์ที่จำเป็นต้องออกเสียงพยางค์เสียงเบา (必读轻声)《普通话水平测试用普通话词语表》และคำศัพท์ที่มักพบบ่อยในการสอบวัดระดับภาษาจีน ( HSK ) ระดับ 1 - 6 มาใช้ในการทดสอบ โดยแบบทดสอบนี้เป็นการทดสอบการอ่านออกเสียงคำสองพยางค์ (双音节) เรียงจากพยางค์เสียงที่หนึ่ง สอง สามและสี่ตามด้วยพยางค์เสียงเบา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับความสามารถทางภาษา การวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยครั้งนี้ใช้ทฤษฎี Interlanguage Theory (中介理论)&nbsp;&nbsp;ของ L.Selinkerและหลัก Error analysis (误差分析) ของ S.P.Corder มาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัญหา และนำผลการทดสอบการอ่านออกเสียงพยางค์เสียงเบาของกลุ่มตัวอย่างมาหาค่าร้อยละ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าการออกเสียงพยางค์เสียงเบา (轻声) ของนักศึกษามีปัญหาการออกเสียงพยางค์เสียงเบาที่คล้ายคลึงกัน คือ มีปัญหาการออกเสียงพยางค์เสียงที่สอง + พยางค์เสียงเบามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาอันดับสองคือ เสียงพยางค์เสียงที่สาม + พยางค์เสียงเบา อันดับสามคือ พยางค์เสียงที่สี่ + พยางค์เสียงเบาและออกเสียงผิดน้อยที่สุดคือ เสียงพยางค์เสียงที่หนึ่ง + พยางค์เสียงเบา จากการศึกษาและการสังเกตด้านการออกสียงพบว่านักศึกษามีการออกเสียงพยางค์เสียงเบาได้ยาวและช้ากว่าปกติ และไม่สามารถแยกแยะการออกเสียงเบาได้ ซึ่งทำให้การออกเสียงพยางค์เสียงเบาในภาษาจีนมีความผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด</p> ณพล ม่วงงาม Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/250244 Wed, 30 Jun 2021 17:08:06 +0700 กระบวนการมีส่วนร่วมการจัดการข้อมูลของกลุ่มผู้ใช้น้ำชุมชน กรณีศึกษา หมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี 5 แห่ง ของจังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/250552 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมในการจัดการข้อมูลของกลุ่มผู้ใช้น้ำ กรณีศึกษาหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี 5 แห่งของจังหวัดบุรีรัมย์ 2) ศึกษาการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนผังน้ำของกลุ่มผู้ใช้น้ำ กรณีศึกษาหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี 5 แห่งของจังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ศึกษาคือ ตำบลถลุงเหล็ก ตำบลโคกกลาง ตำบลหนองโสน ตำบลจรเข้มาก และตำบลบ้านยาง จังหวัดบุรีรัมย์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เจาะลึก การจัดเวทีสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ปัญหา การสังเกต และการเดินสำรวจภาคสนาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยแปลความจากข้อมูลที่ได้ตามประเด็นในแบบสัมภาษณ์เจาะลึก และการระดมสมอง ผลการวิจัยพบว่า ประชากรในพื้นที่ศึกษาทั้ง 5 ตำบล ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก มีปริมาณฝนที่ตกน้อย ประกอบกับมีแหล่งกักเก็บน้ำไม่เพียงพอ ได้ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร แต่ในทุกตำบลก็มีลำน้ำไหลผ่านทำให้สามารถสร้างกลไกของการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการข้อมูลของกลุ่มผู้ใช้น้ำทั้ง 5 แห่ง เพื่อบริหารจัดการน้ำได้ ด้วยความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้แทนประชาชนในตำบล ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ และผู้แทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มีกลไกดำเนินงานคือ 1) การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำชุมชน 2) การจัดตั้งกลุ่มบริหารจัดการน้ำ 3) การเข้าร่วมกิจกรรมในเวทีนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำและเยือนถิ่นแผ่นดินปราชญ์ ภายใต้แนวคิดน้ำกับวิถีชีวิตชุมชนอีสาน และเข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานการบริหารจัดการน้ำ 4) การเข้าร่วมเวทีจัดการข้อมูลของกลุ่มผู้ใช้น้ำระดับตำบล เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ สถานการณ์ปัญหาด้านน้ำของตำบล และจัดทำข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อประกอบแผนบริหารจัดการน้ำ และ 5) การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้ำในการจัดทำแผนผังน้ำ จึงได้แผนผังน้ำของทุกตำบลคือ ตำบลถลุงเหล็กจัดทำแผนผังน้ำบริเวณลำห้วยแป้น ตำบลโคกกลางจัดทำแผนผังน้ำบริเวณลำปลายมาศ ตำบลหนองโสนจัดทำแผนผังน้ำบริเวณคลองช่องแมว ตำบลจระเข้มากจัดทำแผนผังน้ำบริเวณลำปะเทีย และตำบลบ้านยางจัดทำแผนผังน้ำบริเวณลำพังชู &nbsp;</p> ชลาวัล วรรณทอง, สมคิด สาลี , วริษฐ์ กิตติ์ธนารุจน์ , อาลัย จันทร์พาณิชย์ Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/250552 Wed, 30 Jun 2021 17:09:55 +0700 ปัจจัยและอิทธิพลของการสนับสนุนจากองค์กร ที่มีผลต่อคะแนนผลงานในมหกรรมคุณภาพมหาวิทยาลัยมหิดล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/250964 <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยและอิทธิพลของปัจจัยด้านการสนับสนุนของส่วนงานที่มีความสัมพันธ์ต่อคะแนนของผลงานในมหกรรมคุณภาพมหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2563 โดยเป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงซึ่งเป็นผลงานที่ส่งเข้าร่วมกิจกรรมประเภทการนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์และวาจา จำนวน 284 ผลงาน และข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานการประเมินตนเองส่วนงานประจำปี 2563 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและความถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่าผลงานมีคะแนนอยู่ในช่วง 40 – 60 คะแนน (ร้อยละ 52.11) เป็นผลงานที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนงานใน 3 ประเด็นคือ 1) มีผู้บริหารที่ทำหน้าที่ฝ่ายพัฒนาคุณภาพอย่างชัดเจน (ร้อยละ 90.14) 2) มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่อำนวยการพัฒนาคุณภาพและจัดการความรู้ของส่วนงาน (ร้อยละ 92.96) 3) มีระบบพี่เลี้ยง หรือเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือมหกรรมคุณภาพ (ร้อยละ 87.68) โดยการสนับสนุนของส่วนงานทั้ง 3 ประเด็นร่วมกันอธิบายความผันแปรของค่าคะแนนผลงานที่จัดส่งเข้าร่วมมหกรรมคุณภาพมหาวิทยาลัยมหิดลได้ร้อยละ 10.3 ประเด็นที่มีอิทธิพลในการทำนายการเปลี่ยนแปลงค่าคะแนนผลงานในมหกรรมคุณภาพได้ดีที่สุดคือ ส่วนงานมีผู้บริหารที่ทำฝ่ายพัฒนาคุณภาพหรือฝ่ายจัดการความรู้อย่างชัดเจน (β=0.176) ส่วนงานมีระบบพี่เลี้ยง เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือมหกรรมคุณภาพ (β=0.157) และส่วนงานมีคณะกรรมการที่อำนวยการพัฒนาคุณภาพและจัดการความรู้ของส่วนงาน (β=0.132) ตามลำดับ</p> ปิยะณัฐ พรมสาร; สุภาภรณ์ ทิมสำราญ, ณัฐธิดา เถื่อนหรุ่น; บุษยรัตน์ ศรีคง Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/250964 Wed, 30 Jun 2021 17:10:55 +0700 รูปแบบการบริหารจัดการที่สาธารณะประโยชน์แบบมีส่วนร่วม ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/251950 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท สภาพปัญหา วิเคราะห์และวางแผนการใช้ประโยชน์และศึกษารูปแบบการจัดการพื้นที่สาธารณะประโยชน์แบบมีส่วนร่วม ของตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนได้ใช้การระดมสมองผ่านการประชุมแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน โดยเริ่มจากการค้นหาศักยภาพคนในชุมชนและจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักถิ่น ซึ่งใช้รูปแบบการจัดการกลุ่ม ด้วยหลัก 5 ก และมีพหุพาคี เข้าร่วมในการสร้างกลไกเพื่อความยั่งยืน จากการระดมสมองและประชาคมพบปัญหาร่วมของชุมชนที่สำคัญคือการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมีผู้เข้าใช้ประโยชน์จำนวน 75 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 176 ไร่ กลุ่มฯได้ใช้แนวทางแก้ไขปัญหาโดยการประชุมกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งยึดหลักธรรมมาภิบาลและการมีส่วนร่วม ส่งผลให้มีการคืนพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ส่วนรวม จำนวน 17 ราย ได้พื้นที่เพื่อการทำนาแปลงรวม 15 ไร่ มีการจัดสรรพื้นที่เพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจสวนฝรั่ง 1 ไร่ ปลูกมะพร้าว 1 ไร่ 2 งาน และ ปลูกไผ่ 2 ไร่&nbsp; กลุ่มฯได้ร่วมสร้างแผนการพัฒนาและบริหารพื้นที่สาธารณะประโยชน์ โดยมีมติเห็นชอบจากที่ประชุมโดยพร้อมเพียง ซึ่งแผนการพัฒนามีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืน ในการใช้ทรัพยากรของชุมชน ซึ่งจะได้ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามบริบทและศักยภาพของชุมชนต่อไป<br><br></p> บัญชา นวนสาย; เทพพร โลมารักษ์, อาลัย จันทร์พาณิชย์ Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/251950 Wed, 30 Jun 2021 17:11:55 +0700 การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นบ้านและบริการ หมู่บ้านท่องเที่ยวไหมจังหวัดบุรีรัมย์ สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/251997 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นบ้านและบริการ 2) พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นบ้านและบริการ และ3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อช่องทางการจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นบ้านและบริการหมู่บ้านท่องเที่ยวไหมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยว กรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกกลุ่มหัตถกรรมบ้านสนวนนอก อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 73 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามรูปแบบการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย แบบประเมินความสามารถการใช้งานระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบช่องทางการจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นบ้านและบริการที่เหมาะสมซึ่งชุมชนมีความต้องการคือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทธุรกิจกับลูกค้า 2) ผลการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย คือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันบนสถาปัตยกรรมไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ที่มีการทำงานหลัก 2 ส่วนคือ ส่วนบริการลูกค้า ประกอบด้วย หน้าหลัก หน้าเนื้อหาฐานการเรียนรู้ แนะนำโฮมสเตย์และกิจกรรมการเยี่ยมชมหมู่บ้าน แคตตาล็อกสินค้า ตะกร้าซื้อผลิตภัณฑ์ การจองโฮมสเตย์ การลงทะเบียนผู้ใช้ และส่วนบริการผู้ดูแลระบบ ประกอบด้วย การจัดการข้อมูลสินค้าและบริการ ข่าวประชาสัมพันธ์ กิจกรรมการชมหมู่บ้าน การสั่งซื้อ และการจองบริการ โดยมีผลการประเมินความสามารถในการใช้งานได้ของระบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อช่องทางการจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นบ้านและบริการโดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก&nbsp;</p> วิไลรัตน์ ยาทองไชย, ชูศักดิ์ ยาทองไชย; ปุริม ชฏารัตนฐิติ, พวงเพชร ราชประโคน Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/251997 Wed, 30 Jun 2021 17:12:50 +0700 ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องในสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าซื้อ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/252113 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา หลักการ กฎหมายของไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ปัญหาความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องในสัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ และเสนอแนะแนวทางปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร การบวนการเปรียบเทียบกฎหมาย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า ประเทศไทยมีการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 1 หมวดที่ 2 จำนวนสามมาตรา คือมาตรา 472 ถึงมาตรา 474 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีการปรับปรุง รวมเป็นระยะเวลากว่า 91 ปี จึงทำให้กฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องดังกล่าวมีความล้าสมัยส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในหลายด้าน ดังนั้น จึงควรบัญญัติกฎหมายพิเศษระดับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือมีการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับนิยามหรือหลักเกณฑ์ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องและสิทธิของผู้บริโภคให้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องให้ผู้ขายหรือผู้ผลิตซ่อมแซมสินค้าเมื่อมีความชำรุดบกพร่อง หรือเปลี่ยนสินค้าได้หากไม่สามารถซ่อมแซมหรือซ่อมแซมแล้วอย่างน้อยสองครั้ง หรือลดราคาตามสภาพ หรือบอกเลิกสัญญา ได้ดังเช่นกฎหมายของสิงคโปร์ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา</p> ป้อมฤดี กุมพันธ์, นพดล ธีระวงศ์ภิญโญ Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/252113 Wed, 30 Jun 2021 17:13:34 +0700 รูปแบบการถ่ายทอดคลังปัญญาผู้สูงอายุในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนในจังหวัดเชียงราย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/250479 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและรูปแบบของคลังปัญญาผู้สูงอายุในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดเชียงราย และประเมินรูปแบบการถ่ายทอดคลังปัญญาผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้รูปแบบการถ่ายทอดคลังปัญญาผู้สูงอายุในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดเชียงรายที่เหมาะสมมากขึ้น และนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัดเชียงราย 55 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการประชุมกลุ่ม&nbsp; วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการหาค่าแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันผู้ถ่ายทอดเป็นชายและหญิง มีอายุระหว่าง 60-69 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีความรู้/คลังปัญญาในด้านอุตสาหกรรม หัตถกรรม จักสานและโอท็อป ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา และจริยธรรม ผู้รับการถ่ายทอดเป็นชาย มีอายุระหว่าง 60-69 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีประสบการณ์ในงานที่ทำ 1-10 ปี รูปแบบการถ่ายทอดคลังปัญญา ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้/คลังปัญญาจากการศึกษาด้วยตนเอง มีการประเมินผลทั้งก่อนและหลังปฏิบัติ ผลที่เกิดจากรูปแบบการถ่ายทอด ทำให้ผู้ถ่ายทอดเกิดความหวงแหน เกิดจิตสำนึกเห็นคุณค่าในมรดกของท้องถิ่นและเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์คลังปัญญา&nbsp; เมื่อประเมินรูปแบบดังกล่าวพบว่า ทำให้ได้รูปแบบใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาและการถ่ายทอดต่อไป</p> รสนันท์ มานะสุข, เพ็ญพิศุทธิ์ ใจสนิท Copyright (c) 2021 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/250479 Wed, 30 Jun 2021 17:09:07 +0700