วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU <p>วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น<strong> </strong>เป็นวารสารวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่มีลักษณะสร้างสรรค์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มพูนทักษะความรู้ที่เกี่ยวกับมนุษย์ สังคม ศิลปะวัฒนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการใช้ความรู้สู่การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ใหม่ๆ กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ การค้นหาองค์ความรู้ใหม่ หรือพิสูจน์ความรู้เดิม โดยสื่อให้เห็นถึงเทคนิควิธี หรือกิจกรรมที่เกิดจากการคิดค้นขึ้นใหม่ หรือการนำสิ่งที่มีอยู่มาดัดแปลง ปรับปรุงให้ดีขึ้น </p> <p>ขอบเขตเนื้อหาในบทความที่สามารถนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารมีความครอบคลุมในเนื้อหาของสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องดังนี้ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา จิตวิทยา การศึกษา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ การพัฒนาชุมชน วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ การบริหาร การจัดการทรัพยากร การท่องเที่ยว การตลาด นิเทศศาสตร์</p> th-TH <p>เนื่อหาและข้อมูลในบทความ เป็นความรับผิดชอบของผุ้แต่ง</p> <p>บทความในวารสารเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น</p> nanjamin@yahoo.com (รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล สมคุณา) mana.sp@bru.ac.th (มานะ สลุบพล) Mon, 05 Jan 2026 09:32:22 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาผลงานจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาให้ จังหวัดสระบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/292895 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษาผลงานจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดสมุหประดิษฐาราม&nbsp;อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลงานจิตรกรรมฝาผนังของวัดสมุหประดิษฐาราม ในประเด็นเรื่องราว ความเชื่อ การจัดวางภาพ ตำแหน่งของภาพและปรากฏการณ์ร่วมสมัยในงานจิตรกรรม&nbsp;และเพื่อเป็นข้อมูลในการอนุรักษ์และเผยแพร่เกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังในวัดสมุหประดิษฐาราม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า พระอุโบสถวัดสมุหประดิษฐาราม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนที่ปรากฏร่องรอยหลักฐานว่าสร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จิตรกรใช้เทคนิคการวาดภาพแบบไทยประเพณี ผสมผสานกับคตินิยมแบบจีนในบางส่วนของภาพ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องหลวิชัยคาวี และสมุทรโฆษ ที่มีรูปแบบไม่เป็นไปตามขนบธรรมเนียมนิยมที่เคยสืบทอดกันมา</p> <ol> <li class="show">&nbsp;ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราว ความเชื่อ ของภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรมที่พบภายในพระอุโบสถ วัดสมุหประดิษฐาราม เป็นเรื่องราวของวรรณคดี 2 เรื่อง คือ เรื่องหลวิชัย คาวีและสมุทรโฆษ ซึ่งแตกต่างจากภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยทั่วไปที่นิยมวาดภาพพุทธประวัติ มีความเชื่อเรื่องการทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วจากภาพพระมาลัยเสด็จโปรดสัตว์นรก ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติจากประเพณีแห่กระทงเสียผีและการแห่บั้งไฟขอฝน</li> <li class="show">&nbsp;การจัดวางภาพและตำแหน่งของภาพ ภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถวัดสมุหประดิษฐารามมีการจัดวางภาพดังนี้ ผนังด้านหลังพระพุทธรูปประธานเขียนภาพการละเล่น วิถีชีวิตชาวไทยวนและพระมาลัยโปรดสัตว์นรก ด้านตรงข้ามพระประธานเขียนภาพประเพณีการแห่บั้งไฟและการแห่กระทงเสียผี ภาพผนังข้างด้านขวามือพระประธานเขียนภาพวรรณคดีเรื่อง หลวิชัย คาวี ผนังซ้ายมือพระประธานเขียนรูปวรรณคดีเรื่องสมุทรโฆษ บริเวณคอสองทั้งสี่ด้านเขียนภาพลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง</li> <li class="show">&nbsp;ปรากฏการณ์ร่วมสมัยในงานจิตรกรรมฝาผนัง ภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถวัดสมุหประดิษฐารามได้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตร่วมสมัยของคนพื้นถิ่นกับวัฒนธรรมจีนได้อย่างชัดเจน ส่วนหลักของภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดสมุหประดิษฐาราม นอกจากจะเขียนภาพเรื่องราวของวรรณคดีแล้ว จิตรกรยังได้สอดแทรกเรื่องราวร่วมสมัยไว้เป็นส่วนรองหรือส่วนย่อยอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นประเพณี วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ การแต่งกาย อาคารบ้านเรือนแบบจีน เรือสำเภา เรือกำปั่นตะวันตกเป็นต้น ส่วนการได้รับอิทธิพลตะวันตกคือการเขียนภาพแบบทัศนียภาพมีระยะใกล้ไกลซึ่งผู้เริ่มต้นในประเทศไทยคือจิตรกรขรัวอินโข่ง</li> </ol> <p>ข้อเสนอแนะควรมีการศึกษาภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดแหล่งอื่นที่สร้างในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบ รูปแบบ แนวคิด วิธีการนำเสนอ เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์หรือความแตกต่าง หรือหากต้องการศึกษาเพื่อการอนุรักษ์ ควรทำการศึกษาผลงานจิตรกรรมฝาผนังภายในจังหวัดสระบุรีที่มีคุณค่าและกำลังจะสูญหายไปที่ปรากฏอีกหลายแห่ง</p> จุติรัช อนุกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/292895 Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ กรณีศึกษากลุ่มเย็บผ้าห่มพรมเช็ดเท้า หมู่ 8 บ้านหนองขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/293770 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเย็บผ้าห่มพรมเช็ดเท้า หมู่ 8 บ้านหนองขุ่น ตำบลยางโยภาพ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการมีส่วนร่วมของสมาชิกชุมชน โดยต่อยอดจากทุนทางปัญญา ทุนทรัพยากรและทุนเครือข่าย และ 3) เพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การวิจัยเป็นแบบเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และการสังเกตภาคสนาม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย ประธานและสมาชิกกลุ่ม กำนันท้องถิ่น คณาจารย์ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี รวมทั้งสิ้น 39 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ได้แก่ การผลิตเพียงพรมเช็ดเท้าแบบดั้งเดิม ขาดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ การพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง รายได้ต่ำจากการขายส่ง และแรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม กลุ่มยังมีศักยภาพด้านภูมิปัญญาและทักษะการตัดเย็บจากเศษผ้า เมื่อนำกระบวนการมีส่วนร่วมมาใช้ สมาชิกสามารถร่วมกันออกแบบและผลิตต้นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น พรมเช็ดเท้าลวดลายใหม่ ที่รองแก้ว ที่รองจาน และที่รองหม้อ ซึ่งได้รับการตอบรับเชิงบวกจากลูกค้า และสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าเดิม อีกทั้งยังมีแนวโน้มขยายตลาดไปสู่ของที่ระลึกและตลาดออนไลน์ได้</p> ปวิณญดา บุญรมย์, อโณทัย หาระสาร, บุญฑวรรณ วิงวอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/293770 Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการสวัสดิการสังคมของกลุ่มครัวเรือนยากจน ในเขตพื้นที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/293919 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความต้องการด้านสวัสดิการสังคมของครัวเรือนยากจน&nbsp; 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความต้องการด้านสวัสดิการสังคมของกลุ่มครัวเรือนยากจน 3) ศึกษาแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่ครัวเรือนยากจน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ครัวเรือนยากจนในอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ มีความต้องการด้านสวัสดิการสังคม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านสุขภาพ รองลงมาคือด้านรายได้ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ</p> <p>ด้านมาตรฐานความเป็นอยู่&nbsp; 2) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการด้านสวัสดิการสังคม พบว่า จำแนกตาม เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา รายได้ โดยภาพรวม</p> <p>ไม่แตกต่างกัน ซึ่งปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3) แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่ครัวเรือนยากจน ด้านสุขภาพ พบว่า ด้านสุขภาพ ควรให้ครัวเรือนยากจนเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง ด้านรายได้ ควรสนับสนุนให้ครัวเรือนยากจนมีงานทำและมีรายได้เพียงพอ และการพัฒนาทักษะอาชีพ ด้านมาตรฐานความเป็นอยู่ สนับสนุนการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำดื่ม ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย</p> ชินวัตร ปรินรัมย์; สถาพร วิชัยรัมย์, ธัญญรัตน์ พุฑฒิพงษ์ชัยชาญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/293919 Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700 การนำหลักธรรมาภิบาลไปปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจภูธรนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/294426 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการนำหลักธรรมาภิบาลไปปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจภูธรนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการนำหลักธรรมาภิบาลไปปฏิบัติตามความคิดเห็นของประชาชนจำแนกตาม เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจภูธรนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp; เป็นวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสำรวจและการสัมภาษณ์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้&nbsp; คือ ประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ใช้การคำนวณหาขนาดของกลุ่มตัวอย่าง กรณีไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน ที่ความเชื่อมั่น 95% ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 400 คน โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย ผลการศึกษาพบว่า 1) ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการนำหลักธรรมาภิบาลไปปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ทั้ง 6 ด้าน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการนำหลักธรรมาภิบาลไปปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจภูธรนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ ไม่แตกต่างกัน ส่วน อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การศึกษาข้อเสนอแนะพบว่า หลักนิติธรรม ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นมาตรฐาน ลดการเลือกปฏิบัติ ใช้มาตรการตรวจสอบ เช่น กล้องติดตัว และรายงานต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หลักคุณธรรม ควรเพิ่มความสุภาพ อดทน เมตตา มีการอบรมคุณธรรม-จริยธรรม และยกย่องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีหลักความโปร่งใส ควรเปิดเผยข้อมูลการออกใบสั่ง ค่าปรับ งบประมาณ และใช้ช่องทางออนไลน์เผยแพร่/รับเรื่องร้องเรียน เพื่อให้ตรวจสอบได้ หลักความรับผิดชอบ เมื่อเกิดข้อผิดพลาดควรยอมรับและรีบแก้ไขโดยเร่งด่วน พร้อมเปิดระบบประเมินผลจากประชาชน เช่น แบบสอบถาม หรือเวทีประชาคม หลักการมีส่วนร่วม ควรมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น จัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครจราจร ให้ประชาชนร่วมเสนอแนวทางแก้ปัญหาจราจรและมีส่วนร่วมตัดสินใจ&nbsp; หลักความคุ้มค่า ควรวางแผนจัดสรรกำลังพลและอุปกรณ์ให้เหมาะสม ใช้เทคโนโลยีสนับสนุน และนำรายได้ค่าปรับกลับมาพัฒนาระบบการทำงาน การอำนวยความสะดวกในการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p> <p>&nbsp;</p> <p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1"></a></p> คงศักดิ์ พิมพ์อักษร; สถาพร วิชัยรัมย์, ธัญญรัตน์ พุฑฒิพงษ์ชัยชาญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/294426 Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295023 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 291 &nbsp;คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น จำแนกตามขนาดสถานศึกษา แล้วทำการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับสลาก ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .986 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .960 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมในระดับมากที่สุด และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = .788) อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</p> สุนทรี วรรณไพเราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295023 Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและยกระดับโมเดลแก้จน ของจังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295100 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับและพัฒนาโมเดลแก้จนของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยเน้นการพัฒนาอาชีพและยกระดับรายได้ของครัวเรือนคนจนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม การใช้ข้อมูล BP-MAP เป็นเครื่องมือในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ และการขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย รวม 19 หน่วยงาน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานที่บูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอาชีพจำนวน 19 อาชีพ ซึ่งครอบคลุมอาชีพทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ หมุนเวียนเศรษฐกิจชุมชน มีครัวเรือนคนจนเข้าร่วมจำนวน 722 ครัวเรือน จาก 29 พื้นที่ ใน 10 อำเภอ โดยใช้กระบวนการฝึกอบรม Up-skill, Re-skill และ New-skill ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม เช่น นวัตกรรมเกษตรแปลงรวม&nbsp; และเทคโนโลยีลดความร้อนแปลงผัก</p> <p>ผลการดำเนินงานพบว่า ครัวเรือนคนจนที่มีอาชีพหลากหลายสามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อเดือนได้มากถึงร้อยละ 24.51 และบางพื้นที่สามารถเพิ่มรายได้มากกว่าร้อยละ 40 โดยเฉพาะอาชีพรถพุ่มพวงที่สร้างรายได้เฉลี่ยใกล้เคียงค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดบุรีรัมย์ มีบทบาทในการกระจายสินค้าและเชื่อมโยงตลาดชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนคนจนยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากร เช่น เงินทุน ที่ดิน เทคโนโลยีที่มีราคาสูง และโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ การพัฒนาระบบกองทุนและสวัสดิการภายในกลุ่มอาชีพยังเป็นกลไกเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการบริหารจัดการ ส่งเสริมการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง และสร้างความสามารถในการพึ่งตนเองของครัวเรือนคนจนได้อย่างแท้จริง งานวิจัยนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมทางสังคมที่ใช้กระบวนการพัฒนาแบบองค์รวม ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความยากจนและส่งเสริมความยั่งยืนในระดับครัวเรือนและชุมชน</p> บัญชา นวนสาย, ดร.วิษณุ ปัญญายงค์, ภาวิดา แสนวันดี, ดร.โชติ ราชวิชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295100 Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295312 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ &nbsp;อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 3) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 241 คน โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบไปด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ =3.95,S.D.= 0.83) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการฝึกอบรม คือ องค์กรมีการจัดอบรมให้เหมาะสมกับความสามารถของบุคลากร ในองค์กรเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ =4.07,S.D.= 0.82) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ =4.03, S.D. = 0.75) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านปริมาณงาน คือ บุคลากรมีการวางแผนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บรรลุปริมาณงานตามเป้าหมายที่กำหนด อยู่ในระดับมาก(𝑥̅ =4.28,S.D.= 0.70) การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์การการทำงาน และตำแหน่งงานในภาพรวม และรายด้านแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ พบว่า ด้านการฝึกอบรม ด้านการศึกษา และด้านการพัฒนามีอิทธิพลเชิงบวก และมีนัยสำคัญทางสถิติต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยด้านการฝึกอบรมมีอำนาจพยากรณ์สูงสุด สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ได้ร้อยละ 77.20</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> สาวิตรี รัตนบุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295312 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การวิจัยแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาหลักสูตรพิทักษ์รักษาปลาสามน้ำ ของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295571 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการหลักสูตรพิทักษ์รักษาปลาสามน้ำของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 2)พัฒนาหลักสูตรพิทักษ์รักษาปลาสามน้ำของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาให้มีคุณภาพ ดำเนินการด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ หลักสูตรพิทักษ์รักษาปลาสามน้ำของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา แบบสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;ผลการดำเนินการพบว่า 1) ชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีต้องการหลักสูตรเพื่อใช้ในการจัดการศึกษา และต้องการหลักสูตรฐานสมรรถนะที่มุ่งเน้นส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียนในการปรับใช้องค์ความรู้ที่หลากหลายในสถานการณ์จริง การแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยพลิกแพลงและยืดหยุ่นในระยะยาว ตลอดจนมีสุขภาวะที่ดี สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตให้สอดคล้องกับความผันผวนของโลกและความก้าวหน้าทางวิทยาการได้ แต่ทั้งนี้เนื่องจากมีระยะเวลาที่จำกัดจึงควรบูรณาการกับแผนการเรียนรู้ลูกเสือ ชุมนุม กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์หรือจัดหลักสูตรในลักษณะของค่าย และ 2) หลักสูตรพิทักษ์รักษาปลาสามน้ำของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 หน่วยสาระการเรียนรู้ ได้แก่ หน่วยที่ 1 เนื้อหาทางภูมิศาสตร์และวิถีชีวิต หน่วยที่ 2 ทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา หน่วยที่ 3 พิทักษ์ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา หน่วยที่ 4 รักษาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา หน่วยที่ 5 การใช้ประโยชน์ทรัพยากรลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน&nbsp; และหน่วยที่ 6 การจัดการเศรษฐกิจชุมชน&nbsp; หลังจากมีการทดลองทำกิจกรรมของหลักสูตร พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้</p> จินตนา กสินันท์, ชไมพร ทองเพชร, เอกราช สุวรรณรัตน์, เตือนตา ร่าหมาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295571 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการนำนโยบายด้านการจัดการขยะมูลฝอยไปสู่การปฏิบัติ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295693 <p>ขยะมูลฝอยเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้กำหนดให้มีแผนแม่บท นโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะมูลฝอย เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม และถูกต้องตามหลักวิชาการ การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นแนวทางการนำนโยบายด้านการจัดการขยะมูลฝอยไปสู่การปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สุราษฎร์ธานี โดยศึกษาจากการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นบนพื้นฐานตามกรอบแนวคิด การค้นคว้าทฤษฎี</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประชากรที่ศึกษา ได้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทุกระดับ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 138 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบภารกิจด้านการ จัดการขยะมูลฝอย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 57.97 ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ระยะเวลาในการทำงานเฉลี่ย ที่ 7 ปี ขึ้นไป เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ร้อยละ 100 ได้รับทราบนโยบาย องค์กรปกครองท่องถิ่น มีการปฏิบัติตามนโยบายการจัดการขยะมูลฝอย แบ่งเป็นการจัดการขยะต้นทาง (ลดปริมาณและคัดแยกขยะมูลฝอยต้นทาง) ร้อยละ 90.58 กลางทาง (เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและเก็บขนขยะมูลฝอยขององค์กร</p> <p>ปกครองส่วนท้องถิ่น) ร้อยละ 73.19 และปลายทาง (ขยะมูลฝอยได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ) ร้อยละ 59.42 และจากผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าปัจจัยด้านความรู้ ความเข้าใจ การรับทราบนโยบาย แผนและแนวทางปฏิบัติ ปัจจัยด้านลักษณะ ขององค์กร ปัจจัยด้านทรัพยากร ปัจจัยด้านคุณสมบัติของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ และปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน มีผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ ข้อเสนอแนะ ควรมีการประเมินผลการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยระดับ ประเทศ และแผนปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอยระดับจังหวัด ในแต่ละช่วงปี เพื่อให้ได้รับทราบถึงผลการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ รวมถึงปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ และความต้องการของการพัฒนางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และควรกำหนดเป็นตัวชี้วัดประจำปีที่สำคัญในการประเมินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> นิภาพรรณ ศรีฟ้า; กิติชัย รัตนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/295693 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700