วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU <p>เป็นวารสารที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยที่เป็นองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาชุมชน ภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ การท่องเที่ยว การศึกษา บริหารการศึกษาและหลักสูตรและการสอน</p> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ th-TH วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 1906-1641 <p>เนื่อหาและข้อมูลในบทความ เป็นความรับผิดชอบของผุ้แต่ง</p> <p>บทความในวารสารเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์</p> เครื่องมือวัดผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/240627 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงเนื้อหา (Content analysis) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตำรา บทความวิชาการ และบทความวิจัยต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อทำการสังเคราะห์เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานขององค์กร จากผลการศึกษาพบว่า ผลการดำเนินงานขององค์กรคือสิ่งที่เกิดจากทักษะ ความรู้ และความสามารถของบุคลากรที่อยู่ภายในองค์กรที่ได้มาจากการบริหารจัดการส่งผลให้เกิดการสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่องค์กรและผู้ถือหุ้น โดยที่องค์กรจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ <br>เป็นสำคัญหรือเป็นการสร้างมูลค่าของกิจการที่ได้จากการดำเนินงานขององค์กรที่เป็นเครื่องวัดความเจริญเติบโตขององค์กร ซึ่งสามารถวัดได้จาก Tobin’s Q อัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROA) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)</p> ผกามาศ บุตรสาลี ฐิตาภรณ์ สินจรูญศักดิ์ Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 130 137 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อบริการสายการบินไทยแอร์เอเชียของผู้โดยสารจังหวัดร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/238073 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการต่อความตั้งใจซื้อบริการสายการบินไทยแอร์เอเชียของผู้โดยสารจังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้โดยจังหวัดร้อยเอ็ดที่ใช้บริการสายการบินไทยแอร์เอเชีย จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้โดยสารจังหวัดร้อยเอ็ดมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้สายการบินไทยแอร์เอเชียโดยรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านลักษณะแวดล้อมทางกายภาพ ด้านขั้นตอนการให้บริการ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านราคา ด้านบุคลากรและพนักงาน และด้านสินค้าและบริการ 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ด้านสินค้าและบริการ (Beta =0.344) ด้านราคา (Beta =0.178) ด้านการส่งเสริมการตลาด (Beta =0.325) และด้านบุคลากรและพนักงาน(Beta =0.274) ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการสายการบินไทยแอร์เอเชียของผู้โดยสารจังหวัดร้อยเอ็ด</p> อานนท์ จันจิตร Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 8 17 การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนบ้านโคกเขา ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/236701 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาพัฒนาการกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยของชุมชนบ้านโคกเขา ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ 2. เพื่อศึกษาองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยชุมชนบ้านโคกเขา ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ 3. เพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของชุมชนบ้านโคกเขา ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจาะลึก สนทนากลุ่ม การเดินสำรวจ และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษา พบว่า พัฒนาการกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยของชุมชนบ้านโคกเขามี 2 ประการ คือ 1. การก่อตัวทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยชุมชนบ้านโคกเขา 2. การประกาศอิสรภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยชุมชนบ้านโคกเขา นอกจากนี้ยังพบองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยชุมชนบ้านโคกเขาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่อสู้กับรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้สัญลักษณ์การสื่อสารของกลุ่ม องค์ความรู้การเชิญชวนให้เข้าร่วมกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และองค์ความรู้การดำรงชีวิตในป่า เป็นต้น จนนำไปสู่การค้นพบแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชนบ้านโคกเขา 4 ประการ ได้แก่ 1. แหล่งเรียนรู้อนุสรณ์สถานประชาชนอีสานใต้ 2. แหล่งเรียนรู้อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน 3. แหล่งเรียนรู้ศาลาหลวงปู่เกาะ ยโสธโร 4. แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยและแพทย์แผนจีน การวิจัยนี้จึงนับได้ว่าเป็นการวิจัยที่สะท้อนการค้นพบคุณค่าของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป</p> วิศวมาศ ปารสาร อุทิศ ทาหอม Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 18 36 Problems and Needs in Using English Language of International Relations Officers in Rajabhat Universities, Thailand https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/239971 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการในการใช้ภาษาอังกฤษของ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นักวิเทศสัมพันธ์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักวิเทศสัมพันธ์ จำนวน 18 คน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนคำถามปลายเปิดถูกวิเคราะห์โดยใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษของนักวิเทศสัมพันธ์ในด้านการเขียน เป็นปัญหามากที่สุด ขณะที่การอ่านมีปัญหาน้อยที่สุด ส่วนปัญหาอื่นๆในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร คือ การฟัง การพูดและการอ่าน ตามลำดับ</li> <li>นักวิเทศสัมพันธ์มีความต้องการในการเพิ่มทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานอยู่ที่ระดับสูงที่สุด โดยทักษะในการฟังมีความต้องการเพิ่มทักษะสูงที่สุด ตามด้วย การเขียน การพูด และ การอ่านตามลำดับ</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลที่ได้จากการทำวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการทำงานของนักวิเทศสัมพันธ์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏของประเทศไทย และเป็นประโยชน์ในการออกแบบหลักสูตรการอบรมภาษาอังกฤษสำหรับนักวิเทศสัมพันธ์ อีกทั้งยังเกิดประโยชน์ต่อการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องในอนาคตอีกด้วย</p> กรรณิการ์ กกไธสง Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 37 50 อิทธิพลของความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรมที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของนักบัญชีบริษัทในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/240048 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปฏิบัติงาน และทดสอบอิทธิพลของความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรมที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักบัญชีบริษัทในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบัญชีบริษัทในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 178 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักบัญชีบริษัทมีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการมีความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรมโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการพัฒนา ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านการปฏิบัติ และด้านการเรียนรู้ และมีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวม และเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านคุณภาพของงาน ด้านการทำงานเสร็จทันตามเวลา ด้านการประหยัดต้นทุน และด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ จากการทดสอบอิทธิพบ พบว่า 1) ความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรม ด้านความคิดสร้างสรรค์ มีอิทธิพลเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวม (<em>β</em> = 0.337) 2) ความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรม ด้านการเรียนรู้ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีอิทธิพลเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวม (<em>β</em> = 0.465) โดยตัวแปรทั้งหมดมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ร้อยละ 53.80 (R<sup>2</sup>= 0.538)&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> บุญช่วง ศรีธรราษฎร์ อารยะรัตน์ ชารีแสน Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 51 63 แนวทางการจัดการการท่องเที่ยวที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุภายใต้บริบทพื้นที่ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/240416 <p style="margin: 0px; text-align: justify; text-indent: 1cm; text-justify: inter-cluster;"><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; font-size: 14pt;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) วิเคราะห์ความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</span><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; font-size: 14pt;">ตอนล่าง 1 2)</span><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; font-size: 14pt;"> ประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ที่ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ และ 3) เสนอแนะแนวทางในการจัดการการท่องเที่ยวที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุ ผลการประเมินความต้องการของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ พบว่า </span><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; font-size: 16pt;">วัตถุประสงค์</span><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; font-size: 14pt;">ในการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการมาท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน ในช่วงวันหยุดเทศกาล/นักขัตฤกษ์ ระยะเวลาการท่องเที่ยวสั้น ๆ เพียง 1 วัน ส่วนใหญ่ท่องเที่ยวกับครอบครัว/ญาติ ใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งน้อยกว่า 1,000 บาท ต้องการความสะดวก ทั้งสถานที่จอดรถ ทางเดิน ทางเท้า ห้องน้ำ ความรู้ สิทธิพิเศษแก่ผู้สูงอายุ (ราคาตั๋ว, การบริการอื่น ๆ ) และความเอาใจใส่จากพนักงานบริการ </span><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; font-size: 14pt;">แนวทางการจัดการท่องเที่ยวที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุภายใต้บริบทพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1<span style="margin: 0px;">&nbsp; </span>คือ ควรมีการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำ ทางเดินลาดชัด สถานที่จอดรถที่อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว การปรับภูมิทัศน์ ความสะอาด ความปลอดภัย ป้ายบอกทาง สัญลักษณ์ และการจัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่าง ๆ นอกจากนี้ ควรวางแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น การจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนั้น ๆ เส้นทางการท่องเที่ยวระยะสั้น ๆ แต่สามารถเชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ เดินทางท่องเที่ยวได้ภายในหนึ่งวัน นอกจากนี้ควรนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนแหล่งท่องเที่ยว ปรับปรุงและเพิ่มเติมสิ่งบริการที่อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ และบุคคลทั่วไป โดยคำนึงถึงความเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ และ สร้างรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ และศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว</span></p> สามารถ จับโจร Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 64 80 การจัดการองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/225349 <p>การจัดการองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้ด้านอนุรักษ์และแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้วิธีการศึกษาแบบมีส่วนร่วม การสังเกต สัมภาษณ์และการจัดเวทีชุมชน พบว่า ภูมิปัญญาที่พบในชุมชนบ้านคลองโป่งและบ้านคลองหิน สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ได้แก่ ภูมิปัญญาด้านความเชื่อพิธีกรรมและด้านวิถีชีวิตวิทยาการ ซึ่งด้าน ความเชื่อและพิธีกรรมพบภูมิปัญญาทั้งหมด 4 ภูมิปัญญา ได้แก่ พิธีกรรมการบวชป่า การปลูกต้นไม้ในช่วงปริวาสกรรม ความเชื่อด้านเจ้าป่าและความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ ส่วนด้านวิถีชีวิตและวิทยาการพบภูมิปัญญาในการอนุรักษ์ทั้งหมด 7 ภูมิปัญญา ได้แก่ แบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่ปลูกพืชและพื้นที่อนุรักษ์ ปลูกพืชไว้เป็นอาหารสัตว์ เพาะชำต้นกล้าไม้คืนสู่ป่า ตั้งชมรมอาสาพิทักษ์ป่า กิจกรรมร่วมกันดับไฟป่า อนุรักษ์แหล่งน้ำธรรมชาติไว้เป็นแหล่งน้ำดื่มของสัตว์ป่าและการประยุกต์ทำเครื่องส่งสัญญาณเสียงเพื่อขับไล่สัตว์ป่า มีแนวทางการจัดการในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบ่งออกเป็นทั้งหมด 6 แนวทางด้วยกัน ได้แก่ การจุดประกายพลังชุมชน การสร้างเครือข่าย การพัฒนาแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติชุมชน การสร้างการเรียนรู้และมีส่วนร่วมของเยาวชน การบูรณาการร่วมกับหลักศาสนาและการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ</p> ณัฐวุฒิ ทะนันไธสง ชนัดดา รัตนา อาลัย จันทร์พาณิชย์ ชลาวัล วรรณทอง Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 81 91 รูปแบบการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านเมืองแก ตำบลเมืองแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/236674 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อหารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านเมืองแก ตำบลเมืองแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ และ 2. เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติร่วมกันที่เหมาะสมในการการบริหารจัดการแหล่งน้ำของชุมชนเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านเมืองแก ตำบลเมืองแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากชุมชนในเป้าหมาย คือ ชุมชนบ้านเมืองแก ตำบลเมืองแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ใช้วิธีการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง จำนวน 10 ครัวเรือน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านเมืองแก ตำบลเมืองแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า ปัญหาการจัดการแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านเมืองแก ขาดองค์ความรู้ใหม่ ๆ การบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน ยังไม่มีรูปแบบการบริหารจัดการน้ำอย่างชัดเจน ยังไม่มีรูปแบบการนำแหล่งน้ำธรรมชาติไปให้ถึงคนที่ยังไม่ได้ประโยชน์ ต้องการนำน้ำมาปลูกพืชนอกฤดูกาลทำนาเพื่อให้ประชานมีรายได้เพิ่มขึ้น ต้องการบริหารจัดการน้ำโดยใช้พลังงานทางเลือก ขาดการประชาสัมพันธ์การบริหารจัดการแหล่งน้ำ จากงานวิจัยนี้จึงทำให้ได้รูปแบบการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีส่วนร่วม โดยจัดการแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านเมืองแก มีการนำนวัตกรรมระบบสูบน้ำใช้แรงดันอากาศที่คนในชุมชนสามารถลงทุนเองได้ ต้นทุนต่ำ ซึ่งผลการดำเนินงานของครัวเรือนในชุมชน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจากการใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานน้ำมัน ลงได้ร้อยละ 10</p> ฐิตาภรณ์ เวียงวิเศษ อุดมพงษ์ เกศศรีพงษ์ศา Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 92 101 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้วิจัยเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการศึกษาอิสระและการสัมมนาของนักศึกษาสาขาวิชาพัฒนาสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/241770 <p>การนำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้วิจัยเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการศึกษาอิสระและการสัมมนาของนักศึกษาสาขาวิชาพัฒนาสังคม จำนวน 36 คน ได้ดำเนินการสอนเนื้อหาในรายวิชาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในลักษณะคู่ขนานกับการดำเนินโครงการวิจัยในรูปแบบการเขียนบทความวิจัยนั้น ผลการวิจัยพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้วิจัยเป็นฐานส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการศึกษาอิสระและการสัมมนาของนักศึกษาสาขาวิชาพัฒนาสังคม สูงกว่าร้อยละ 90 ส่วนทักษะการวิจัยและการสัมมนา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลจากการพัฒนาทักษะการวิจัยและการสัมมนานั้นทำให้ได้แสดงศักยภาพและ ได้รับประสบการณ์ตรงทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนจนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตน โดยสามารถนำ บทความวิจัยไปเสนอในเวทีการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 1 เรื่อง ระดับชาติ จำนวน 10 เรื่อง ที่มีแต่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิจัย</p> จิรัชยา เจียวก๊ก นวพล แก้วสุวรรณ สวัสดิ์ ไหลภาภรณ์ Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 102 116 การสร้างรูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดกำแพงเพชร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/241991 <p>การวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ดังนี้ 1) เพื่อศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา ของจังหวัดกำแพงเพชร 2) เพื่อศึกษาความต้องการผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาโบราณเป็นของที่ระลึก จังหวัดกำแพงเพชร 3) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาโบราณด้วยวิธีการขึ้นรูปด้วยวิธีหล่อน้ำดิน 4) เพื่อประเมินรูปแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาด้วยวิธีหล่อน้ำดิน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 คน&nbsp; ผู้ประเมินความคิดเห็นรูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาโบราณ &nbsp;21 รูปแบบ จำนวน 50 คน และผู้เข้ารับการอบรมเครื่องปั้นดินเผา จำนวน 20 คน&nbsp; เครื่องมือที่นำมาใช้&nbsp; ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบทดสอบจำนวน 15 ข้อ เป็นมาตราส่วนประมาณค่ามี 5 ระดับ สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวน</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลจากการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">ผลจากการวิเคราะห์รูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา ของจังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 10 คน มีเพศชายมากกว่าเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 60 ที่มีระดับความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์คิดเป็นค่าร้อยละ 50 อยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ผลจากการวิเคราะห์ศึกษาความต้องการผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาโบราณเป็นของที่ระลึก จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า รูปแบบเครื่องปั้นดินเผาจำนวน 21 รูปแบบ มีระดับความต้องการมากสุด คือ รูปแบบที่ 1 รองลงมา รูปแบบที่ 13 และรูปแบบที่ 14</li> <li class="show">ผลจากการวิเคราะห์การสร้างผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาโบราณด้วยวิธีหล่อน้ำดิน พบว่า การพิจารณาเป็นรายข้อ 4 ด้าน มีความต้องการมากสุด คือ ผลิตภัณฑ์มีความสวยงาม มีค่า (=4.75 S.D. = 0.43) รองลงมา &nbsp;คือ ความหนาผลิตภัณฑ์มีค่า (&nbsp;=4.30 &nbsp;S.D. = 0.64) และน้ำหนักของผลิตภัณฑ์มีค่า (&nbsp;=4.30 &nbsp;S.D. = 0.56)</li> <li class="show">ผลจากการวิเคราะห์การประเมินรูปแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผา ด้วยวิธีหล่อน้ำดิน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 20 คน ก่อนอบรมมีความรู้ค่าเฉลี่ย () ร้อยละ = 22.33 และหลังอบรมมีความรู้ค่าเฉลี่ย () ร้อยละ = 73.66 มีความก้าวหน้าค่าเฉลี่ย () = 51.33, (S.D.) = &nbsp;19.49 ค่าที (t-test) = 35.86&nbsp; ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> สฤษณ์ พรมสายใจ Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 15 1 117 129