วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU
<p>วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น<strong> </strong>เป็นวารสารวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่มีลักษณะสร้างสรรค์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มพูนทักษะความรู้ที่เกี่ยวกับมนุษย์ สังคม ศิลปะวัฒนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการใช้ความรู้สู่การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ใหม่ๆ กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ การค้นหาองค์ความรู้ใหม่ หรือพิสูจน์ความรู้เดิม โดยสื่อให้เห็นถึงเทคนิควิธี หรือกิจกรรมที่เกิดจากการคิดค้นขึ้นใหม่ หรือการนำสิ่งที่มีอยู่มาดัดแปลง ปรับปรุงให้ดีขึ้น </p> <p>ขอบเขตเนื้อหาในบทความที่สามารถนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารมีความครอบคลุมในเนื้อหาของสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องดังนี้ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา จิตวิทยา การศึกษา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ การพัฒนาชุมชน วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ การบริหาร การจัดการทรัพยากร การท่องเที่ยว การตลาด นิเทศศาสตร์</p>
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
th-TH
วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
3027-7566
<p>เนื่อหาและข้อมูลในบทความ เป็นความรับผิดชอบของผุ้แต่ง</p> <p>บทความในวารสารเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น</p>
-
การสกัดและการใช้สีย้อมธรรมชาติจากมูลหนอนไหม : การสร้างอัตลักษณ์และความยั่งยืนให้ผ้าไหมทอมือของชุมชน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/297416
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสกัดและการประยุกต์ใช้สีย้อมธรรมชาติจากมูลหนอนไหม ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสีย้อมสำหรับผ้าไหมทอมือ และสร้างอัตลักษณ์พร้อมความยั่งยืนให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของชุมชน โดยศึกษาปัจจัยด้านปริมาณตัวทำละลายและเวลาในการสกัดสีจากมูลหนอนไหม 10 กรัม ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดมีค่า pH อยู่ในช่วง 7.38–7.92 โดยสภาวะการใช้ตัวทำละลาย 200 มิลลิลิตร ที่เวลา 120 นาที ให้ค่า pH สูงสุด (7.92±0.03) ขณะที่การใช้ตัวทำละลาย 300 มิลลิลิตร ที่เวลา 120 นาที ให้ค่าสีหลัก (Hue) สูงสุดเท่ากับ 69.31±0.92 ซึ่งให้เฉดสีเขียวเข้มปนสีน้ำตาล ผลการวิเคราะห์ค่าสี L*, a* และ b* พบว่าสภาวะตัวทำละลาย 100 มิลลิลิตร และเวลา 90 นาที ให้ค่าความสว่างและความเข้มของสีสูงสุด โดยการเพิ่มปริมาณน้ำและเวลาในการสกัดส่งผลให้ความเข้มของสีลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05)</p> <p> การย้อมผ้าไหมทอมือภายใต้สภาวะการสกัดที่เหมาะสมร่วมกับสารช่วยย้อมจากธรรมชาติไม่ส่งผลต่อค่าสีอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีผลต่อสมดุลกรด–ด่างของสารสกัด โดยน้ำขี้เถ้าทำให้ค่า pH เพิ่มขึ้น ผลการทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถูอยู่ในระดับ 4–5 และต่อการซักอยู่ในระดับ 3–4 รวมถึงสมบัติเชิงกลของเส้นใยและผ้ายังคงอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบผ้าไหมย้อมสีจากมูลหนอนไหม พบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มยอมรับผลิตภัณฑ์ในระดับสูง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจได้จริง ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้สีย้อมจากมูลหนอนไหมเป็นนวัตกรรมท้องถิ่นที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน–สีเขียว (BCG Economy) ช่วยลดของเสีย เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมความยั่งยืนของผ้าไหมทอมือในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
จีระนันท์ วงศ์วทัญญู
เมธี ไชยหา
ปิยฉัตร ทองแพง
จันจิรา ชาติมนตรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
9
25
-
การยกระดับผลผลิตทางการเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรีสู่มาตรฐานเกษตรปลอดภัยและมาตรฐานแบรนด์น้องเหน่อ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/297537
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจของเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรีให้ได้มาตรฐานเกษตรปลอดภัยและมาตรฐานแบรนด์น้องเหน่อ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 200 คน และตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้านความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยงตามเกณฑ์มาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา โดยใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรีมีความรู้และทัศนคติในระดับค่อนข้างดีต่อการผลิตพืชตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย และมีความต้องการเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าและโอกาสทางการตลาด กิจกรรมอบรมและการให้คำปรึกษาเชิงพื้นที่ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมของเกษตรกรในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐาน GAP อย่างเป็นรูปธรรม ในด้านมาตรฐานแบรนด์น้องเหน่อ พบว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีระบบและกลไกการรับรองที่ชัดเจน ครอบคลุมด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเกษตรกรและผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายที่ยื่นขอรับรอง สามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานในระดับดีถึงดีเยี่ยม สะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาสินค้าเกษตรสู่ตลาดสมัยใหม่ สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคอย่างยั่งยืนได้ต่อไป</p> <p> </p> <h1> </h1> <p> </p> <p> </p> <p> </p>
ยุธยา อยู่เย็น
รุ่งเกียรติ แก้วเพชร
มานิดา เชื้ออินสูง
ณิชาภัส ตั้งบวรพิมล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
27
41
-
รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์ศูนย์การเรียนรู้มหาวิชชาภูมิปัญญาท้องถิ่นชุมชนบ้านบางพลับ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/298232
<p>การศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์ศูนย์การเรียนรู้มหาวิชชาภูมิปัญญาท้องถิ่นชุมชนบ้านบางพลับ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของชุมชนบ้านบางพลับตามโมเดล 5As (2) ศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยว และ (3) พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์ โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักท่องเที่ยว 400 คน (สูตร Taro Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%) และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เนื้อหา พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า (Methodological Triangulation)</p> <p> โดยผลการวิจัยพบว่า ชุมชนบ้านบางพลับมีศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในระดับสูง โดยภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ย 4.28 เมื่อพิจารณาตามโมเดล 5As พบว่า ด้านที่พักมีคะแนนสูงสุด ( = 4.56) รองลงมา คือ กิจกรรม ( = 4.34) แหล่งท่องเที่ยว ( = 4.25) และการเข้าถึงต่ำสุด ( = 3.96) ความพึงพอใจต่อศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์ 4 ด้าน อยู่ในระดับสูง โดยด้านความดึงดูดใจมีคะแนนสูงสุด ( = 4.25) รองลงมา คือ ด้านการรองรับนักท่องเที่ยว ( = 4.22) ด้านการให้บริการ ( = 4.20) และด้านการบริหารจัดการ ( = 4.19)</p> <p> จากผลการศึกษาได้พัฒนาโมเดล “Creative Agri-Experience” ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน การจัดการทรัพยากร การออกแบบประสบการณ์ การรักษาความแท้จริง การเรียนรู้แบบมีธีม การบูรณาการนวัตกรรม การสร้างคุณค่า และ การประเมินผล โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น QR Code และ AR เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับนโยบาย BCG Model ของรัฐบาลไทย</p>
ชิสา เจิมวรายุกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
43
57
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/298364
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ 3) อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ และ 4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรและกลุ่มตัวอย่างจำนวน 57 คน ด้วยแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากเช่นกัน การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความผูกพันองค์กรมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุด คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ การวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณ พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทั้ง 4 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์ความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยด้านการสร้างแรงบันดาลใจ มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล ไม่พบอิทธิพลทางสถิติที่มีนัยสำคัญต่อความผูกพันองค์กร</p>
ภูดิศ ห่วงเนาวกุล
ธัญญรัตน์ พุฑฒิพงษ์ชัยชาญ
สถาพร วิชัยรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
59
70
-
การจัดการความรู้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เทศกาลแห่ธุงพญานาคจังหวัดบึงกาฬ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/298747
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสืบค้นและจัดเก็บองค์ความรู้ทุนทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เทศกาลแห่ธุงพญานาคจังหวัดบึงกาฬ และ 2) เพื่อประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทุนทางวัฒนธรรมในการจัดเทศกาลแห่ธุงพญานาคจังหวัดบึงกาฬสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 30 คน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ มีทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ รักษา และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ มี 2 ประเภท ประกอบด้วย 1) ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ได้แก่ พระเจ้าแสนสามหมื่น วัดสังขลิการาม สิมโบราณ วัดประชามิตร พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต เป็นต้น 2) ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ภาษาผู้ไท อาหารพื้นบ้าน เซิ้งกะโด้ เป็นต้น ทั้งนี้ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ช่วยให้ทุนทางวัฒนธรรมได้รับการสืบทอด ต่อยอด และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สร้างรายได้ พร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม พัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p>
อภิฤดี ทองพล
เอกศักดิ์ เฮงสุโข
นุสรา สัมปชัญญานนท์
ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
71
81
-
กลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นโดยภาคประชาชนในเขตเทศบาลตำบลทุ่งแสงทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/300573
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นโดยภาคประชาชนในเขตเทศบาลตำบลทุ่งแสงทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ 2)เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นโดยภาคประชาชนในเขตเทศบาลตำบลทุ่งแสงทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ และ 3) เพื่อได้แนวทางในการปรับปรุงกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นโดยภาคประชาชนในเขตเทศบาลตำบลทุ่งแสงทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่าง สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 349 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมี 4 ลักษณะ คือ แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วน คำถามปลายเปิด และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแตกต่าง ผลการวิจัย พบว่า 1)โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และสาธารณูปการ มีระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และแหล่งน้ำ ด้านเศรษฐกิจและเกษตรกรรม และด้านการเมือง การบริหาร และการบริการ ซึ่งอยู่ในระดับมาก ขณะที่ด้านคุณภาพชีวิตและสังคมอยู่ในระดับปานกลาง 2) การเปรียบเทียบระดับการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นโดยภาคประชาชนจำแนกตาม เพศ อายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในด้านอาชีพเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้ระดับการมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 3) ควรเปิดเผยข้อมูลและระบบติดตามประเมินผลที่โปร่งใสและเข้าถึงได้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
ทวีศักดิ์ สังฆวาที
ธัญญรัตน์ พุฑฒิพงษ์ชัยชาญ
สถาพร วิชัยรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
83
94
-
การพัฒนาทักษะการพูดนำเสนอผลงานวิชาการ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักศึกษา คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/300619
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความสามารถการพูดนำเสนอผลงานวิชาการประเภทโครงงานโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน รายวิชา 5052810 คติชนวิทยาสำหรับครูภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงเฉพาะที่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 หลักสูตรสาขาวิชาการศึกษา วิชาเอกภาษาไทย คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำนวน 55 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินทักษะการพูดนำเสนอโครงงาน และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการประเมินความสามารถในการพูดนำเสนอผลงานวิชาการประเภทโครงงาน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน พบว่าทุกกลุ่มมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 2) ด้านความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการพูดนำเสนอผลงานโครงงานทางวิชาการ พบว่าโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 3.54) แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานมีส่วนช่วยส่งเสริมทักษะการพูดนำเสนอผลงานวิชาการให้แก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ฐิติรดา เปรมปรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
95
105
-
การส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา โดยใช้เกมผจญภัยล่ารหัสลับ รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่องความปลอดภัยในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/300702
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเกมผจญภัยล่ารหัสลับเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ 2) เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมผจญภัยล่ารหัสลับกับเกณฑ์ร้อยละ 80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเกมผจญภัยล่ารหัสลับ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีสว่างวงศ์ จำนวน 48 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Mulitstage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) เกมผจญภัยล่ารหัสลับ 2) แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา 3) แบบประเมินความพึงพอใจ 4) แบบประเมินคุณภาพเกมผจญภัยล่ารหัสลับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (One – Sample t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของเกมผจญภัยล่ารหัสลับมีประสิทธิภาพเท่ากับ87.56/89.44 2)นักเรียนที่จัดการเรียนรู้ด้วยเกมผจญภัยล่ารหัสลับมีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาร้อยละ 90.33 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อเกมผจญภัยล่ารหัสลับอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.85, S.D. = 0.37)</p> <p> </p>
วรพนธ์ ทองชั่งเหล็ก
จินตนา กสินันท์
ขรรค์ชัย แซ่แต้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
107
116
-
มาตรการทางกฎหมายว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีสิ่งแวดล้อมก่อนฟ้องคดีในศาลปกครอง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/300847
<p><span class="Bodytext215pt"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาการแก้ไขกฎหมายไทยเพื่อรองรับการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาของกฎหมายไทย ศึกษาบทเรียนจากกฎหมายต่างประเทศ และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงกฎหมายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสารทางนิติศาสตร์ โดยศึกษากฎหมายไทยควบคู่กับกฎหมายต่างประเทศ 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย และเนเธอร์แลนด์ เพื่อใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในการประเมินข้อจำกัดของกฎหมายไทยและออกแบบแนวทางพัฒนากลไกก่อนฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยยังไม่มีโครงสร้างทางกฎหมายที่รองรับการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน โดยมีปัญหาสำคัญอย่างน้อย 6 ประการ ได้แก่ การขาดบทบัญญัติรองรับโดยตรง ความไม่ชัดเจนของขั้นตอนและผู้ริเริ่ม ความไม่ชัดเจนของลักษณะคดีที่เหมาะสม ข้อจำกัดเกี่ยวกับผู้ไกล่เกลี่ย ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาและผลต่ออายุความ และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของข้อตกลงที่เกิดจากการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี ขณะเดียวกัน กฎหมายต่างประเทศที่ศึกษาแสดงให้เห็นองค์ประกอบร่วมของระบบที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ ฐานกฎหมายที่ชัดเจน ช่องทางเข้าสู่กระบวนการที่แน่นอน หลักเกณฑ์คัดกรองคดี ผู้ไกล่เกลี่ยและผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม ตลอดจนหลักประกันทางกฎหมายในเรื่องอายุความและผลผูกพันของข้อตกลง ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพื่อรองรับการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ทั้งในด้านอำนาจของศาล ขอบเขตของคดีที่เหมาะสม ผู้มีสิทธิริเริ่ม และผลทางกฎหมายของข้อตกลงจากการไกล่เกลี่ย ควบคู่กับการตรากฎหมายลำดับรอง การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำศาลปกครอง การเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามามีบทบาท และการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอายุความให้ชัดเจน ข้อเสนอเหล่านี้มีนัยสำคัญต่อการยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางปกครองของไทย และส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>
กฤษณา กันทัด
ภูมิ โชคเหมาะ
ศิวพร เสาวคนธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
117
129
-
กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านมาโครอินฟลูเอนเซอร์ กรณีศึกษา “ฟลุ๊ค กะล่อน”
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/301545
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดที่ใช้ในการนำเสนอคอนเทนต์ของฟลุ๊ค กะล่อน ในฐานะมาโครอินฟลูเอนเซอร์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ <br />ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากคลิปวิดีโอในแพลตฟอร์มดิจิทัล อันประกอบด้วย ติ๊กต็อก อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และยูทูบ ที่เผยแพร่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2568 - เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 8 คลิปวิดีโอ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ฟลุ๊ค กะล่อน มีการใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ<br />อย่างชัดเจน โดยปรับรูปแบบการสื่อสารให้เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละแพลตฟอร์ม และเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ส่วนบุคคลควบคู่กับแบรนด์สินค้าของตนเอง โดยในแพลตฟอร์มติ๊กต็อก มีการใช้กลยุทธ์ลักษณะใกล้เคียงกับการขายโดยบุคคล ผ่านการสาธิตสินค้า การอธิบายคุณสมบัติ จุดเด่น และความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคที่นิยมค้นหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ ส่วนในแพลตฟอร์ม<br />เฟชบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ มักเน้นกลยุทธ์ด้านการประชาสัมพันธ์ และการสื่อสารแบรนด์บุคคล โดยนำเสนอไลฟ์สไตล์ อัตลักษณ์ และคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนในฐานะ “โลกของคนมีหนวด” ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่แตกต่างและจดจำได้ง่าย ส่งผลให้เกิดความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ติดตาม</p>
ปุณยิกา ขจิตระบิน
ชัชวรินทร์ พูลสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
131
143
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของบุคลากร ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ กรณีศึกษา : ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเขตจังหวัดภาคกลางตอนล่าง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/301912
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของบุคลากรในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ กรณีศึกษา : ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเขตจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ บุคลากรในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 1,244 คนกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane (1973) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และค่าความคลาดเคลื่อน ±0.05 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 344 คน และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการสูญหายของแบบสอบถาม รวมทั้งสิ้น 400 ชุด โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามสะดวก ซึ่งได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับคืนจำนวน 310 ชุดจำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง แรงจูงใจในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร สภาพแวดล้อมในการทำงาน และความผูกพันองค์กร ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ระหว่าง 0.85–0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ แปลอังกฤษ ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง แรงจูงใจในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความผูกพันองค์กรของบุคลากรในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด (β = 0.36, p < 0.01) รองลงมา ได้แก่ แรงจูงใจในการทำงาน (β = 0.29, p < 0.01) วัฒนธรรมองค์กร (β = 0.24, p < 0.01) และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (β = 0.18, p < 0.05) ตามลำดับ ทั้งนี้ ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความผูกพันองค์กรได้ร้อยละ 66.8 (R² = 0.668) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาภาวะผู้นำ การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก และการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความผูกพันองค์กรของบุคลากรในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ ลดอัตราการลาออก และยกระดับคุณภาพการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
กนกพร กระจ่างแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
145
152
-
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ศูนย์เครือข่ายทุ่งนุ้ยสัมพันธ์ จังหวัดสตูล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/301918
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ จำนวน 42 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ จำนวน 25 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย บทเรียนออนไลน์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนออนไลน์สำหรับผู้เชี่ยวชาญ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่าบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 83.67/82.85 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของผู้เรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ มีค่าความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.54, S.D.= 0.50)</p> <p> </p>
กิ่งกมลรัตน์ ขุนกาญ
จินตนา กสินันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-02
2026-07-02
21 1
151
162