https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/issue/feed วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2020-12-31T16:46:16+07:00 ณัฐพล วงษ์รัมย์ nattapon.wr@bru.ac.th Open Journal Systems <p>เป็นวารสารที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยที่เป็นองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาชุมชน ภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ การท่องเที่ยว การศึกษา บริหารการศึกษาและหลักสูตรและการสอน</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/243692 แนวทางการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านบัว ตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 2020-12-31T15:34:14+07:00 ฤทัยภัทร ให้ศิริกุล utis.th@bru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหากลุ่มวิสาหกิจชุมชน และศึกษาองค์ความรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน พร้อมทั้งค้นหาแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร บ้านบัว ตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์เจาะลึก และสนทนากลุ่ม และศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านบัวเผชิญกับปัญหา 3 ประการได้แก่ 1. ปัญหาด้านการตลาด&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. ปัญหาด้านการบริหารจัดการกลุ่ม&nbsp; 3. ปัญหาการประชาสัมพันธ์ ซึ่งกลุ่มมีองค์ความรู้ในพัฒนาต่อยอดและการบริหารจัดการกลุ่ม 3 ด้าน 1. องค์ความรู้จากการศึกษาดูงาน &nbsp;2. องค์ความรู้จากการฝึกอบรม 3. องค์ความรู้การบริหารจัดการกลุ่ม ทั้งหมดล้วนเป็นศักยภาพที่สำคัญในพัฒนากลุ่มประสบความสำเร็จได้ ผลจากการวิจัยได้ค้นพบแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านบัว 3 ประการ คือ 1. การมีส่วนร่วมการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 2. การเพิ่มช่องทางการตลาด 3. ทางการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำไปสู่การสร้างผลลัพธ์การบริหารจัดการกลุ่มให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีทั้งสมาชิกและลูกค้าในอนาคต</p> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/243612 ศักยภาพ ปัญหา และความต้องการของประชาชน: กรณีศึกษาบ้านเชียงอาดเหนือ หมู่ที่ 13 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 2020-12-31T15:48:10+07:00 ชุติพงศ์ คงสันเทียะ Chutiphong.kh@udru.ac.th ศรัณย์ เจริญศิริ sarancharoen@gmail.com สรัญญา จุฑานิล saranya.ju@udru.ac.th ธีรพล วีระศิริ theerapol.vi@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาบริบททั่วไปทั้งในระดับชุมชนและระดับครัวเรือนบ้านเชียงอาดเหนือ หมู่ที่ 13 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย (2) ค้นหาศักยภาพ ปัญหา และความต้องการของประชาชนในหมู่บ้านเชียงอาดเหนือ หมู่ที่ 13 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย และ (3) สร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัยและประชาชนบ้านเชียงอาดเหนือ หมู่ที่ 13 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย โดยใช้วิธีการศึกษาแบบสำรวจ (Survey research) และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า บ้านเชียงอาดเหนือ หมู่ที่ 13 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มีลักษณะทางกายภาพ เป็นพื้นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง มีการใช้ประโยชน์ที่ดิน คือ พื้นที่ราบลุ่มสลับกับที่ดอน ทำเกษตรรอบหมู่บ้าน และมีแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ได้แก่ ลำน้ำสวย และ หนองบ่อ มีความสำคัญกับชุมชนในด้านการประมง ด้านการทำการเกษตร เป็นต้น ในด้านทรัพยากรและชีวภาพ มีการแบ่งการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่และชีวภาพออกเป็น 3 ส่วนดังนี้ (1) ที่ดิน เป็น ที่ราบลุ่ม เป็นที่ราบต่ำ ซึ่งในช่วงฤดูฝนที่ดินส่วนนี้จะถูกน้ำจากลำน้ำสวยท่วม ทำให้ไม่สามารถประกอบการเกษตรได้&nbsp; (2) ป่าไม้ มีประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน (3) แหล่งน้ำ ประกอบด้วย ลำน้ำสวย เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่เป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย และหนองบ่อ และยังมีอ่างเก็บน้ำเชียงอาด เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีการใช้ประโยชน์ ในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ประชากรในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมโดยจำแนกเป็นการทำนาปี ซึ่งเป็นที่นิยมมาก ส่วนนาปรังมีบ้างเพื่อเป็นรายได้เสริมจากการทำนาปี ในปัจจุบันด้วยราคาในท้องตลาดที่ลดลง ทำให้ประชาชนมีการหารายได้เสริมจากการปลูกมันสำปะหลัง ยางพาราด้วยแต่ไม่มากนัก อย่างไรก็ดี มีการสร้างอาชีพใหม่ในหมู่บ้าน เพื่อเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ในการทดแทนยางพาราที่ขายไม่ได้ คือการทำสวนปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ ยังมีปศุสัตว์ในหมู่บ้าน ได้แก่ วัวและกระบือ เพื่อการค้า จับปลาน้ำจืดและหาของป่าไปขาย ส่วนกลุ่มอาชีพและกองทุนในหมู่บ้าน แบ่งเป็นกลุ่มอาชีพ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลาน้ำจืด (กลุ่มปลาส้ม) กลุ่มเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ และ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และในด้านสังคมและวัฒนธรรม ประชากรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านประกอบไปด้วยคนพื้นเมืองหนองคายดั้งเดิม ส่วนทางด้านศาสนาและความเชื่อนั้น ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ โดยจะเห็นได้จากวัดซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญที่มีจำนวนมาก</p> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/243597 กระบวนการพัฒนานักศึกษาภายใต้ภาวะปกติใหม่ (New Normal) สาขาวิชาการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2020-12-31T15:52:54+07:00 อุทิศ ทาหอม arm.utit.tahom@gmail.com <p>บทความนี้ศึกษากระบวนการพัฒนานักศึกษาภายใต้ภาวะปกติใหม่ (New Normal) สาขาวิชาการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เก็บข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่ม พบว่า กระบวนการพัฒนานักศึกษาภายใต้ภาวะปกติใหม่ (New Normal) ได้แก่ 1) ติดตามข้อมูลข่าวสาร&nbsp;&nbsp; ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม 2) ประเมินความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของสังคมไทยและสังคมโลก 3) มีทักษะการจัดสวัสดิการชุมชน 4) มีเทคนิคการค้นหาและความต้องการของชุมชน 5) มีทักษะในการวิเคราะห์สถานการณ์ให้สอดคล้องทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก 6) เป็นบุคคลที่สนใจใฝ่รู้ทบทวนความรู้เดิม เพิ่มเติมความรู้ใหม่ 7) ทักษะคำพูดที่กระตุ้นให้คนฟังเกิดความเชื่อมั่นต่อตนเอง 8) มีความสนใจและชื่นชอบทำงานร่วมกับชุมชน 9) มีทักษะและบุคลิกความเป็นผู้นำ ทักษะทั้ง 9 ด้าน ตอบโจทย์ความคาดหวังของตลาดแรงงานและการพัฒนาบัณฑิตของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศภายใต้ภาวะปกติใหม่อีกด้วย</p> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/243518 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการอยู่อย่างพอเพียงของนักเรียนโรงเรียนนาเดื่อพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 2020-12-31T15:58:33+07:00 มารุต สุวรรณชัยรบ marut.03122535@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการอยู่อย่างพอเพียง 2) ศึกษาประสิทธิภาพหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการอยู่อย่างพอเพียงตามเกณฑ์ 80/80 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การใช้หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการอยู่อย่างพอเพียง 4) ศึกษาทักษะการปฏิบัติหลังใช้หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการอยู่อย่างพอเพียง และ 5) ศึกษาความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการอยู่อย่างพอเพียง กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนาเดื่อพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 22 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 33 คน &nbsp;ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยหลักสูตรฝึกอบรม มีดัชนีความสอดคล้อง 1.00 และมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 4.91 แบบทดสอบความรู้มีค่าความยากตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.63 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.60 และค่าความเชื่อมั่น 0.80 แบบประเมินทักษะการปฏิบัติมีดัชนีความสอดคล้อง 1.00 แบบสอบถามความพึงพอใจมีดัชนีความสอดคล้อง 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการอยู่อย่างพอเพียง ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของหลักสูตร 2) เนื้อหาของหลักสูตร 3) วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และ 4) การประเมินผล</li> <li class="show">หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการอยู่อย่างพอเพียง มีประสิทธิภาพ 88.75/89.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้</li> <li class="show">ผลสัมฤทธิ์หลังการฝึกอบรมด้วยหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการอยู่อย่างพอเพียง สูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li class="show">ทักษะการปฏิบัติหลังใช้หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการอยู่อย่างพอเพียง ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li class="show">ความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการอยู่อย่างพอเพียง อยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/243172 ผลของการใช้สื่อจริงเพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2020-12-31T16:21:30+07:00 นายเดชา เขตกลาง daycha.dk@gmail.com <p>บทคัดย่อ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้คือ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการสอนโดยใช้สื่อจริงเพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการพูดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) &nbsp;เปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้สื่อจริง และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการพูดภาษาอังกฤษ ก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้สื่อจริง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 36 คน ซึ่งเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ32102) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แผนการสอนจำนวน 4 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการพูด จำนวน 2 หัวข้อ และแบบสอบถามความสามารถในการรับรู้ความสามารถของตนเอง การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent Samples t-test ผลการศึกษา พบว่า</p> <ol> <li class="show">ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้สื่อจริง มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li class="show">2. การรับรู้ความสามารถของตัวเองของนักเรียน ต่อการพูดภาษาอังกฤษหลังเรียนโดยใช้สื่อจริง สูงกว่าก่อนเรียนโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> <h1>&nbsp;</h1> <h1>คำสำคัญ : ความสามารถในการพูด สื่อจริง การรับรู้ความสามารถของตนเอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5</h1> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/242797 การศึกษาแนวทางการจัดการขยะมูลฝอยภายในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ 2020-12-31T16:30:03+07:00 วิทูร เอียการนา iaekarnna@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาที่ทำให้เกิดขยะมูลฝอย ปัจจัยการจัดการขยะมูลฝอยภายในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ และเพื่อเสนอแนวทางและวิธีการจัดการขยะมูลฝอยเหมาะสมแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสังเกตการณ์สำรวจเส้นทาง แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จาก 18 ชุมชน ครัวเรือนละ 20 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 360 คน เพื่อตอบแบบสอบถาม และสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 28 คน เพื่อตอบการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง นำมาวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลด้วยการคำนวณค่าร้อยละ แล้วนำเสนอข้อมูลในรูปแบบการบรรยาย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาที่ทำให้เกิดปัญหาขยะมูลฝอยภายในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ คือ การขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน จนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางกายภาพของโครงสร้างเมือง ปัจจัยการจัดการขยะมูลฝอยภายในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ประกอบด้วย นโยบายในการจัดการขยะมูลฝอย การสนับสนุนการจัดการขยะแบบครบวงจร กระบวนการสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนคัดแยกขยะมูลฝอยอย่างต่อเนื่อง เช่น การคัดแยกขยะที่ครัวเรือน การคัดแยกขยะจากเจ้าหน้าที่ประจำรถเก็บขนขยะ และการคัดแยกขยะจากบริเวณสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย ส่วนกิจกรรมอย่างอื่น เช่น การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ ธนาคารขยะ ทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล ฯลฯ สำหรับการเสนอแนวทางและวิธีการจัดการขยะมูลฝอยเหมาะสมแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัตินั้น เทศบาลควรมีการเตรียมข้อมูลเชิงลึก เช่น การบันทึกฐานข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะที่เป็นปัจจุบันตลอดเวลาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการบริหารจัดการขยะมูลฝอย เพื่อเอื้ออำนวยการต่อการค้นคว้าหาข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น</p> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/242742 คุณลักษณะตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ของนิสิตที่เรียนหมวดศึกษาทั่วไปมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2020-12-31T16:35:18+07:00 อพันตรี พูลพุทธา oomsin.putta@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาคุณลักษณะตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติของนิสิตที่เรียนหมวดศึกษาทั่วไปมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 5 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1,820 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่&nbsp; ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า นิสิตที่เรียนหมวดศึกษาทั่วไปมีคุณลักษณะตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (&nbsp;= 4.09) มีคุณลักษณะสูงเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม (&nbsp;= 4.05) ด้านทักษะทางปัญญา (&nbsp;= 3.96) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (&nbsp;= 3.94)&nbsp; และด้านความรู้ (&nbsp;= 3.89) ตามลำดับ</p> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/242189 การบริหารจัดการและดำเนินโครงการประกวดอุทยานแห่งชาติสีเขียวด้านขยะมูลฝอยของอุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย 2020-12-31T16:40:38+07:00 ภัทรภรณ์ พิศปั้น patraporn.pis@stu.nida.ac.th ฆริกา คันธา care_045@yahoo.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบการจัดการขยะของอุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย การประเมินการปฏิบัติตามเกณฑ์ด้านการจัดการขยะของโครงการประกวดอุทยานแห่งชาติสีเขียว เพื่อเสนอแนะแนวทางการจัดการขยะที่เหมาะสมสำหรับอุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากแบบสัมภาษณ์ การสังเกต และข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัย พบว่า ระบบการจัดการขยะของอุทยานแห่งชาติภูเรือ ประกอบด้วย การเก็บรวบรวมขยะ การขนส่งขยะ การคัดแยกขยะ การกำจัดขยะ และการจัดการขยะตามหลัก 3Rs ได้แก่ ลดการใช้ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ สำหรับเกณฑ์การประเมินด้านการจัดการขยะของโครงการอุทยานแห่งชาติสีเขียว ประกอบด้วย 4 เกณฑ์ ได้แก่ การลดปริมาณขยะโดยใช้หลัก 3Rs การคักแยกขยะ การเก็บรวบรวมขยะ การกำจัดขยะ โดยอุทยานแห่งชาติภูเรือมีการดำเนินการในภาพรวมได้ดี ไม่มีขยะตกค้าง มีนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่บางส่วนมีการคัดแยกขยะมูลฝอยไม่ถูกต้อง รวมถึงการกำจัดขยะทั่วไปยังใช้วิธีการกำจัดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแนวทางการจัดการขยะมูลฝอยที่เหมาะสมของอุทยานแห่งชาติภูเรือ เช่น จัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์สำหรับจัดการขยะให้เพียงพอ เพิ่มมาตรการการการจัดการขยะในช่วงเทศกาล อบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร และปรับปรุงระบบกำจัดขยะให้ถูกหลักสุขาภิบาล เป็นต้น</p> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/241357 การหาแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในการจัดการป่าชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนตำบลศรีณรงค์ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ 2020-12-31T16:46:16+07:00 อุดมพงษ์ เกศศรีพงษ์ศา udompong.jo@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในการจัดการป่าชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลศรีณรงค์ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ และ 2) เพื่อให้คนในชุมชนมีการบริหารจัดการในการใช้ประโยชน์จากป่าโดยชุมชน ผลการวิจัยพบว่า แนวปฏิบัติที่เหมาะสมในการจัดการทรัพยากรป่าของชุมชนนี้ ใช้รูปแบบของการจัดเป็นกลุ่มและแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลป่าชุมชน เกิดกลุ่มคณะทำงานในการจัดการป่าชุมชน เป็นหมู่บ้านที่อยู่รอบป่า 3 หมู่บ้าน รวม 30 คน ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน คนที่ใช้ประโยชน์จากป่า เป็นกลุ่มในการขับเคลื่อน ส่งเสริม กระตุ้นให้คนในชุมชนในการจัดการป่าชุมชน มีการสำรวจทรัพยากรในป่า เน้นการดูแลและใช้ประโยชน์จากป่า ทำให้เกิดองค์ความรู้การบริหารจัดการป่าในชุมชน และมีข้อตกลงในการใช้ประโยชน์จากป่าโดยคนในชุมชนผ่านการตั้งกฎระเบียบเป็นข้อปฏิบัติในการใช้ประโยชน์จากป่าร่วมกัน สร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนโดยเน้นผู้นำและผู้ที่ใช้ประโยชน์จากป่า ผู้ที่เคยบุกรุกป่ามาก่อน เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มหรือกรรมการกลุ่มเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ช่วยดูแลป่า มีการดำเนินกิจกรรมในการดูแลรักษาป่า เช่น ทำรั้วแนวเขตเสารอบป่าป้องกันการบุกรุก การปลูกป่าในวันสำคัญ ทำพิธีบวชป่า ในส่วนการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ป่าชุมชน ใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมการบริหารจัดการป่าร่วมกันของพื้นที่ มีข้อตกลงออกกฎการใช้ป่าร่วมกัน มีบทลงโทษผู้บุกรุกป่า มีอาสาสมัครพิทักษ์รักษาป่าของชุมชน ซึ่งปัจจัยส่งเสริม ในการหาแนวปฏิบัติที่เหมาะสม ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการของ อบต. โดยมีการขับเคลื่อนโดยการให้ความรู้ในเรื่องการจัดการป่า มีการสร้างเครือข่ายการทำงานในชุมชน 2) การหนุนเสริม เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน</p> 2020-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์