วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM
<p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"><strong><span lang="TH"><span style="background-color: #ffffff;">Journal of Primary Care and Family Medicine (PCFM)</span></span></strong></p> <p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"><strong><span lang="TH"><span style="background-color: #ffffff;">วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว</span></span></strong></p> <p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"><span lang="TH">วารสารราย 2 เดือน เพื่อรวบรวมความรู้ทางวิชาการ และงานวิจัยต่าง ๆ รวมถึงเป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย นำไปสู่การพัฒนาทั้งในด้านคุณภาพการบริการและวิชาการ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างคุณค่าและเอกลักษณ์ของบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัวต่อบุคลากรสาธารณสุข</span> </p> <p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"><span lang="TH">รวมทั้ง การเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายและองค์กรที่ปฏิบัติงานทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยงานวิชาการทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว และระบบริการปฐมภูมิ</span></p>
Royal College of Family Physicians of Thailand and GP/FP Association of Thailand
en-US
วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
3057-1928
<p class="" data-start="0" data-end="232">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร PCFM ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p class="" data-start="0" data-end="232">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร PCFM ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร PCFM หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสาร PCFM ก่อนเท่านั้น</p>
-
กรณีศึกษา : การดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีความซับซ้อนและมีความบกพร่องทางการมองเห็น โดยชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมตามหลักทางเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/280861
<p>ที่มา: ความบกพร่องทางสายตาอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของบุคคล เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตที่มีความบกพร่องทางสายตาได้จำเป็นต้องมีบริการองค์รวมหลายมิติ กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความซับซ้อนโดยมุ่งเน้นประเด็นที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น และแสดงบทบาทของอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.)</p> <p>รายงานผู้ป่วย: ป่วยหญิงไทย อายุ 32 ปี มีโรคประจำตัว เบาหวาน มีปัญหาทางการมองเห็น ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ อาศัยอยู่กับครอบครัวของสามี พบโดย อสม. ที่ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมผู้ป่วยรายอื่น อสม.จึงได้แจ้งผู้ป่วยรายใหม่ที่มีปัญหาซับซ้อนเข้ามาที่ศูนย์บริการสุขภาพ เพื่อให้ทีมเวชศาสตร์ครอบครัวลงพื้นที่และดูแลต่อเนื่อง โดยทีมเวชศาสตร์ครอบครัวได้วางแผนการดูแลผู้ป่วย หาแนวทางร่วมโดยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จัดลำดับปัญหาที่ควรแก้ไข ซึ่งผู้ป่วยรายนี้ให้ความสำคัญกับปัญหาการมองเห็น มีการนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาประเด็นโรคเบาหวาน ส่งผู้ป่วยเข้าศึกษาหลักสูตรโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการทางการเห็น โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น ภายหลังมีการติดตามการรักษาและรับยาผ่านระบบการแพทย์ทางไกล</p> <p>สรุป: การดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อนควรได้รับการดูแลแบบครอบคลุม กรณีศึกษานี้แสดงบทบาทของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและบทบาททีมสหสาขาวิชาชีพในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยในด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังอาศัยเทคโนโลยีเพื่อการรักษาทางการแพทย์และใช้ศักยภาพของอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน แสดงการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถช่วยเหลือตนเองได้</p> <p>คำสำคัญ: ผู้ป่วยเบาหวาน ตาบอด การดูแลแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน บทบาททีมเวชศาสตร์ครอบครัว</p>
อัมรา อนุรพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
ความชุกและความสัมพันธ์ของภาวะเปราะบางกับระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในเครือข่ายคลินิกปฐมภูมิ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282116
<p><strong>ที่มา:</strong> ในปัจจุบัน ประชากรสูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในอำเภอหาดใหญ่มีกลุ่มผู้สูงอายุจำนวน 54,165 คน โดยมีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 คิดเป็นร้อยละ 18.5 เบาหวานมีความสัมพันธ์กับภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ ลักษณะความสัมพันธ์เป็นแบบ U-shape และยังไม่ได้มีการศึกษาในประเทศไทยถึงขนาดและลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะเปราะบาง และความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำตาลในเลือดกับภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ:</strong> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาพตัดขวางในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน ที่เข้ารับบริการในคลินิกปฐมภูมิ 5 แห่งของคลินิกปฐมภูมิ โดยสุ่มอย่างเป็นระบบ ใช้ FRAIL Scale วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Chi-square และ logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วม 350 ราย ความชุกของภาวะเปราะบางอยู่ที่ร้อยละ 40.9 กลุ่มเปราะบางมีระดับน้ำตาลที่ 140 mg% และ กลุ่มไม่เปราะบางมีระดับน้ำตาลที่ 130 mg% ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นกับภาวะเปราะบางเป็น 1.0062 เท่า (AOR 1.0062, 95%CI 1.0007-1.0119)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การศึกษานี้พบว่าผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีภาวะเปราะบางทางกายภาพสูง และระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับภาวะนี้อย่างชัดเจน การดูแลภาวะเปราะบางในผู้ป่วยเบาหวานจึงมีความสำคัญในสังคมผู้สูงอายุที่มีทรัพยากรจำกัด</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ภาวะเปราะบางทายกายภาพ ผู้สูงอายุ เบาหวานชนิดที่ 2</p>
รตาวรรณ ไสยะ
ศรวัส แสงแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลต่อเนื่องของผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยใช้ระบบสามหมอ ในเครือข่ายคลินิกหมอครอบครัวแห่งหนึ่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปี 2563-2565
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/285614
<p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ที่มา:</span></span> <span lang="TH">การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยใช้กลไกสามหมอในการดูแลและติดตามผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อเปรียบเทียบผลการควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตสูงในการรักษารูปแบบเดิมกับการใช้ระบบสามหมอ</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">แบบวิจัย: </span></span><span lang="TH">การศีกษาย้อนหลังเชิงพรรณา </span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">วัสดุและวิธีการ:</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;"> ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ขี้นทะเบียนสมัครใจที่จะรับการดูแล</span><span lang="TH">ที่<span style="letter-spacing: -.15pt;">บ้านจะได้รับบริการโดย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ผ่านการอบรมร่วมกับระบบ</span>การแพทย์ทางไกล</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ผลการศึกษา:</span></span><span lang="TH"> เปรียบเทียบผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ได้รับการรักษาแบบเดิมกับการรักษาโดยทีมสามหมอที่บ้านสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต<span style="letter-spacing: -.05pt;">ได้ดีร้อยละ</span></span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.05pt;"> 38</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">.</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.05pt;">7, 34</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">.</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.05pt;">4 </span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">และ</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.05pt;"> 35</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">.</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.05pt;">5, 38</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">.</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.05pt;">7 </span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">ตามลำดับ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</span><span lang="TH">ทางสถิติ </span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">สรุป: </span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลทั้งสองแบบไม่มีความแตกต่างกันเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดิน</span><span lang="TH">ทางของผู้ป่วย</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">คำสำคัญ: </span></span><span lang="TH">สามหมอ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง</span></p>
นิติ อารมณ์ชื่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
ผลลัพธ์การใช้ระบบการแพทย์ทางไกลในผู้ต้องขังโรคความดันโลหิตสูง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/284540
<p>ที่มา: นักโทษในประเทศไทยมีปัญหาในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง ระบบการแพทย์ทางไกลเป็นทางเลือกในแก้ปัญหานี้ แต่ไม่มีการศึกษาประสิทธิภาพในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มผู้ต้องขังอย่างชัดเจน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความดันโลหิตระหว่างนักโทษในกลุ่มรักษาผ่านระบบการแพทย์ทางไกลและกลุ่มรักษาแบบปกติ รวมถึงประเมินจำนวนครั้งการปรึกษาแพทย์ในภาวะแทรกซ้อนและโรคอื่นนอกเหนือจากโรคความดันโลหิตสูง</p> <p>วัสดุและวิธีการ: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) เก็บข้อมูลเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ในเรือนจำแห่งหนึ่งในภาคใต้ของไทย แบ่งผู้ต้องขังที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่รักษาผ่านระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) และกลุ่มที่รักษาแบบปกติ (usual care) วัดความดันโลหิตก่อนรักษาและในเดือนที่ 2, 4 และ 6 การวิเคราะห์ใช้ t-test เปรียบเทียบความดันโลหิตแต่ละเดือน และใช้แบบจำลองการถดถอยเชิงเส้นประมาณค่านัยทั่วไป(generalized estimating equations) ประเมินการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิตตามช่วงเวลา</p> <p>ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วม 108 คน (กลุ่ม telemedicine 54 คน, กลุ่ม usual care 54 คน) ค่าความดันโลหิตซิสโตลิก (SBP) และไดแอสโตลิก (DBP) ในเดือนที่ 2, 4, 6 มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง: SBP -0.2, 4.3, และ 0.8 มิลลิเมตรปรอท, DBP 2.5, 3.3, และ 3.1 มิลลิเมตรปรอท ค่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มของ SBP และ DBP ตลอดช่วงเวลาไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.193 , 0.151) จำนวนการปรึกษาแพทย์สำหรับปัญหาสุขภาพและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ก็ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ (p = 0.102, 0.279)</p> <p>สรุป: การแพทย์ทางไกลและการรักษาแบบปกติสามารถลดความดันโลหิตในนักโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ การแพทย์ทางไกลเป็นทางเลือกในการเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ต้องขัง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา</p> <p>คำสำคัญ: ระบบการแพทย์ทางไกล ความดันโลหิตสูง ผู้ต้องขัง นักโทษ การเข้าถึงบริการทางการแพทย์</p>
เวชกร จตุนราพิทย์
สุราลัย จงรักวงศ์
ศรวัส แสงแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
ความแม่นยำของ 14 ข้อคำถาม สำหรับคัดกรองภาวะสมองเสื่อมผู้สูงอายุไทยในระดับปฐมภูมิ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/280857
<p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ที่มา:</span></span> <span lang="TH">ปัจจุบันมีการแนะนำให้ใช้เครื่องมือ</span><span lang="EN-GB"> 14 </span><span lang="TH">ข้อคำถาม ในการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน โดยอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) แต่ไม่พบข้อมูลของคุณสมบัติ<span style="letter-spacing: -.05pt;">ของเครื่องมือดังกล่าว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติเรื่องความแม่นยำ ระยะ</span>เวลาเฉลี่ยในการประเมิน และอิทธิพลของปัจจัยพื้นฐานผู้สูงอายุ ได้แก่เพศ อายุ ระดับการศึกษาที่มีผลต่อความถูกต้องของการทำนายของเครื่องมือ</span><span lang="EN-GB"> 14 </span><span lang="TH">ข้อคำถาม </span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">รูปแบบวิจัย:</span></span><span lang="EN-GB"> Cross sectional study, diagnostic test</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">วัสดุและวิธีการ:</span></span><span lang="TH"> ผู้สูงอายุ</span><span lang="EN-GB"> 60 </span><span lang="TH">ปีขึ้นไป จำนวน</span><span lang="EN-GB"> 320 </span><span lang="TH">คน ทำแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป เครื่องมือ</span><span lang="EN-GB"> 14 </span><span lang="TH">ข้อคำถาม แบบทดสอบประสาทจิตวิทยา เพื่อหาคุณสมบัติของ</span><span lang="EN-GB"> 14 </span><span lang="TH">ข้อคำถาม โดย<span style="letter-spacing: -.15pt;">เปรียบเทียบกับการวินิจฉัยมาตรฐานทางคลินิก</span></span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;"> The fifth edition of the Diagnostic and</span><span lang="EN-GB"> Statistical Manual of Mental Disorders </span><span lang="TH">(</span><span lang="EN-GB">DSM</span><span lang="TH">-</span><span lang="EN-GB">5</span><span lang="TH">)</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ผลการศึกษา: </span></span><span lang="TH">เครื่องมือ</span><span lang="EN-GB"> 14 </span><span lang="TH">ข้อคำถาม มีค่าความไวร้อยละ</span><span lang="EN-GB"> 31</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">5 </span><span lang="TH">ค่าความจำเพาะร้อยละ</span><span lang="EN-GB"> 83</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">6 </span><span lang="TH">พื้นที่ใต้กราฟ</span><span lang="EN-GB"> AuROC </span><span lang="TH">เท่ากับ</span><span lang="EN-GB"> 0</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">58 </span><span lang="TH">ระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการประเมิน</span><span lang="EN-GB"> 4 </span><span lang="TH">นาที</span><span lang="EN-GB"> 6 </span><span lang="TH">วินาที ระดับการศึกษาน้อยมีอิทธิพลต่อความถูกต้องของการทำนาย เกณฑ์ที่เหมาะสมคือคะแนนรวมมากกว่า</span><span lang="EN-GB"> 20 </span><span lang="TH">คะแนน หรือคะแนนรวมน้อยกว่าหรือเท่ากับ</span><span lang="EN-GB"> 20 </span><span lang="TH">แต่มีข้อ</span><span lang="EN-GB"> 1 </span><span lang="TH">และ</span><span lang="EN-GB"> 11 </span><span lang="TH">ข้อใดข้อหนึ่งมีระดับคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ</span><span lang="EN-GB"> 3 </span><span lang="TH">ขึ้นไป</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">สรุป:</span></span><span lang="EN-GB"> 14 </span><span lang="TH">ข้อคำถาม มีความไวและความจำเพาะค่อนข้างน้อย สำหรับการใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองอาจจะต้องทบทวนวิธีการนำมาใช้งานและศึกษาคุณสมบัติของเครื่องมือเพิ่มเติม เพื่อให้มีความแม่นยำและเกิดประโยชน์สูงสุด</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">คำสำคัญ: </span></span><span lang="TH">แบบคัดกรอง ปฐมภูมิ สมองเสื่อม ผู้สูงอายุ</span></p>
อริศรา ศิริวิริยะกุล
บาศมน มโนมัยพิบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยเกษียรน้อย ตำบลเนินหอม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/296331
<p>ที่มา: การจัดการดูแลผู้สูงอายุอย่างครอบคลุมเป็นนโยบายสำคัญเชิงรุกของกระทรวงสาธารณ- สุข การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยเกษียรน้อย จังหวัดปราจีนบุรี</p> <p>แบบวิจัย: การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง</p> <p>วัสดุและวิธีการ: กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ 193 คนจาก 8 หมู่บ้าน สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย และจัดสรรสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเทียบบัญญัติไตรยางศ์ ดำเนินการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลากรายชื่อแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือคือแบบสอบถาม (IOC=0.67–1.00, = 0.896) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ไคสแควร์ การทดสอบของฟิชเชอร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษา: การเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 40.42) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ได้แก่ โรคประจำตัว ทัศนคติต่อการบริการสุขภาพ และแรงสนับสนุนทางสังคม โดยทัศนคติต่อการบริการสุขภาพและแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับน้อย (r = 0.163 และ r = 0.156 ตามลำดับ)</p> <p>สรุป: ควรจัดกิจกรรมเชิงรุกในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ดีและสร้างเครือข่ายสนับสนุนช่วยเหลือด้านการเดินทางและข้อมูลเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ</p> <p>คำสำคัญ: การเข้าถึงบริการสุขภาพ ทัศนคติต่อการบริการสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม ผู้สูงอายุ</p>
วิรัญดา พงษ์พรม
ณฐา เมธาบุษยาธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุชาวมุสลิม ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282029
<p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">ที่มา:</span></span> <span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">โรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ อาจมีความรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การฉีดวัคซีน</span><span lang="TH">ป้องกันสามารถช่วยลดความรุนแรงได้ ทั้งนี้ยังมีชาวมุสลิมที่ฉีดวัคซีนเป็นจำนวนน้อย การวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุชาวมุสลิม </span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">แบบวิจัย :</span></span><span lang="TH"> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง โดยศึกษา ณ จุดใดจุดหนึ่งของเวลา</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">วัสดุและวิธีการ:</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;"> เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้สูงอายุชาวมุสลิม ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา </span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ผลการศึกษา:</span></span><span lang="TH"> กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด</span><span lang="EN-GB"> 166 </span><span lang="TH">คน แบ่งเป็นกลุ่มฉีดวัคซีน</span><span lang="EN-GB"> 107 </span><span lang="TH">คน กลุ่มไม่ฉีดวัคซีน</span><span lang="EN-GB"> 59 </span><span lang="TH">คน พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ต่อการเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยการวิเคราะห์แบบ</span><span lang="EN-GB"> multivariate logistic regression </span><span lang="TH">ที่มีนัยสำคัญ (</span><span lang="EN-GB">p < 0</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">05</span><span lang="TH">) ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคล (เคยมีประวัติเป็นไข้หวัดใหญ่มาก่อน</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">ประสบการณ์จากคนรอบข้างฉีดวัคซีนแล้วลดความรุนแรงได้ ประสบการณ์จากตนเองที่ฉีดวัคซีนแล้วลดความรุนแรงได้ และมีประวัติเคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อน) (</span><span lang="EN-GB">aOR 5</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">8, 95</span><span lang="TH">%</span><span lang="EN-GB">CI 1</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">31</span><span lang="TH">-</span><span lang="EN-GB">25</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">64</span><span lang="TH">) และปัจจัยด้านสังคม (ได้รับคำแนะนำจากบุคลาการทางการแพทย์ และได้รับข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ผ่านสื่อต่าง ๆ) (</span><span lang="EN-GB">aOR 16</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">65, 95</span><span lang="TH">%</span><span lang="EN-GB">CI 4</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">32</span><span lang="TH">-</span><span lang="EN-GB">64</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">17</span><span lang="TH">)</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">สรุป:</span></span><span lang="TH"> ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุชาวมุสลิม ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยทางด้านสังคม และไม่พบความสัมพันธ์กับความเชื่อหรือวัฒนธรรมจำเพาะทางศาสนา</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">คำสำคัญ: </span></span><span lang="TH">ปัจจัย วัคซีนไข้หวัดใหญ่ การฉีดวัคซีน ผู้สูงอายุ</span></p>
สุไลมาน อาแว
นวสิริ สิริประเสริฐ
นรินทร์ เตชะนิรัติศัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
คุณลักษณะของความเป็นมืออาชีพทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยต้องการ: การศึกษาในโรงพยาบาลตติยภูมิ ที่เป็นสถาบันการเรียนการสอนในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282402
<p>ที่มา: ความเป็นมืออาชีพเป็นองค์ประกอบสำคัญในวิชาชีพแพทย์ ผู้ป่วยคาดหวังด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ ทักษะ การสื่อสาร คุณธรรม และบุคลิกภาพ แต่ยังขาดการศึกษาเชิงลึกในประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาลำดับความสำคัญของคุณลักษณะทางวิชาชีพที่ผู้ป่วยให้ความสำคัญ 2) นำผลการวิจัยไปพัฒนาหลักสูตรแพทย์ และ 3) สร้างหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ</p> <p>แบบวิจัย: งานวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (cross-sectional analytical study)</p> <p>วัสดุและวิธีการ: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยนอก 400 คนที่เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลตำรวจ ในเดือน กันยายน 2567 โดยให้ตอบตอบแบบสอบถาม ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เก็บข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2เป็นมาตราส่วน Likert 5 ระดับ ประเมินคุณลักษณะแพทย์ใน 4 ด้าน: ความรู้ ทักษะ คุณธรรม บุคลิกภาพ และการสื่อสาร</p> <p>ผลการศึกษา: ผู้ป่วยให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพของแพทย์มากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.3687) ตามด้วยคุณธรรม (4.2519) การสื่อสาร (4.2456) และความรู้/ทักษะ (4.2362) การวิเคราะห์ ANOVA พบว่าบุคลิกภาพคะแนนสูงกว่าด้านอื่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนด้านอื่นไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญสถิติ</p> <p>สรุป: ผู้ป่วยให้ความสำคัญสูงสุดกับบุคลิกภาพของแพทย์ รองลงไปคือ จริยธรรม การสื่อสาร และความรู้และทักษะ ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาด้านนี้ในหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางให้ผู้จัดทำหรือ พัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ที่มุ่งเน้นความเป็นมืออาชีพและตรงตามความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>คำสำคัญ: คุณลักษณะความเป็นมืออาชีพ ความพึงพอใจของผู้ป่วย แพทย์ โรงพยาบาลตติยภูมิ</p>
พัชรีวรรณ วิเศษสุมน
จุมพต พุ่มศรีภานนท์
ทรงชัย สิมะโรจน์
พจน์ ตันนิรันดร์
ณัฏฐพงษ์ กุลสิทธิจินดา
ยอดขวัญ อภิกุลชาติกิจ
วัชรสาร รัตนานันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
ความชุกของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่สามารถเข้ารับการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านของโรงพยาบาลน่าน จังหวัดน่าน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282770
<p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: .15pt;">ที่มา:</span></span> <span lang="TH" style="letter-spacing: .15pt;">ปัจจุบันแนวคิดการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: .15pt;">home ward</span><span lang="TH" style="letter-spacing: .15pt;">) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยลดภาระงานของโรงพยาบาลและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ใน</span><span lang="TH">ประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแนวทางและมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน พุทธศักราช</span><span lang="EN-GB"> 2565 </span><span lang="TH">เพื่อเป็น<span style="letter-spacing: -.15pt;">ทางเลือกในการรักษา เพิ่มคุณภาพชีวิตระหว่างการรักษา ลดภาวะแทรกซ้อนจากการ</span>นอนโรงพยาบาล ลดอัตราการครองเตียงและความแออัดในโรงพยาบาล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์<span class="Extend10"><span style="letter-spacing: .15pt;">เพื่อประเมินจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่สามารถเข้าเกณฑ์</span></span></span><span class="Extend10"><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: .15pt;"> step down </span><span lang="TH" style="letter-spacing: .15pt;">ตามแนวทาง</span></span><span lang="TH">และมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยในที่บ้านของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่โรงพยา-บาลน่าน จังหวัดน่าน</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">วัสดุและวิธีการ:</span></span><span lang="TH"> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดอักเสบและเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ระหว่างวันที่</span><span lang="EN-GB"> 1 </span><span lang="TH">สิงหาคม พ.ศ. </span><span lang="EN-GB">2565 </span><span lang="TH">ถึง</span><span lang="EN-GB"> 30 </span><span lang="TH">มิถุนายน พ.ศ. </span><span lang="EN-GB">2566 </span><span lang="TH">โดยมีที่พักอาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมืองน่านและห่างจากโรงพยาบาลน่านไม่เกิน</span><span lang="EN-GB"> 20 </span><span lang="TH">กิโลเมตร ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบ</span><span lang="EN-GB"> Chi</span><span lang="TH">-</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;">Square </span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับการเข้ารับการรักษาแบบการดูแลผู้ป่วย</span><span lang="TH">ในที่บ้าน</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ผลการศึกษา:</span></span><span lang="TH"> มีผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจำนวน</span><span lang="EN-GB"> 85 </span><span lang="TH">ราย จากทั้งหมด</span><span lang="EN-GB"> 396 </span><span lang="TH">ราย ที่เข้าเกณฑ์ </span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;">step down </span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">ตามแนวทางและมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน คิดเป็นความชุกร้อยละ</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;"> 21</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">.</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;">46</span><span lang="TH"> ของผู้ป่วยทั้งหมด และเมื่อวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลพบว่ามีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพล ได้แก่ อายุ เพศ สถานภาพสมรส โรคประจำตัว ภาวะติดเตียง (</span><span lang="EN-GB">bedridden</span><span lang="TH">) การติดเชื้อ</span><span lang="EN-GB"> COVID</span><span lang="TH">-</span><span lang="EN-GB">19 </span><span lang="TH">และการเสียชีวิตระหว่างการรักษาในโรงพยาบาล</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">สรุป:</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;"> แนวทางและมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยในที่บ้านของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข</span><span lang="TH"> <span style="letter-spacing: .05pt;">พ.ศ.</span></span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: .05pt;">2565 </span><span lang="TH" style="letter-spacing: .05pt;">สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคปอดอักเสบของโรงพยาบาลน่านได้ ซึ่งจะช่วยให้</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรับบริการแบบผู้ป่วยใน ลดอัตราการครองเตียง ลดความความแออัด</span><span lang="TH">ในโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังช่วยในการจัดการทรัพยากรของโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">คำสำคัญ: </span></span><span lang="TH">การดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน โรคปอดอักเสบ</span></p>
นันทิกานต์ ปลาสุวรรณ์
วาลิกา รัตนจันทร์
ฬุจิศักดิ์ วรเดชวิทยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/296352
<p>ที่มา: การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน</p> <p>แบบวิจัย: การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง</p> <p>วัสดุและวิธีการ: การวิจัยครั้งนี้ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 20 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จริงไม่น้อยกว่า 1 ปี จำนวน 342 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67-1.0 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) ของแบบสอบถามส่วนที่ 2 ถึง 4 เท่ากับ 0.721, 0.744 และ 0.756 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษา: การมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน อยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 57.31 พิจารณารายด้านพบว่า การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานมากที่สุด ร้อยละ 56.73 รองลงมาคือการมีส่วนร่วมในการประเมินผล ร้อยละ 14.33 การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ร้อยละ 13.16 และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร้อยละ 4.39 ในส่วนของปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วม พบว่า อายุมีความสัมพันธ์ทางลบระดับน้อยกับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน (r = - 0.213, p < 0.05) และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน (r = 0.476, p < 0.05)</p> <p>สรุป: อายุและแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ควรพัฒนารูปแบบกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ นอกจากนี้ควรเสริมสร้างกลไกแรงสนับสนุนทางสังคมในชุมชนเพื่อกระตุ้นกลุ่มผู้สูงอายุให้มีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกมากยิ่งขึ้น</p> <p>คำสำคัญ: การมีส่วนร่วม ประชาชน การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก แรงสนับสนุนทางสังคม ทัศนคติ</p>
พรทิพา อนุนิวัฒน์
ณฐา เมธาบุษยาธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1
-
การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์สู่การทำให้โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สงบลง: แนวทางเวชศาสตร์แม่นยำและการดูแลแบบบูรณาการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/298666
<p><strong>เรากำลังอยู่ในยุคของการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์การรักษาโรคเบาหวาน จากการรักษาตามอาการสู่เป้าหมายการทำให้โรคสงบ </strong><strong>(</strong><strong>DM Remission)</strong> ในอดีต โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (T2DM) มักถูกนิยามว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางวิชาการล่าสุดชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2045 จะมีผู้ได้รับผลกระทบจากโรคนี้สูงถึง 629 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งสร้างภาระทางเศรษฐกิจและสาธารณสุขอย่างมหาศาล</p> <p> ปัจจุบันมุมมองทางการแพทย์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมองว่า <strong>"การทำให้โรคสงบลง" (</strong><strong>Remission)</strong> เป็นเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้จริงและเป็นเป้าหมายสูงสุดเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วย เพิ่มคุณภาพชีวิต และรักษาการทำงานของเซลล์ตับอ่อน (β-cell)</p>
สตางค์ ศุภผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-26
2026-02-26
9 1