https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/issue/feed
วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
2025-12-26T10:23:10+07:00
chaisiri angkurawaranon
chaisiri.a@cmu.ac.th
Open Journal Systems
<p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"><strong><span lang="TH"><span style="background-color: #ffffff;">Journal of Primary Care and Family Medicine (PCFM)</span></span></strong></p> <p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"><strong><span lang="TH"><span style="background-color: #ffffff;">วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว</span></span></strong></p> <p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"><span lang="TH">วารสารราย 2 เดือน เพื่อรวบรวมความรู้ทางวิชาการ และงานวิจัยต่าง ๆ รวมถึงเป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย นำไปสู่การพัฒนาทั้งในด้านคุณภาพการบริการและวิชาการ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างคุณค่าและเอกลักษณ์ของบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัวต่อบุคลากรสาธารณสุข</span> </p> <p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"><span lang="TH">รวมทั้ง การเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายและองค์กรที่ปฏิบัติงานทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยงานวิชาการทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว และระบบริการปฐมภูมิ</span></p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282087
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุในระดับปฐมภูมิเขตเมือง
2024-11-07T13:16:37+07:00
อาทิมา สอนไทย
arthima.sor@gmail.com
ปเนต ผู้กฤตยาคามี
panate092@gmail.com
โยธกา ปัญญาเตียม
yothaga.phy@mahidol.edu
ธีรานันท์ นาคะบุตร
teeranun.nak@mahidol.edu
<p>ที่มา: ปัญหาทางด้านสมองและจิตใจที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ คือ ภาวะซึมเศร้า แต่กลับถูกมองข้ามและเข้าใจว่าเป็นความปกติของผู้สูงอายุ การศึกษานี้จึงต้องการทราบความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุเพื่อค้นหาผู้ป่วยสู่การรักษาต่อไป</p> <p>แบบวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง</p> <p>วัสดุและวิธีการ: ศึกษาในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 554 คน ที่หน่วยปฐมภูมิในเขตเมือง ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ถึงเมษายน พ.ศ. 2567 ประเมินภาวะซึมเศร้าด้วยแบบสอบถาม TGDS-15 ปัจจัยด้านสุขภาพและวิถีชีวิต และแบบวัดความรู้สึกว้าเหว่ยูซีแอลเอ ชนิด 6 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการทางสถิติ multivariate logistic regression โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่น้อยกว่า 0.05</p> <p>ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่าง 554 ราย ความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ เท่ากับร้อยละ 12.8 (95%CI: 0.1001-0.1617) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความไม่เพียงพอของรายได้ ภาวะนอนไม่หลับ และความรู้สึกว้าเหว่ </p> <p>สรุป: ความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุในงานวิจัยนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยด้านสุขภาพกาย ใจ สังคม การคัดกรอง และพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นองค์รวม จะช่วยให้ผู้ป่วยได้เข้าสู่การรักษาได้มากขึ้น</p> <p>คำสำคัญ: ซึมเศร้า ผู้สูงอายุ ความว้าเหว่ ปฐมภูมิ เขตเมือง</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282117
การศึกษาโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองที่บ้านฉบับดัดแปลงในผู้สูงอายุที่มีภาวะสมรรถภาพสมองบกพร่องระยะต้น
2024-11-12T08:17:03+07:00
โสรญา จันทรภักดี
soraya.jan65@thaifammed.org
ศรวัส แสงแก้ว
No@email.com
นิศาชล ทองคำ
No@email.com
<p>ที่มา: ปัจจุบันอุบัติการณ์ของภาวะสมรรถภาพสมองบกพร่องระยะต้นเพิ่มสูงขึ้น คลินิกผู้สูงอายุโรงพยาบาลหาดใหญ่ได้พัฒนารูปแบบกิจกรรมกระตุ้นสมรรถภาพสมองที่ดัดแปลงจากคู่มือพัฒนาศักยภาพสมองในผู้ที่มีการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยสำหรับประชาชนที่ลดทอนความซ้ำซ้อนของเนื้อหา แต่ครอบคลุมการกระตุ้นสมองทั้ง 4 ด้าน ในช่วงระยะเวลา 12 สัปดาห์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองฉบับดัดแปลงในผู้สูงอายุที่มีภาวะสมรรถภาพสมองบกพร่องระยะต้น</p> <p>รูปแบบวิจัย: Randomize-controlled trial</p> <p>วัสดุและวิธีการ: ศึกษาในผู้มีสมรรถภาพสมองบกพร่องระยะต้นอายุ 60 ปีขึ้นไป จากคลินิกสูงอายุโรงพยาบาลหาดใหญ่ จำนวน 40 คน สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับคู่มือการฝึกและกลุ่มที่ได้รับการดูแลแบบปกติ วัดการเปลี่ยนแปลงผลจากการประเมินพุทธิปัญญาโดยใช้เครื่องมือ Montreal Cognitive Assessment (MoCA) ที่ 3 และ 6 เดือน</p> <p>ผลการศึกษา: กลุ่มที่ได้รับคู่มือฝึกมีผล MoCA เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่ามีผลเพิ่ม attention สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระยะ 3 เดือน อีกทั้งมีผลเพิ่มสมรรถภาพสมองในด้าน memory, abstract, visuospatial/executive, orientation อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมกิจกรรม</p> <p>สรุป: การใช้คู่มือพัฒนาศักยภาพสมองฉบับดัดแปลงและการดูแลแบบปกติมีผลเพิ่มสมรรถ-ภาพสมองอย่างมีนัยสำคัญที่ระยะ 3 และ 6 เดือน โดยการได้รับคู่มือฝึกมีผลเพิ่ม attention ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลแบบปกติที่ระยะ 3 เดือน</p> <p>คำสำคัญ: โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง สมรรถภาพสมองบกพร่องระยะต้น ผู้สูงอายุ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282119
การศึกษาความถูกต้อง ความเที่ยงตรง และการนำไปใช้ได้จริงของ แบบประเมินกลุ่มอาการผู้สูงอายุ ซึ่งใช้เวลา 10 นาที ในการบริการแบบปฐมภูมิ
2025-01-30T10:23:48+07:00
พัชชานิตย์ ปิติ
yaimukpiti@gmail.com
บงกช วิริยะ
No@email.com
ทิวารัตน์ ไกรเกียรติสกุล
No@email.com
วีรศักดิ์ เมืองไพศาล
No@email.com
สุวรรณี สุรเศรณีวงศ์
suwannee.sur@mahidol.ac.th
<p>ที่มา: การประเมินกลุ่มอาการผู้สูงอายุฉบับสมบูรณ์ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แบบประเมินผู้สูงอายุฉบับย่อขององค์การอนามัยโลกสิบนาที จึงต้องการศึกษาความถูกต้อง ความเที่ยงตรง ความสอดคล้อง และการนำไปใช้ได้จริงของแบบประเมินฉบับย่อ</p> <p>แบบวิจัย: การวิจัยโดยการสังเกตแบบไปข้างหน้า</p> <p>วัสดุและวิธีการ: แปลแบบประเมินฉบับย่อศึกษาความถูกต้องของแบบประเมินและความเที่ยงตรงของผู้ทดสอบ ความสอดคล้องได้จัดทำในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 112 คน และศึกษาการนำไปใช้ได้จริงในพยาบาลปฐมภูมิ 4 คน</p> <p>ผลการศึกษา: พบความสอดคล้องปานกลาง (แคปปา > 0.4) ในกลุ่มอาการผู้สูงอายุ 4 ด้าน ได้แก่ ภาวะกลั้นปัสสาวะลำบาก ภาวะซึมเศร้า การไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และการได้ยิน (แคปปา 0.780, 0.762, 0.573 และ 0.519 ตามลำดับ) อีก 4 ด้านความสอดคล้องต่ำ (แคปปา < 0.4) ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อม ภาวะหกล้ม ภาวะโภชนาการ และการมองเห็น (แคปปา 0.091, 0.026, 0.109 และ 0.219 ตามลำดับ) ความเที่ยงตรงระหว่างผู้ประเมินดีเยี่ยม ความเที่ยงตรงอยู่ในเกณฑ์ดีทุกคำถาม แต่ดัชนีความตรงต่อเนื้อหามีค่าเพียง 0.75 การนำไปใช้ได้จริงพบว่าดีมาก ด้านการใช้เวลาน้อยและสะดวกต่อการใช้งาน</p> <p>สรุป: ความเที่ยงตรงของผู้ทดสอบและการนำไปใช้ได้จริงในแบบประเมินฉบับย่อมีผลลัพธ์ที่ดี ความเที่ยงตรงอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ความสอดคล้องระหว่างทั้งสองแบบประเมินอยู่ในระดับปานกลาง</p> <p>คำสำคัญ: แบบประเมินฉบับย่อ กลุ่มอาการผู้สูงอายุ ความถูกต้อง ความเที่ยงตรง ความสอดคล้อง</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282124
ความชุกและความสัมพันธ์ของภาวะโลหิตจางกับภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุในชนบทภาคใต้
2024-11-03T10:39:25+07:00
ศรศุภางค์ คงเนียม
sornsupang40@gmail.com
<p>ที่มา: ภาวะโลหิตจางและภาวะทุพโภชนาการเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในผู้สูงอายุ งานวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อหาความชุกของภาวะโลหิตจาง ประเมินภาวะโภชนาการและหาความสัมพันธ์ของภาวะโลหิตจางกับภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ</p> <p>แบบวิจัย: เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง</p> <p>วัสดุและวิธีการ: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในตำบลห้วยนาง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้รับการตรวจเลือดปลายนิ้วเพื่อหาค่าฮีมาโตคริตเพื่อจำแนกภาวะโลหิตจาง และประเมินภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ โดยใช้แบบประเมิน Mini Nutritional Assessment (MNA) วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้การทดสอบของฟิชเชอร์และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์เชิงพหุ</p> <p>ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่าง 257 คน พบความชุกของภาวะโลหิตจาง ร้อยละ 29.2 มีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ ร้อยละ 20.6 และมีภาวะทุพโภชนาการร้อยละ 1.6 โดยผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการและมีภาวะทุพโภชนาการมีความสัมพันธ์กับการมีภาวะโลหิตจางมากกว่ากลุ่มโภชนาการปกติ 2.96 และ 12.38 เท่าตามลำดับ (p = 0.004 และ 0.044 ตามลำดับ)</p> <p>สรุป: ภาวะโลหิตจางในผู้สูงอายุในชุมชนพบสูงถึงเกือบหนึ่งในสามคน และมีความสัมพันธ์กับภาวะทุพโภชนาการ การส่งเสริมภาวะโภชนาการเชิงรุกที่เหมาะสมและการคัดกรองภาวะโลหิตจางอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะในระดับปฐมภูมิมีความสำคัญยิ่งในการป้องกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการ และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะโลหิตจางในผู้สูงอายุ</p> <p>คำสำคัญ: ภาวะโลหิตจาง ภาวะทุพโภชนาการ ผู้สูงอายุ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282128
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มารับการรักษาที่คลินิกข้าราชการตำรวจ
2024-11-15T08:23:50+07:00
พัทธิรา มโนการ
stp5440422@gmail.com
พรเทพ อมรฤทธิ์วณิช
No@email.com
<p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ที่มา:</span></span> <span lang="TH">ภาวะซึมเศร้า เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ พบความชุกของภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เนื่องด้วยรักษาที่ยาวนานซึ่งอาจก่อเป็นความเครียดสะสม การศึกษานี้เป็นการศึกษาเพื่อหาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มารับการรักษาที่คลินิกข้าราชการตำรวจ โรงพยาบาลตำรวจ</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">แบบวิจัย:</span></span><span lang="TH"> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง สถิติเชิงพรรณนา</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span lang="TH">ว</span><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ัสดุและวิธีการ:</span></span><span lang="TH"> เก็บข้อมูลในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่</span><span lang="EN-GB"> 60 </span><span lang="TH">ปีขึ้นไป ที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พ.ศ. </span><span lang="EN-GB">2567 </span><span lang="TH">จำนวน</span><span lang="EN-GB"> 252 </span><span lang="TH">คน ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลพื้นฐาน แบบวัดความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน และแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า แสดงค่าความสัมพันธ์โดยใช้</span><span lang="EN-GB"> Odds ratio </span><span lang="TH">และกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่</span><span lang="EN-GB"> 95</span><span lang="TH">%</span><span lang="EN-GB">CI </span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">ผลการศึกษา:</span></span><span lang="TH"> อาสาสมัคร</span><span lang="EN-GB"> 252 </span><span lang="TH">คน เพศชาย</span><span lang="EN-GB"> 138 </span><span lang="TH">คน เพศหญิง</span><span lang="EN-GB"> 114 </span><span lang="TH">คน พบความชุกของภาวะซึมเศร้าร้อยละ</span><span lang="EN-GB"> 11</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">5 </span><span lang="TH">โดยทุกคนมีภาวะซึมเศร้าเล็กน้อย ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้า คือ การมีอายุมากกว่า</span><span lang="EN-GB"> 80 </span><span lang="TH">ปี (</span><span lang="EN-GB">adjusted OR </span><span lang="TH">=</span><span lang="EN-GB">7</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">03, 95</span><span lang="TH">%</span><span lang="EN-GB">CI</span><span lang="TH">= </span><span lang="EN-GB">1</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">96</span><span lang="TH">-</span><span lang="EN-GB">25</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">21</span><span lang="TH">)</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">สรุป:</span></span><span lang="TH"> บุคลากรทางการแพทย์ควรมีการคัดกรองภาวะซึมเศร้าในกลุ่มสูงอายุอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า</span><span lang="EN-GB"> 80 </span><span lang="TH">ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงและมีโอกาสในการเข้าถึงการบริการได้น้อย บุคลากรจึงควรเพิ่มความตระหนักในการคัดกรองเพื่อที่จะได้ส่งต่อการรักษา เสริมสร้างความรู้ด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">คำสำคัญ: </span></span><span lang="TH">ภาวะซึมเศร้า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผู้สูงอายุ</span></p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282144
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงในโรงพยาบาลตำรวจ
2025-01-13T11:09:13+07:00
เรณุกา จันทร์เพ็ญ
renuga.re@gmail.com
พรเทพ อมรฤทธิ์วณิช
No@email.com
<p>ที่มา: ในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้มีผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียงจำนวนเพิ่มขึ้น นำไปสู่ภาระผู้ดูแล (caregiver burden) การศึกษานี้ต้องการศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระผู้ดูแล ผู้สูงอายุติดเตียงในโรงพยาบาลตำรวจ</p> <p>แบบวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ในกลุ่มประชากรผู้ดูแลอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปไม่น้อยกว่า 1 เดือน ที่เข้ามารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตำรวจ ระหว่างเดือน เมษายน-สิงหาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 70 คน</p> <p>วัสดุและวิธีการ: แบบสอบถาม 3 ส่วน ดังนี้ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานของผู้ดูแลและผู้สูงอายุติดเตียง ร่วมกับแบบสอบถามแบบวัดภาระผู้ดูแล ใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุแบบโลจิสติกส์หาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียง โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติน้อยกว่า 0.05</p> <p>ผลการศึกษา: ความชุกของภาระผู้ดูแลร้อยละ 21.40 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงในโรงพยาบาลตำรวจ คือ การทำแผลกดทับของผู้ป่วย (adjusted odd ratio (OR) = 6.13, p = 0.017) และอารมณ์เศร้าเสียใจของผู้สูงอายุติดเตียง (adjusted OR = 6.99, p = 0.032)</p> <p>สรุป : ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงในโรงพยาบาลตำรวจ คือ การทำแผลกดทับของผู้ป่วย และอารมณ์เศร้าเสียใจของผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ควรใส่ใจผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่มีปัจจัยดังกล่าวนี้เป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ดูแล และผู้สูงอายุติดเตียงต่อไป</p> <p>คำสำคัญ: ภาระผู้ดูแล ผู้สูงอายุ ติดเตียง</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/282114
ผลของการดูแลผู้ป่วยร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ เพื่อสนับสนุนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน
2025-01-26T12:49:49+07:00
พิมพ์ศิริ ใจบุญ
pimsiri.jai65@thaifammed.org
ศิริกัญญา พัฒนาประทีป
No@email.com
นาตยา สุขจันทร์ตรี
No@email.com
<p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">ที่มา:</span></span> <span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขทั่วโลก แต่สถานการณ์โควิด</span><span lang="TH">ที่ผ่านมาทำให้ต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจําวันมากขึ้น และมีงานวิจัยที่ปรับใช้เทคโนโลยีเข้ากับการดูแลผู้ป่วย จึงสนใจศึกษาการดูแลผู้ป่วยร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ ดังนั้นการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลต่างของค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มที่ใช้ แอพพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์และกลุ่มที่ไม่ได้ใช้</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">แบบวิจัย:</span></span><span lang="TH"> การทดลองไปข้างหน้าแบบไม่มีการสุ่ม</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">วัสดุและวิธีการ:</span></span><span lang="TH"> ผู้ป่วยเบาหวานอายุ</span><span lang="EN-GB"> 30 </span><span lang="TH">ถึง</span><span lang="EN-GB"> 65 </span><span lang="TH">ปี มีระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (</span><span lang="EN-GB">HbA1C</span><span lang="TH">) <span style="letter-spacing: -.15pt;">มากกว่าหรือเท่ากับ</span></span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;"> 7 mg</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">% ที่มารับบริการที่คลินิกหมอครอบครัวตำบลในเมือง โรงพยาบาล</span><span lang="TH">กำแพงเพชร แบ่งเป็นกลุ่มที่เข้าร่วมแอปพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์เพื่อรับข้อมูลในการดูแลตนเอง</span><span lang="EN-GB"> 81 </span><span lang="TH">คน และไม่ได้เข้าร่วม</span><span lang="EN-GB"> 82 </span><span lang="TH">คน วัดผลจากระดับน้ำตาลสะสมในเลือดที่เปลี่ยนแปลงไปเปรียบเทียบก่อนและหลัง</span><span lang="EN-GB"> 3 </span><span lang="TH">เดือน</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">ผลการศึกษา:</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;"> ภายหลัง</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;"> 3 </span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">เดือนของการใช้แอพพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์พบว่า</span><span lang="TH">ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดลดลงเฉลี่ย</span><span lang="EN-GB"> 1</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">04 mg</span><span lang="TH">% (</span><span lang="EN-GB">SD</span><span lang="TH">=</span><span lang="EN-GB">1</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">47</span><span lang="TH">) ซึ่งลดลงจากระดับน้ำตาล<span style="letter-spacing: -.15pt;">สะสมเฉลี่ยตั้งต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span></span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;">p < 0</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">.</span><span lang="EN-GB" style="letter-spacing: -.15pt;">05</span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">) ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้ใช้มีระดับน้ำตาล</span><span lang="TH">สะสมในเลือดลงลดเฉลี่ย</span><span lang="EN-GB"> 0</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">06 mg</span><span lang="TH">% (</span><span lang="EN-GB">SD </span><span lang="TH">= </span><span lang="EN-GB">1</span><span lang="TH">.</span><span lang="EN-GB">26</span><span lang="TH">) ลดลงจากระดับน้ำตาลสะสมเฉลี่ยตั้งต้นอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH" style="letter-spacing: .05pt;">สรุป: </span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: .05pt;">การใช้แอปพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์สามารถนำมาใช้ร่วมกับการดูแลรักษา</span><span lang="TH">ผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อสนับสนุนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้</span></p> <p class="AbstractThai2022"><span class="Abstractbold"><span lang="TH">คำ<span style="letter-spacing: -.15pt;">สำคัญ: </span></span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.15pt;">เบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แอปพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์</span></p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/292836
ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้ด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารและยาต่อการเปลี่ยนแปลงค่าการกรองของไต (Glomerular Filtration Rate) ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3 และ 4 ในบริบทการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ
2025-10-02T08:41:38+07:00
พิเชษฐ์ น้อยหุ่น
pichet.pth@gmail.com
ชวัลวัฒน์ จินดามพร
chawanwat.jindampon@gmail.com
<p>ที่มา: โรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease; CKD) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย อันมีสาเหตุสำคัญจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมมีส่วนทำให้โรคดำเนินรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าทั้งในผู้ป่วยและผู้ดูแลยังมีช่องว่างด้านความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่จำเพาะด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ยาที่ทำให้ไตวายเรื้อรังแย่ลง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการความรู้ด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ยา ต่อการพัฒนาการทำงานของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 ในบริบทของการดูแลสุขภาพปฐมภูมิ</p> <p>วัสดุและวิธีการ: การศึกษาเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวก่อนและหลังการทำการศึกษา (one-group pre-post interventional study) ดำเนินการที่หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลปทุมธานี ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 จำนวน 322 ราย เข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีโซเดียมและน้ำตาลสูง การใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) การใช้สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน โปรแกรมนี้เน้นเนื้อหาความรู้ที่เข้าใจง่ายและจดจำได้สะดวก ประกอบด้วยการจัดกิจกรรมให้ความรู้โดยแพทย์และการตรวจค่าอัตราการกรองของไต (GFR) ทุก 3 เดือน ตัวชี้วัดหลักคือการเปลี่ยนแปลงของค่า eGFR ตลอดระยะเวลา 12 เดือน โดยใช้สถิติ paired t-test ในการวิเคราะห์</p> <p>ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมมีการพัฒนาของค่า eGFR ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น +2.154 ml/min/1.73m² ที่การติดตามครั้งสุดท้าย (p = 0.004) และ +3.943 ml/min/1.73m² ที่ค่าการเปลี่ยนแปลงสูงสุด (p < 0.001) การวิเคราะห์ย่อย (subgroup analysis) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญตามอายุ โรคร่วม หรือประเภทสิทธิการรักษา</p> <p>สรุป: การมีโปรแกรมการจัดการองค์ความรู้ที่มีประสิทธิภาพ มีความจำเพาะสำหรับผู้ป่วย และให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอในหน่วยบริการปฐมภูมิ สามารถช่วยทำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และระยะที่ 4 มีการทำงานของไตดีขึ้น ชะลอการเสื่อมของไตได้</p> <p>คำสำคัญ: โรคไตเรื้อรัง โปรแกรมการจััดการความรู้ บริบทการดููแลสุุขภาพระดับปฐมภููมิ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/296739
จุดร่วมของพลังการเรียนรู้: ก้าวต่อไปของเวชศาสตร์ครอบครัวไทยบนเวที NCFM 2025
2025-12-23T09:57:47+07:00
กรภัทร มยุระสาคร
korapat.may@mahidol.ac.th
<p>-</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว