https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MSVAR/issue/feed วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ 2026-08-27T00:00:00+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัตตยา เอี่ยมคง fmsjournal@vru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ รับพิจารณาบทความวิจัยและบทความวิชาการทางด้านบริหารธุรกิจ การบัญชี การท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจบริการ และนิเทศศาสตร์ ของคณาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไปทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการทางด้านบริหารธุรกิจ การบัญชี การท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจบริการ และนิเทศศาสตร์ ของคณาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไปทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยมีกำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคมฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม <br /><br />ค่าลงทะเบียน บทความละ 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน) ชำระเมื่อผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ทั้งนี้วารสารจะไม่คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้เขียน หากไม่ได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</p> <p> </p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MSVAR/article/view/301029 การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารเมืองตรัง ผ่านผลิตภัณฑ์ขนมพองเค็ม 2026-06-10T11:06:24+07:00 ทัศนาวลัย ตันติเอกรัตน์ tussanawalai.tun@gmail.com ยุวศรี อาวะภาค yuwasria@yahoo.com จริยา เกิดไกรแก้ว jariya.ker@gmail.com กนกวรรณ วีรรัตนนุสรณ์ vkanok@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจประจำและความเต็มใจจ่ายต่อผลิตภัณฑ์ขนมพองเค็ม 2) ศึกษาคุณค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารเมืองตรังผ่านผลิตภัณฑ์ขนมพองเค็ม และ 3) สังเคราะห์กลไกการจัดการเชิงระบบเพื่อยกระดับคุณค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารของผลิตภัณฑ์ขนมพองเค็ม เป็นการวิจัยผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ นักท่องเที่ยว 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและแบบลูกโซ่ ใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์เชิงประเด็น ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยว ร้อยละ 90.00 <br />ยินดีจ่ายเพิ่มเมื่อราคาปรับจาก 50 เป็น 60 บาทต่อแพ็ค และร้อยละ 81.00 ยินดีจ่ายราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป โดยคุณภาพผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเต็มใจที่จะจ่าย ขณะเดียวกันในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวผู้ประกอบการมีกำไรต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงปกติ และคุณค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารของผลิตภัณฑ์ อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ การสร้างประสบการณ์และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว การสนับสนุนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ส่วนกลไกการจัดการเชิงระบบ ประกอบด้วย มาตรฐานและนวัตกรรมการผลิต ประสบการณ์บริการและสมรรถนะบุคลากร และเครือข่ายสนับสนุนเชิงพื้นที่ ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับกำหนดนโยบายและยกระดับธุรกิจอาหารบนฐานอัตลักษณ์เมืองตรังอย่างยั่งยืน </p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MSVAR/article/view/301210 การเปรียบเทียบมูลค่าตราสินค้าเชิงการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทย ระหว่างกลุ่มที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) และกลุ่มทั่วไป (Non-D-SIBs) 2026-07-01T13:50:39+07:00 วิภาวดี ทูปิยะ wipawadee.tu@vru.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและเปรียบเทียบมูลค่าตราสินค้าเชิงการเงิน (Financial-Based Brand Equity: FBBE) ของธนาคารพาณิชย์ไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือธนาคาร 10 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่ม D-SIBs 6 แห่ง และกลุ่ม Non-D-SIBs4 แห่ง ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2567 รวม 50 รายการสังเกตการณ์ โดยประยุกต์ใช้วิธีการวัด FBBE ของ Hasan et al. (2015) ที่บูรณาการผลกำไรสุทธิทางการตลาด (NMC) อัตราผลตอบแทน การลงทุนทางการตลาด (MROI) และความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ของตราสินค้า (RBS) และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยข้อมูลพาเนลแบบจำลองผลกระทบสุ่ม (Random Effects Model) ซึ่งคัดเลือกผ่านการทดสอบเฮาส์แมน <br /> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่ม D-SIBs มี FBBE สูงกว่ากลุ่ม Non-D-SIBs อย่างมีนัยสำคัญในทุกปี โดยมีอัตราส่วนเฉลี่ย 3.100 เท่า และมีแนวโน้มขยายกว้างขึ้นตลอดช่วงเวลา สถานะ D-SIBs มีผลเชิงบวกต่อ FBBE (<em><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /></em> = 3.005, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\rho&amp;space;&amp;space;" alt="equation" /> &lt; 0.050) แม้ควบคุมตัวแปรด้านขนาด ความสามารถในการทำกำไร ความเพียงพอของเงินกองทุน คุณภาพสินทรัพย์ และปัจจัยมหภาคแล้ว นโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่ส่งผลลบต่อ FBBE สูงสุด (<em><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /></em> = −56.891, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\rho&amp;space;&amp;space;" alt="equation" /> &lt; 0.010) ในขณะที่ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่าตราสินค้า ผลการวิจัยสนับสนุนทฤษฎีการส่งสัญญาณ (Signaling Theory) และผลทวีคูณ (Multiplier Effect) และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชุดแรกที่บูรณาการมิติการกำกับดูแล D-SIBs เข้ากับการประเมิน FBBE ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MSVAR/article/view/303175 การพัฒนากลยุทธ์การรักษาการคงอยู่ของพนักงานร้านสะดวกซื้อในจังหวัดเชียงราย 2026-06-28T16:01:41+07:00 สุนิดา จันต๊ะปัญญา sunida.jujar@gmail.com กนิษฐา ฤทธิ์คำรพ kanittaric@pim.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจปัจจัยที่มีผลต่อการคงอยู่ของพนักงานร้านสะดวกซื้อในจังหวัดเชียงราย จำแนกตามช่วงอายุงาน และ 2) สังเคราะห์แนวทางเชิงกลยุทธ์ส่งเสริมการคงอยู่ของพนักงานที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับพนักงานร้านสะดวกซื้อใน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จำนวน 15 ราย แบ่งตามอายุงานเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเริ่มต้น กลุ่มปรับตัว และกลุ่มมั่นคง การวิเคราะห์เนื้อหาโดยใช้กรอบทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg (1959) แนวคิดการสนับสนุนทางสังคม และสมดุลชีวิตกับการทำงาน ผลการวิจัยพบว่า แต่ละกลุ่มให้ความสำคัญกับปัจจัยค้ำจุนและปัจจัยจูงใจต่างกัน กลุ่มเริ่มต้นเน้นการสนับสนุนจากรุ่นพี่และความยืดหยุ่นของตารางงาน กลุ่มปรับตัวเน้นความโปร่งใสด้านตารางเวรและค่าตอบแทน ส่วนกลุ่มมั่นคงเน้นการได้รับการยอมรับและประเด็นสุขภาพสะสม ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวทางเชิงกลยุทธ์ 3 รูปแบบ ได้แก่ ระบบพี่เลี้ยงอัจฉริยะ ระบบตารางงานยืดหยุ่น และโครงการเชิดชูคุณค่าพนักงานท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานในแต่ละช่วงอายุงานอย่างตรงจุด</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MSVAR/article/view/303201 การสร้างความตั้งใจใช้บริการซ้ำบนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสผ่านความจงรักภักดีอิเล็กทรอนิกส์: บทบาทของการสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์ และการตลาดเชิงประสบการณ์ 2026-07-01T12:03:12+07:00 สุภัญชลี อ้นไชยะ supanchalee.onc@uru.ac.th วันธะนา สานุสิทธิ์ wanthana.san@uru.ac.th กุลยา อุปพงษ์ kullaya.upp@uru.ac.th อมรรัตน์ ศรีวิโรจน์ amornrat@uru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์ การตลาดเชิงประสบการณ์ และความจงรักภักดีอิเล็กทรอนิกส์ต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำบนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส รวมทั้งตรวจสอบบทบาทคั่นกลางของความจงรักภักดีอิเล็กทรอนิกส์การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสในภาคเหนือของประเทศไทย จำนวน 300 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์และการตลาดเชิงประสบการณ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความจงรักภักดีอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ความจงรักภักดีอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์ยังมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำ ขณะที่การตลาดเชิงประสบการณ์ไม่ส่งผลโดยตรงต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำ ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางอ้อมพบว่า ความจงรักภักดีอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวแปรคั่นกลางแบบสมบูรณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดเชิงประสบการณ์กับความตั้งใจใช้บริการซ้ำ และเป็นตัวแปรคั่นกลางแบบบางส่วนในความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์กับความตั้งใจใช้บริการซ้ำ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความจงรักภักดีอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงปัจจัยทางการตลาดดิจิทัลไปสู่ความตั้งใจใช้บริการซ้ำบนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MSVAR/article/view/303234 การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทางเรือเชิงสร้างสรรค์คลองฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2026-07-09T15:13:10+07:00 กรองทอง หีบโคกสูง krongthong.he@bsru.ac.th พัชนี แสนไชย patchanee.sa@bsru.ac.th ขวัญชัย ช้างเกิด khwanchai.cha@bsru.ac.th อารยา วาตะ araya.wa@bsru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2) เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาด 3) เพื่อศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อส่วนประสมทางการตลาด และ 4) เพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทางเรือเชิงสร้างสรรค์คลองฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน รูปแบบเชิงอธิบายตามลำดับ ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 400 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ <em>t</em>-test และ One-way ANOVA แล้วนำผลที่ได้ไปกำหนดประเด็นการสำรวจภาคสนาม การสังเกตพื้นที่ และการประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว เพื่อบูรณาการข้อมูลในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางร่วมกับครอบครัวเพื่อเยี่ยมชมแหล่งประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน และวิถีชีวิตริมคลอง โดยสนใจกิจกรรมด้านศาสนา ตลาดชุมชนการล่องเรือ อาหารท้องถิ่น และการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ด้านส่วนประสมทางการตลาด นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับด้านผลิตภัณฑ์มากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด ขณะที่เพศ อายุ ระดับการศึกษา และภูมิภาคส่งผลต่อความคิดเห็นในบางด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการบูรณาการข้อมูลนำไปสู่การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทางเรือเชิงสร้างสรรค์แบบโปรแกรมระยะสั้น เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว 14 แห่ง โดยคัดเลือกจากความปลอดภัยของท่าเรือ ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ อันนำไปสู่การสร้างคุณค่าการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของคลองฝั่งธนบุรี</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MSVAR/article/view/303318 การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำโดยชุมชน ด้วยเกณฑ์การพัฒนา การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก กรณีศึกษาชุมชนปิงหลวง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 2026-06-28T16:39:05+07:00 จารุนันท์ เมธะพันธุ์ jarunanm@rmutl.ac.th กัญญ์ณพัชญ์ ดวงแก้ว duangsamorn.d@rmutl.ac.th กัลยา พงสะพัง kanlaya_p@rmutl.ac.th วรรณิดา ชินบุตร nunjung_12@rmutl.ac.th ณัฐกร ไชยแสน natthakorn_c@rmutl.ac.th บรรจง อูปแก้ว landscape@rmutl.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความพร้อมของทรัพยากรในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำด้วยเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก และศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำโดยชุมชน กรณีศึกษาชุมชนปิงหลวง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่านโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยฐานทรัพยากรการท่องเที่ยวในพื้นที่ภายใต้ทฤษฎีฐานทรัพยากรร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 60 คน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่มย่อย การสังเกตภาคสนาม และเวทีระดมความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงประเด็นภายใต้กรอบแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนปิงหลวงมีทรัพยากรและอัตลักษณ์โดดเด่น เช่น วิถีประมงปากลีและมะแขว่นเมืองลี โดยมีคะแนนประเมินศักยภาพตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกรวม 26 คะแนน บางประเด็นมีความพร้อมในระดับสูง แต่ก็มีประเด็นท้าทายที่ต้องเร่งพัฒนา คือการจัดการของเสียและขยะจากกิจกรรมท่องเที่ยว งานวิจัยได้ศึกษาแนวทางการพัฒนา 4 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหารคาร์บอนต่ำ การสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาสู่ระบบขยะเหลือศูนย์ และการส่งเสริมการเดินทางคาร์บอนต่ำ เพื่อขับเคลื่อนชุมชนสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาการจัดการวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์