https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/issue/feed
Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
2026-06-29T10:00:23+07:00
ศาสตราจารย์ ดร.มนต์ชัย เทียนทอง
krujournal@hotmail.com
Open Journal Systems
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/293307
การจัดการสื่อใหม่และการสื่อสารวัฒนธรรมแฟชั่นในประเทศจีน
2025-11-11T16:47:20+07:00
DI SHEN
shendi.rbru@gmail.com
จำเริญ คังคะศรี
chamroen.k@rbru.ac.th
ภูริพัฒน์ แก้วตาธนวัฒนา
Puripat.k@rbru.ac.th
นิสากร ยินดีจันทร์
nisakorn.y@rbru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มุ่งศึกษากลไกและกระบวนการสื่อสารวัฒนธรรมแฟชั่นจีนในยุคสื่อใหม่ ภายใต้การเปลี่ยนผ่านจากสื่อดั้งเดิมสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าลักษณะเฉพาะของสื่อใหม่ ทั้งด้านความเร็ว การโต้ตอบและการเข้าถึงแบบเฉพาะกลุ่ม ส่งผลให้การถ่ายทอดและการยอมรับวัฒนธรรมแฟชั่นเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญงานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามผู้บริโภคแฟชั่นในมณฑลเจ้อเจียง จำนวน 400 ชุด วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ควบคู่กับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมแฟชั่น จำนวน 8 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1. เพื่อศึกษาการใช้สื่อใหม่ในการสื่อสารและเผยแพร่วัฒนธรรมแฟชั่นในประเทศจีน 2. เพื่อศึกษาเนื้อหาในการเผยแพร่วัฒนธรรมแฟชั่นในประเทศจีน และ 3. เพื่อพัฒนารูปแบบและแนวทางการจัดการเผยแพร่วัฒนธรรมแฟชั่นในประเทศจีน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า คุณภาพเนื้อหา รูปแบบการนำเสนอ ความสามารถในการสื่อสารของแพลตฟอร์ม ระดับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้และความรู้ด้านแฟชั่นมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการยอมรับวัฒนธรรมแฟชั่น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของผู้ใช้มีบทบาทเสริมพลังให้คุณภาพเนื้อหาส่งผลต่อการยอมรับได้อย่างชัดเจน ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพชี้ให้เห็นว่ากลยุทธ์การเผยแพร่ที่มีประสิทธิภาพต้องผสมผสานความหลากหลายของเนื้อหา ความสอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น VR, AR และ AI เพื่อสร้างประสบการณ์การสื่อสารที่มีความดื่มด่ำและกระตุ้นการมีส่วนร่วมเชิงลึก<br /><br /></p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/294792
การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับไมโครเลิร์นนิ่่งเพื่่อพัฒนาความสามารถ ในการเขียนโปรแกรม สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปี1
2025-11-10T13:11:56+07:00
Nateephat Photitawonwat
nateephat544116311@gmail.com
ผศ ดร. ภานุวัฒน์ ศรีไชยเลิศ ศรีไชยเลิศ
panuwat@npru.ac.th
ผศ.ดร.อุไรวรรณ ศรีไชยเลิศ
uraiwan_sr@npru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุุประสงค์เพื่่อ 1. พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับไมโครเลิร์นนิ่งเพื่่อพัฒนาความสามารถในการเขียนโปรแกรม สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปี1 2. หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับไมโครเลิร์นนิ่่งที่่พัฒนาขึ้น ตามเกณฑ์80/80 3. เพื่่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปี1 ที่่ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกัับไมโครเลิร์นนิ่่งที่่พัฒนาขึ้น 4. เพื่่อศึกษาความสามารถในการเขียนโปรแกรมของนักเรียนที่่เรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับไมโครเลิร์นนิ่่งที่่พัฒนาขึ้นและ 5. เพื่่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปี 1 ที่่มีต่่อรููปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่่วมกับ ไมโครเลิร์นนิ่่งที่่พัฒันาขึ้้น กลุ่่มตัวอย่่าง คืือ นักเรีียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้่นปีที่่ี 1 จำนวน 40 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่่องมือที่่ใช้ในการวิจัย ได้แก่่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2. สื่่อการสอนแบบไมโครเลิร์นนิ่่ง 3. แบบประเมินคุุณภาพของสื่่อการสอน 4. แบบทดสอบวิชาการเขีียน<br />โปรแกรมคอมพิวเตอร์์เบื้้องต้้น และ 5. แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมููล ได้แก่่ ค่่าเฉลี่่ย ส่่วนเบี่่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน (t-test) <br /> ผลการวิจัยพบว่่า การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับไมโครเลิร์นนิ่่งเพื่่อพัฒนาความสามารถในการเขียนโปรแกรม มีขั้นตอนการดำเนินงานตามกระบวนการ ADDIE Model 5 ขั้้นตอน และมีผลการศึกษา ดัังนี้้ 1. การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับไมโครเลิร์นนิ่่งที่่พัฒนาขึ้้น ประกอบไปด้วย 4 โมดูล คือ 1) โครงสร้างภาษาคอมพิวเตอร์์2) การใช้กระบวนการเขียนโปรแกรม 3) พอยน์เตอร์และ 4) ฟังก์ชั่น 2. ผลประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่่วมกับไมโครเลิร์นนิ่งเพื่่อพัฒนาความสามารถในการเขียนโปรแกรมักเรียนมีคะแนนค่่าเฉลี่่ยระหว่่างเรียนและคะแนนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ เท่ากับ 83.83/80.06 ซึ่่งสูงกว่่า เกณฑ์มาตรฐานที่่กำหนด คือ 80/80 3. ผลจากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่่ยก่่อนเรียนและหลังเรียนพบว่่า มีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่่ยเท่ากับ 10.20 และมีคะแนนหลังเรียนเฉลี่่ยเท่ากับ 29.28 สรุุปได้ว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสํําคัญทางสถิติที่่ระดับ.05 4. ผลความสามารถในการเขียนโปรแกรมของนักเรียนอยู่่ในระดับดีมาก โดยเฉพาะหน่วยที่่ 4-6 ที่่มีคะแนนเฉลี่่ยอยู่่ในช่วง 4.07-4.45 และ 5. ผลความพึงพอใจโดยรวม<br />อยู่่ในระดับมากที่่สุด (x = 4.50)</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/295579
การพัฒนาทักษะการคิดผลิตภาพจากท้องถิ่นโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวทาง การเล่าเรื่องผ่านสื่่อดิจิทัลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในพื้นที่่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
2025-11-28T16:05:24+07:00
รัชวรรธน์ บุญสาง
ratch_bs@hotmail.com
ผศ. ดร.รุจน์ ฦาชา
ruj@g.swu.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีความมุ่งหมาย 1. เพื่่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่่พัฒนาทักษะการคิดผลิตภาพจากท้องถิ่่นโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวทางการเล่าเรื่่องผ่านสื่่อดิจิทัลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอน ปลายในพื้้นที่่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2. เพื่่อศึกษาทักษะการคิดผลิตภาพจากท้องถิ่นโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่่วมกับแนวทางการเล่าเรื่่องผ่านสื่่อดิจิทัลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายในพื้นที่่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 6/1 โรงเรียนบ้านสุรศักดิ์สำนักงานเขตพื้้นที่่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 34 คน ดำเนินการในภาคเรียนที่่ 2 ปีการศึกษา2567 เครื่่องมือที่่ใช้ในการวิจัย คือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่่พัฒนาทักษะการคิดผลิตภาพจากท้องถิ่่น โดยใช้โครงงาน<br />เป็นฐานร่วมกับแนวทางการเล่าเรื่่องผ่านสื่่อดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายในพื้นที่่เขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก จำนวน 5 แผน 2. แบบทดสอบทักษะการคิดผลิตภาพจากท้องถิ่นก่อนเรียน-หลังเรียน จำนวน 1ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่่ยและการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่่สัมพันธ์กั์น (t-test for Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่่า 1.กระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นระบบ ครอบคลุมระยะเวลา 5 สัปดาห์รวม 10 ชั่่วโมง<br />ดำเนินการตามขั้นตอนของการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 6 ขั้นตอน ได้แก่่ ขั้นสร้างความสนใจ ขั้นคิดค้นหัวข้อ ขั้นการวางแผนออกแบบโครงงาน ขั้นลงมือปฏิบัติ ขั้นนำเสนอผลงาน และขั้นการประเมินผล ซึ่่งเอื้้อต่่อการพัฒนาทักษะการคิดผลิตภาพจากท้องถิ่่นของผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการวิเคราะห์ปัญหา การจัดการข้อมููล การสร้างสรรค์ผลงาน และการสื่อสารผลงานอย่างเป็นรููปธรรม 2. นักเรียนมีทักษะการคิดผลิตภาพจากท้องถิ่นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.82 คะแนน (ร้อยละ 56.83) และหลังเรียนเพิ่่มขึ้นเป็น 10.27 คะแนน (ร้อยละ 85.58) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเปนฐานร่วมกับแนวทางการเล่าเรื่่องผ่่านสื่่อดิจิทัลมีประสิทธิผลในการส่งเสริมทักษะการคิดผลิตภาพ<br />จากท้องถิ่่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่่เชื่่อมโยงกับบริบทพื้้นที่่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/294153
การพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกร โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM ร่วมกับสื่่อ อินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 3
2026-03-31T12:00:01+07:00
วสันต์ แก้ววิเศษ
pimmara13@gmail.com
ดร.สุวิมล สพฤกษ์ศรี
suj.manager@su.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่่อ 1) เพื่่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกร ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM ร่วมกับสื่่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 3 2) เพื่่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM ร่วมกับสื่่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 3 กลุ่มเป้าหมายที่่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 3 โรงเรียนวัดสระกลอยสามัคคีธรรม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 9 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่่องมือที่่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ เรื่่อง ภูมิศาสตร์ที่่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบ STEAM ร่วมกับการสื่่ออินโฟกราฟิก 2) แบบประเมินทักษะความเป็นนวัตกร และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM ร่วมกับสื่่ออินโฟกราฟิิก สถิติที่่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมููล ได้แก่ ค่าเฉลี่่ย (M) ส่วนเบี่่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระจากััน (Dependent Samples t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัย พบว่า 1. ทักษะนวัตกร<br />ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM ร่่วมกับสื่่ออินโฟกราฟิกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 3 มีพัฒนาการสูงขึ้้นอยู่่ในระดับดี 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่่มีผลต่่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM ร่วมกับสื่่ออินโฟกราฟิก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 3 อยู่่ในระดับมาก</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/296303
นวัตกรรมกระบวนการมีส่วนร่วมของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์: กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงเกษตรสร้างสรรค์สมหวังที่วังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
2026-01-09T16:03:18+07:00
พลารัก ไชยโย
palarak1.c@gmail.com
Piengruthai Sangiemsilp
sangiemsilp.p@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับและรูปแบบการมีส่วนร่วมของสมาชิกวิสาหกิจชุมชน กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงเกษตรสร้างสรรค์สมหวังที่วังยาง ในกระบวนการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของชุมชน 2. เพื่อพัฒนานวัตกรรมกระบวนการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับบริบทของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงเกษตรสร้างสรรค์สมหวังที่วังยาง ดำเนินการวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาเอกสาร (Documentary Research) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation)การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงเกษตรสร้างสรรค์สมหวังที่วังยาง 2) ประชากร<br />ที่อาศัยอยู่ในตำบลวังยาง 3) ผู้ประกอบการในพื้นที่ตำบลวังยาง และ 4) เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลวังยาง จากนั้นตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการตรวจสอบสามเส้าของวิธีการ (Methodological Triangulation)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนในกระบวนการทำงานทั้งด้านการแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจ การปฏิบัติงาน การประเมินผล และความรับผิดชอบในบทบาท ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยมีปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรค 3 ประการ ได้แก่ 1. การรับรู้ต่อบทบาทและวัตถุประสงค์ของกลุ่มยังไม่ชัดเจน ทำให้ การมีส่วนร่วมเชิงเนื้อหายังไม่เข้มแข็ง 2. ข้อจำกัดด้านเวลา เนื่องจากการดำเนินงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวันทำงานส่งผลให้สมาชิกบางส่วนไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ และ 3. ความหลากหลายของกิจกรรมท่องเที่ยวยังไม่เพียงพอ โดยกิจกรรมส่วนใหญ่เน้นที่การเกษตรแห้ว ทำให้สมาชิกที่มีอาชีพหรือความถนัดหลากหลายไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึง</p> <p> จากข้อค้นพบดังกล่าว การพัฒนานวัตกรรมกระบวนการมีส่วนร่วมจึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการที่เปิดพื้นที่ให้สมาชิกทุกกลุ่มเข้ามามีบทบาทได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมกระบวนการมีส่วนร่วม จำนวน 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และการปฐมนิเทศสมาชิกใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และรูปแบบการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน 2. การขยายและออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวให้หลากหลายมากขึ้น โดยยังคงอัตลักษณ์ชุมชน เช่น การทำสวน การทำนาเผือก และการทำหัตถกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกกลุ่มมีส่วนร่วมได้ตามความถนัด และ 3. การจัดตั้งจุดศูนย์กลางบริการนักท่องเที่ยวและจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่รวมการทำงานของสมาชิก เพิ่มบทบาทร่วม และเสริมศักยภาพการบริการนักท่องเที่ยวของชุมชน</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/293207
แนวทางการเพิ่มจำนวนสาขาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) : กรณีศึกษาสาขาในสังกัด ธ.ก.ส. ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันตก
2025-09-22T08:53:08+07:00
Panisara Phiwnoul
panisara854@gmail.com
Pornpimon Kachamas
pornpimon_kac@utcc.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย ปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการขอรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) และหาแนวทางสู่การรับรองมาตรฐาน GECC โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและพนักงานพื้นที่ศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาในสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันตก ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคสำคัญต่อการขอรับรองมาตรฐาน GECC ประกอบด้วย 1) บุคลากรขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การรับรองมาตรฐาน GECC 2) ผู้บริหารขาดการสื่อสารและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบางระดับยังไม่ให้ความสำคัญกับการขอรับรองมาตรฐาน GECC 3) ข้อจำกัดทางกายภาพและงบประมาณในการปรับปรุงอาคาร และ 4) ขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ ขาดการวิเคราะห์และเก็บข้อมูลลูกค้า ขาดงบประมาณเฉพาะกิจกรรม GECC ข้อเสนอแนะควรจัดทำระบบแรงจูงใจที่มีความต่อเนื่อง นำผลการรับรองมาตรฐาน GECC มาเชื่อมโยงกับการประเมินผลงานบุคลากร จัดทำคู่มือมาตรฐานกลางเพื่อให้สาขาดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ตลอดจน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการติดตามและประเมินความก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/295491
การจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบกรณีศึกษาเป็นฐานในรายวิชาการจัดการการตลาดและการขายสินค้าทางอากาศของมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี
2025-12-29T16:13:42+07:00
rungtiwa suda
rungtiwasuda@hotmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนของสาขาการจัดการธุรกิจ ด้านการบิน ที่ลงทะเบียนในรายวิชาการจัดการการตลาดและการขายสินค้าทางอากาศที่มีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบกรณีศึกษาเป็นฐาน และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบกรณีศึกษาเป็นฐาน ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 100 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบกรณีศึกษาเป็นฐาน 2. แบบทดสอบในรายวิชาการจัดการการตลาดและการขายสินค้าทางอากาศ และ 3. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน คือ ระดับ A จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 ระดับ B+ จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 ระดับ B จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 12.50 และ C+ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 12.50 2. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกโดยใช้รูปแบบกรณีศึกษาเป็นฐานต่อภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/295524
การพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนจังหวัดกาญจนบุรีสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ตามแนวทางองค์การยูเนสโก
2025-11-11T23:18:44+07:00
จรายุทธ ประทีปวรกาญ์
a.jarayut@kru.ac.th
Laddawan Champa
ladchampa@gmail.com
สมมารถ คำถนอม
kan-culture@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนจังหวัดกาญจนบุรี สู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ตามแนวทางขององค์การยูเนสโก มุ่งสร้างเครื่องมือสารสนเทศที่รวบรวมและจัดระบบข้อมูลเชิงพื้นที่ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านภาพยนตร์ เพื่อใช้ในการวางแผนเชิงนโยบายและยื่นสมัครเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเน้นการวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการออกแบบระบบฐานข้อมูล (Database Design) เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนจำนวน 100 คน ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดกาญจนบุรี มีศักยภาพสูงด้านทุนวัฒนธรรม และสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ แต่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุน ด้านนโยบายอย่างเป็นระบบ ฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 หมวดหลัก ได้แก่ 1) สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ 2) บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ 3) ผลงานภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในพื้นที่ และ 4) องค์กรและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีความเหมาะสมในการใช้งานอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.31 จาก 5.00) ฐานข้อมูลนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ศักยภาพเมือง สนับสนุนการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดกาญจนบุรีสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/294573
การฟื้นคุณค่าทุนทางวัฒนธรรมสู่การเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เทศบาลตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-11-11T15:51:05+07:00
ณฐ สบายสุข
touch_life@outlook.co.th
กุลรัตน์ มิตรอุปถัมภ์ฺ
Crystal.cutie.mamiko.mi@gmail.com
<p> การศึกษาการฟื้นคุณค่าทุนทางวัฒนธรรมสู่การเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เทศบาลตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างสรรค์การฟื้นฟูเทศกาลทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงพื้นที่เทศบาลตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ระหว่างคณะนักวิจัยพร้อมด้วยภาคีเครือข่ายความร่วมมือและภาคประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็น 7 กลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ทุนวัฒนธรรม ความสำคัญของพื้นที่ แนวทางการยกระดับทุนวัฒนธรรมและการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานไปสู่การจัดงานเทศกาลที่สำคัญของชุมชน เช่น งานเทศกาลสดุดีพระเจ้าตากสินมหาราช การร้อยเรียงเรื่องเล่าเมืองบางคล้าการฟื้นคุณค่าทุนทางวัฒนธรรมสู่การเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เทศบาลตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เกิดจากความร่วมมือทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ ผ่านรูปแบบกระบวนการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม โดยการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่โดยใช้ฐานทุนทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์สู่การเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในรูปแบบของเทศกาลทางวัฒนธรรมของชุมชน จากนั้นร่วมกันสังเคราะห์ประเด็นประวัติศาสตร์เมืองบางคล้าเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่โดยเน้นเรื่องประวัติศาสตร์ที่เป็นรากเหง้า การฟื้นฟูสืบสานตำนานพระเจ้าตากสินมหาราช การฟื้นคุณค่าทุนทางวัฒนธรรมผ่านกระบวนการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก่อให้เกิดผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์และสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ชุมชนสามารถพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นกิจกรรม สินค้า และบริการสร้างสรรค์ สร้างรายได้และความเข้มแข็งทางสังคม นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างสมดุลและยั่งยืน</p> <p> </p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/293581
บทบาทของการตลาดดิจิทัลเชิงเนื้อหาต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับกลาง
2025-11-21T15:33:04+07:00
Boridta Inrun
boridta_inr@utcc.ac.th
Narudom Torthienchai
narudom.t6798@gmail.com
Nopnathon Navachai
nopnathon_nav@utcc.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของการตลาดเนื้อหาดิจิทัลที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางโดยนำกรอบแนวคิดโมเดลการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) และมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity) ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมผู้บริโภค (AIDA Model) มาใช้ในการอธิบายกลไกที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงจากผู้สนใจให้กลายเป็นผู้ซื้อจริง การวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุระหว่าง 30 – 39 ปี โดยกลุ่มตัวอย่าง มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 50,000 บาท และสนใจอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว โดยจากการวิเคราะห์พบว่า พฤติกรรมด้านการรับรู้ถึง "ความมีประโยชน์" และ "ความง่ายในการใช้งาน" ของเนื้อหาดิจิทัล ภายใต้กรอบแนวคิด TAM มีอิทธิพลเชิงบวกตอความตั้งใจและพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน มูลค่าแบรนด์มีผลโดยตรงต่อการสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความภักดี ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกซื้อโครงการที่ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยและไว้วางใจและยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นและเร่งรัดกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความลังเลและเพิ่มความมั่นใจในกระบวนการตัดสินใจ</p> <p> การศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการตัดสินใจซื้อ (Purchase Decision) ของผู้บริโภคในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยการรับข้อมูลจากเนื้อหาดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะจากช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ บทความเปรียบเทียบเชิงลึก และวิดีโอรีวิวโครงการ เนื้อหาที่มีคุณค่าและการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายและสะดวกสามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและแน่วแน่มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูง</p> <p> การตลาดเนื้อหาดิจิทัลจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค ผ่านการสร้างคุณค่าของแบรนด์และการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือซึ่งสามารถช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับกลาง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมีอำนาจการตัดสินใจที่เพิ่มมากขึ้นและการตัดสินใจซื้อจะถูกกระตุ้นจากข้อมูลที่ได้รับจากช่องทางออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/293342
กลยุทธ์การจัดการนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริการของฝ่ายบัตรเครดิตธนาคารแห่งประเทศจีน
2025-11-11T16:25:40+07:00
PENG WANG
wangpeng.rbru@gmail.com
จำเริญ คังคะศรี
chamroen.k@rbru.ac.th
ภูริพัฒน์ แก้วตาธนวัฒนา
Puripat.k@rbru.ac.th
นิสากร ยินดีจันทร์
nisakorn.y@rbru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษากลยุทธ์การแข่งขันในตลาดของฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารแห่งประเทศจีน 2. เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการนวัตกรรมการสื่อสารของฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารแห่งประเทศจีน และ 3. เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารจัดการนวัตกรรมการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพของฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารแห่งประเทศจีน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหารระดับสูงและพนักงานทั่วไปจำนวน 20 ราย และการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการแจกแบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์แก่พนักงานฝ่ายบัตรเครดิตจำนวน 400 คน ในพื้นที่ศึกษาเขตปักกิ่ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. กลยุทธ์การแข่งขันในตลาดของฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารแห่งประเทศจีนยังคงอิงอยู่กับโครงสร้างแบบดั้งเดิม โดยขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล 2) แนวทาง การบริหารจัดการนวัตกรรมการสื่อสารที่มีอยู่ยังเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระดับเบื้องต้น เช่น การให้บริการลูกค้าผ่านระบบอัตโนมัติ แต่ยังไม่สามารถผสานรวมกับกระบวนการจัดการภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) ทิศทางที่เหมาะสมในการจัดการนวัตกรรมการสื่อสารควรมุ่งเน้นการออกแบบกลยุทธ์แบบบูรณาการ ทั้งในด้านการบริหารข้อมูลลูกค้า การพัฒนาช่องทางสื่อสารแบบเฉพาะบุคคลและการฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะการสื่อสารที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล</p> <p> จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกัน ผู้วิจัยได้เสนอรูปแบบแนวทางกลยุทธ์การจัดการนวัตกรรมการสื่อสารของฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารแห่งประเทศจีน ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทองค์กรภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการเงิน โดยเน้นการสร้างความผูกพันกับลูกค้า การใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจและการปรับกระบวนการให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวมีศักยภาพในการยกระดับประสิทธิภาพการบริการและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบัตรเครดิตในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/298586
Content Marketing กับการสร้างความน่าเชื่อถือในบริการ Medical Tourism: กรณีศึกษาโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร
2026-03-06T14:56:55+07:00
Ohm Sudchumphae
ohmmd18@gmail.com
ดร.สิญาธร นาคพิน
siyathorn.nak@nida.ac.th
<p>การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีศักยภาพทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี และมาตรฐานการรักษาที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจเลือกใช้บริการอย่างมั่นใจ Content Marketing จึงถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการสื่อสาร โดยเนื้อหาที่มีคุณภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่เพียงช่วยสร้างภาพลักษณ์องค์กรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมความพึงพอใจ ความจงรักภักดี และการบอกต่อของผู้ป่วย อีกทั้งยังช่วยขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มรายได้ และสนับสนุนการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า Content Marketing มีความสำคัญในหลายมิติ ได้แก่ การตลาดและภาพลักษณ์องค์กร การสร้างรายได้และความพึงพอใจของผู้ป่วย การส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการจัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนขององค์กร โดยการสื่อสารที่มีจริยธรรมและความถูกต้องสามารถรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจและมาตรฐานทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม กล่าวโดยสรุป การใช้ Content Marketing อย่างมีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในบริการ Medical Tourism ของโรงพยาบาลเอกชน แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์องค์กรในระยะยาว</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/KRUjournal/article/view/298385
อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการในสังคม ผู้สูงอายุ ผ่านแพลตฟอร์มติ๊กต็อก
2026-03-06T15:20:07+07:00
Chiraporn Klaokliang
chiraporn8k@gmail.com
พงษ์ภิภัทร์ ราษี
pongpipat.ra@chonburi.spu.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยและกลไกอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคสูงอายุในบริบทสังคมผู้สูงอายุของไทย ใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงสังเคราะห์ บูรณาการแนวคิดความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร การสื่อสารการตลาดดิจิทัล และพฤติกรรมผู้บริโภคสูงอายุ เพื่ออธิบายอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บน TikTok ต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุผ่านองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ความน่าดึงดูดใจ ความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ และความคล้ายคลึงทางทัศนคติ องค์ประกอบดังกล่าวส่งผลต่อการรับรู้ คุณค่า ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการด้านสุขภาพ การเงิน การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกัน ความน่า<br />ดึงดูดใจและความคล้ายคลึงทางทัศนคติ เช่น อายุ ประสบการณ์ และไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกัน ช่วยสร้างความใกล้ชิด คุ้นเคย เพิ่มการยอมรับสารทำให้ผู้สูงอายุเปิดรับเนื้อหา พัฒนาทัศนคติเชิงบวกต่อแบรนด์ และเกิดความตั้งใจซื้อในระยะยาว โดยได้รับอิทธิพลจากลักษณะเฉพาะของ TikTok ลักษณะของ TikTok เช่น วิดีโอสั้นประสบการณ์จริง และอัลกอริทึมเฉพาะบุคคลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตลาด ทำให้อินฟลูเอนเซอร์เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญผลการศึกษาเชิงสังเคราะห์ พบว่า ปัจจัยด้านความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญมีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจของผู้สูงอายุ บทความนี้จึงเสนอกรอบแนวคิดปัจจัยด้านอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการในสังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ที่เป็นกลไกสำคัญในกระบวนการสื่อสาร<br />การตลาดยุคดิจิทัลเพื่อนำไปใช้พัฒนากลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคสูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 Journal of Kanchanaburi Rajabhat University