https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMMS/issue/feed
วารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่
2026-06-30T11:42:09+07:00
ผศ.ดร.วีรพร สุพจน์ธรรมจารี
naronglit.pj@lpru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>ISSN 2408–2619 (Print) <br />ISSN 2673-0367 (Online) </strong></p> <p><strong>ผ่านการรับรองคุณภาพจาก TCI โดยจัดอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 รับรองคุณภาพตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2572</strong></p> <p>วารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่ เป็นวารสารทางวิชาการด้านบริหารธุรกิจ จัดทำขึ้นโดยคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เริ่มดำเนินการจัดพิมพ์และเผยแพร่ฉบับแรก เมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยใช้ชื่อวารสาร "วารสารคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง" ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ได้เปลี่ยนชื่อวารสารเป็น "วารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่" ชื่อภาษาอังกฤษ "Journal of Modern Management Science" ชื่อย่อ "JMMS" จนถึงปัจจุบัน โดยรับพิจารณาบทความวิจัยที่เป็นวิจัยพื้นฐาน(Basic Research) เพื่อค้นหาความรู้ใหม่ด้านการบริหารธุรกิจ มีกระบวนวิธีวิจัยที่เข้มข้น ถูกต้องตามหลักวิธีวิจัย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>1. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัยที่มีคุณภาพแสดงถึงคุณค่าทางวิชาการ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎี (Theoretical Contributions) และเชิงการบริหารจัดการ (Managerial Contributions)</p> <p>2. เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่แวดวงวิชาการและสังคม ในการเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้เชิงบริหารธุรกิจในแขนงต่าง ๆ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนประสบการณ์ระหว่าง คณาจารย์ นักวิชาการ ผู้บริหาร นักธุรกิจ นักศึกษา และประชาชน</p> <p><strong> </strong><strong>เนื้อหาและขอบเขต</strong></p> <p>1. บทความวิจัย<strong>เชิงปริมาณหรือแบบผสานวิธี(</strong><strong>Mix Method)ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ</strong> อันเป็นผลงานที่เกิดจากงานวิจัยทางด้านบริหารธุรกิจ โดยมีกระบวนการที่ถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย <strong>ที่นำไปสู่</strong><strong>การสร้างความรู้ใหม่ที่มีการอธิบายกระบวนการหรือระเบียบวิธีวิจัยได้ชัดเจนบนพื้นฐาน ทฤษฎี แนวคิด และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น</strong></p> <p>2. เป็นงานวิจัยที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารธุรกิจ(เชิงทฤษฎี หรือการนำไปใช้ประโยชน์ต่อองค์การ ทั้งเชิงนโยบาย เชิงพาณิชย์ หรือเชิงการบริหารจัดการ ในวงกว้าง ไม่เป็นงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง) โดยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ด้านบริหารธุรกิจ ประกอบด้วย </p> <p> 2.1) บริหารธุรกิจและการจัดการ / การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ / การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ / การบริหารทรัพยากรมนุษย์ / การจัดการค้าปลีกค้าส่ง</p> <p> 2.2) การตลาด</p> <p> 2.3) การบัญชี/การเงิน</p> <p> 2.4) เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ/การลงทุน</p> <p> 2.5) การท่องเที่ยว/การโรงแรม/การบริการ</p> <p> 2.6) คอมพิวเตอร์ธุรกิจ / เทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ / อีคอมเมิร์ซ</p> <p> 2.7) สหวิทยาการหรือศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจ</p> <p> </p> <p><strong>คำชี้แจงเกี่ยวกับรายละเอียดการเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p>วารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่(JMMS) มีกำหนดเผยแพร่วารสารฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 2 ฉบับ โดยมีรูปแบบการเผยแพร่ 2 รูปแบบ ประกอบด้วย รูปแบบการตีพิมพ์ หมายเลข ISSN 2408-2619 (Print) ตั้งแต่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) พ.ศ. 2550 และได้เริ่มจัดจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หมายเลข ISSN 2673-0367 (Online) ตั้งแต่ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม -ธันวาคม) พ.ศ. 2561 </p> <p> </p> <p><strong>คำแนะนำสำหรับผู้แต่ง</strong></p> <div>ผู้ประสงค์ส่งบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่ จะต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบการจัดพิมพ์และหัวข้อต่าง ๆ ที่ทางวารสารกำหนด อย่างเข้มงวด บทความที่จัดพิมพ์โดยไม่เป็นไปตามรูปแบบที่ทางวารสารกำหนด ทางกองบรรณาธิการ จะขอปฏิเสธการพิจารณา และจะแจ้งให้ผู้เขียนทราบโดยทันที สำหรับบทความที่ผ่านการพิจารณาในขั้นต้น(ขั้นกองบรรณาธิการ) อาจจะถูกส่งให้แก้ไข แล้วแต่กรณี และเมื่อได้รับบทความที่มีการแก้ไขกลับคืน จะถูกส่งเข้าพิจารณาเพื่อส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาในขั้นต่อไป โดยกองบรรณาธิการจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาบทความทุกสัปดาห์ที่ 1 ของเดือน</div>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMMS/article/view/297205
ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของข้าราชการธุรการ ในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 5
2026-03-25T14:53:59+07:00
ภคมน วงเวียน
mju6706401014@mju.ac.th
กัญญ์พัสวี กล่อมธงเจริญ
Kunpatsawee@hotmail.com
นทีทิพย์ สรรพตานนท์
Nateetips@gmail.com
ประภัสสร วรรณสถิตย์
prapassorn.v@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน ของข้าราชการธุรการ ในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 5 (2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 5 และ (3) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 5 งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการธุรการในสำนักงานอัยการภาค 5 จำนวน 250 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่าง และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 41–50 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 25,001–35,000 บาท อยู่ในตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป และมีประสบการณ์ทำงาน 6–10 ปี ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ไม่พบว่าก่อให้เกิดความแตกต่างของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ พบว่าข้าราชการธุรการมีระดับปัจจัยจูงใจ ระดับปัจจัยค้ำจุน และระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับ “เห็นด้วยอย่างยิ่ง” สะท้อนถึงความสามารถในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งในด้านคุณภาพ ปริมาณ เวลา ค่าใช้จ่าย และผลสัมฤทธิ์ของงาน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ด้านความสำเร็จของงาน และ ด้านลักษณะของงาน ขณะที่ปัจจัยค้ำจุนที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ด้านสวัสดิการและค่าตอบแทน ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ความก้าวหน้าในงาน การได้รับการยอมรับนับถือ การเจริญเติบโต ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความมั่นคงในงาน และนโยบายการบริหาร ไม่พบว่ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> ปัจจัยจูงใจ, ปัจจัยค้ำจุน, ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน, ข้าราชการธุรการ, สำนักงานอัยการภาค 5</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMMS/article/view/301955
Social Media Influencers and Purchase Intention for Sustainable Food Packaging in Chonburi, Thailand: The Mediating Role of Consumer Attitude
2026-05-28T17:26:19+07:00
Nutchanapong Nimitniwat
nutchanapong@gmail.com
Thanapol Inprasertkul
thanapol.in@buu.ac.th
<p>This study investigated the relationships among consumers’ perceptions of social media influencer attributes—attractiveness, trustworthiness, expertise—consumer attitudes, and purchase intention toward sustainable food packaging in Chonburi, Thailand, while examining consumer attitude as a mediating mechanism underlying these relationships. A quantitative research approach was employed with a cross-sectional design. Data were collected from 400 Thai residents living in Chonburi through a structured online questionnaire using non-probability multi-stage sampling, consisting of purposive sampling and convenience sampling. Data analysis included descriptive statistics, regression analysis, and mediation analysis using the Sobel test. The findings indicated that consumers have exhibited high levels of perception toward social media influencer attributes, positive attitude and purchase intentions toward sustainable food packaging. Trustworthiness and expertise significantly influenced both attitude and purchase intention, whereas attractiveness showed no significant effect. Consumer attitude had a strong positive impact on purchase intention and significantly mediated the relationships of trustworthiness and expertise with purchase intention. These findings suggest that credible and knowledgeable influencers are able to support sustainability-oriented marketing communication, although consumer attitude remains the key mechanism shaping purchase intention. The results offer practical implications for businesses and policymakers by highlighting the value of credibility-based and attitude-oriented communication in promoting sustainable food packaging.</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMMS/article/view/295487
ผลกระทบของการใช้การบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์ต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดลำปาง
2026-04-28T13:19:59+07:00
กาญจนา คุมา
khukanchana@gmail.com
สรัชนุช บุญวุฒิ
juti9505@windowslive.com
สนธิญา สุวรรณราช
hova_ant@hotmail.com
ทิพยาภรณ์ ปัตถา
Ac_ac488@hotmail.com
สุธีรา ทิพย์วิวัฒน์พจนา
suthirayui@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้การบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์กับผลการดำเนินงาน<br />ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในจังหวัดลำปาง โดยใช้ข้อมูลจากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดลำปาง จำนวน 144 ราย และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรม (Activity-Based Costing) มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินสูงที่สุด (β = 0.45) รองลงมาคือการบริหารต้นทุนแบบทันเวลา (Just-in-Time: JIT) (β = 0.32) ส่วนการผลิตแบบลีน (Lean Manufacturing)<br />มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงาน (β = 0.28) ตามลำดับ ส่วนการจัดการต้นทุนโดยการมีส่วนร่วม<br />(Cost Management by Participation) แม้มีค่า (β = 0.15) เข้าใกล้ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 แต่ไม่ถึงระดับนัยสำคัญ<br />ทางสถิติสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการมีส่วนร่วมภายในองค์กรที่อาจช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในระยะยาว</p> <p> ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า SMEs ควรให้ความสำคัญกับการนำแนวทางการผลิตแบบลีนมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ<br />ลดความสูญเปล่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลนี้<br />เป็นแนวทางในการออกแบบนโยบายหรือโครงการสนับสนุน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับใช้กลยุทธ์การบริหารต้นทุน<br />ที่เหมาะสมกับบริบทธุรกิจในจังหวัดลำปางและภูมิภาคอื่น ๆ อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของ SMEs และเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรวม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการสมัยใหม่