วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU <p><strong>วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น</strong><br /><strong>Journal of Local Governance and Innovation</strong><br /><strong>ISSN 3027-8120 (Print)</strong><br /><strong>ISSN 2673-0405 (Online)<br /></strong></p> <p>วารสารมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสตีพิมพ์เผยแพร่บทความคุณภาพเฉพาะบทความวิจัยและบทความวิชาการเท่านั้น โดยเป็นทั้งบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษ ในสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ด้านการปกครองและกฎหมายท้องถิ่น การบริหารจัดการ นวัตกรรมการบริหารและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น</p> <p>โดยบทความทุกเรื่องต้องมีความเกี่ยวข้องกับ การเมือง การปกครอง การบริหารรัฐกิจ นโยบายสาธารณะ การจัดการภาครัฐ การบริหารจัดการหรือการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงประเด็นสมัยใหม่ เช่น Local Governance, Digital Governance, Public Policy, Community Development, Administrative Innovation และ GovTech<br /><br />วารสารกำหนดเผยแพร่วารสาร ฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) / (January – April)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) / (May – August)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม) / (September – December)<br /><br />ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ<br /><br />รับตีพิมพ์บทความ ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ<br />เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ<br /><br />ทั้งนี้ วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) โดยขอเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ ดังนี้<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาไทย 5,000 บาท/ บทความ<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 6,000 บาท/ บทความ<br /><br /><strong>คำชี้แจง</strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br />1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br />1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ (<a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/author_instruction">Click</a>)<br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ <br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล jlgisrru@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน<br /><br /><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> th-TH jlgisrru@srru.ac.th (Asst. Prof. Dr.Wanchai Suktam) jlgisrru@srru.ac.th (Asst. Prof. Dr.Wanchai Suktam) Fri, 24 Apr 2026 18:27:11 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัญหาและแนวทางการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/298432 <p>การวิจัยเรื่อง “ปัญหาและแนวทางการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน” มีวัตถุประสงค์เพื่อ <br />1) ศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหาการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่นำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาการออกโฉนดที่ดิน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักนิติธรรม หลักความเป็นธรรม และ<br />หลักธรรมาภิบาล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารและการวิจัยเชิงกฎหมาย ร่วมกับการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน ได้แก่ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ โดยดำเนินการในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเดือน ธันวาคม 2568</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินยังประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง อันเกิดจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบที่ขาดความชัดเจน ความล่าช้าและความซ้ำซ้อนของกระบวนการดำเนินงาน การขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่ทั่วถึง ส่งผลให้เกษตรกรขาดความมั่นคงในสิทธิการถือครองที่ดินและเกิดความไม่เป็นธรรมในเชิงการบริหารจัดการ ปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาประกอบด้วยการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้มีความสอดคล้องและชัดเจน การพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดินแบบบูรณาการโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการเสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมควรมุ่งยกระดับประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความเป็นธรรมของกระบวนการออกโฉนดที่ดิน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิทธิในที่ดินและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว</p> นพฉัต สุดเกษม, สืบพงศ์ สุขสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/298432 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 ยุทธศาสตร์การพัฒนาสมรรถนะองค์กรสำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297658 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาสมรรถนะองค์กรและพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาสมรรถนะองค์กรสำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 80 รูป/คน การพัฒนาเครื่องมือวัดจากผู้เชี่ยวชาญ 31 คน และดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบวัดสมรรถนะองค์กร เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากร พศ. 418 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมสมรรถนะองค์กรอยู่ในระดับดี (= 4.05, S.D. = 0.62) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า องค์กรยังเผชิญความท้าทายและช่องว่างสมรรถนะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความเปราะบางเชิงจริยธรรม ช่องว่างทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง และภาวะผู้นำเชิงรับ ผู้วิจัยได้พัฒนายุทธศาสตร์ BUILD ประกอบด้วย 5 มิติ ดังนี้ 1) B–Becoming: การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 2) U–Uplifting: การยกระดับวัฒนธรรมองค์กร 3) I–Improving: การพัฒนาสมรรถนะบุคคล 4) L–Leading: การเสริมสร้างผู้นำเชิงรุก และ 5) D–Developing: การพัฒนาศักยภาพองค์กร ยุทธศาสตร์นี้เป็นกลไกเชิงระบบในการปิดช่องว่างสมรรถนะ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงาน และสนับสนุนการบริหารจัดการกิจการพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน</p> พระมหาวชิรวิทย์ ยางไชย, ฉลอง พันธุ์จันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297658 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการอัตลักษณ์ชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างสรรค์การท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมพื้นที่ศึกษาทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297381 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดการอัตลักษณ์ชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พื้นที่ศึกษาทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 55 คน จาก 5 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นำและแกนนำชุมชน กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลุ่มผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ตัวแทนนักท่องเที่ยวและเครือข่ายภาคส่วนอื่น ๆ โดยใช้การเลือกแบบเจาะจงบนเกณฑ์ 3 ประการ คือ มีบทบาทโดยตรงต่อการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ทะเลบัวแดง (2) มีความรู้และประสบการณ์ในประเด็นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี และ (3) ยินยอมเข้าร่วมกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และเวทีปฏิบัติการร่วมกันหลายรอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์เชิงประเด็น และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยเทคนิคสามเส้าใน 3 มิติ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนทะเลบัวแดงมีอัตลักษณ์ชุมชนใน 3 มิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ มิติทรัพยากรธรรมชาติหนองหาน มิติทุนวัฒนธรรมและความเชื่อตำนานผาแดง - นางไอ่ และมิติภูมิปัญญาวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ชุมชนสามารถแปลงอัตลักษณ์ดังกล่าวสู่ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ 4 ประเภท ได้แก่ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา และโฮมสเตย์มาตรฐานชุมชน โดยไม่มีไม่การลดทอนคุณค่าดั้งเดิมของท้องถิ่น นอกจากนี้ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนพัฒนาขึ้นจากระดับการรับรู้สู่ระดับการตัดสินใจและการประเมินผลร่วมกันครบทั้ง 4 มิติของการมีส่วนร่วม คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล โดยมีหลักฐานรูปธรรมจากการจัดตั้งคณะทำงานการท่องเที่ยวชุมชน การร่างกติกาชุมชนบนฐานความเชื่อดั้งเดิม และการพัฒนาระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ที่โปร่งใส พร้อมกันนี้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา โดยผลิตภัณฑ์และกลไกการจัดการที่พัฒนาขึ้นได้รับการบรรจุเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยจึงเสนอให้ยกระดับกลไกการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาท้องถิ่นและนโยบายระดับจังหวัดอย่างชัดเจน โดยใช้ทุนวัฒนธรรมและความเชื่อเป็นฐานในการออกแบบกติกาชุมชนร่วมสมัย และส่งเสริมบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะคู่ร่วมพัฒนาทั้งในมิติองค์ความรู้และกระบวนการ</p> สุรพงษ์ แสงเรณู, ณัฏฐนันธ์ สุวรรณวงก์, ปานฤทัย พุทธทองศรี, วิศิษฐ์ศิริ ชูสกุล, อรวรรณ เจริญรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297381 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 ศักยภาพการวางแผนการจัดการไฟป่าของอาสาสมัครในชุมชนเกษตรบนพื้นที่สูง: กรณีศึกษาบ้านแม่ลานคำ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297184 <p>การเกิดฝุ่นละออง PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับไฟป่าและวิถีการดำรงชีพของชุมชนพื้นที่สูงที่มีเกษตรเป็นฐาน การวางแผนของชุมชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการกับปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และสถานการณ์จริง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทการวางแผนการจัดการไฟป่าในชุมชนเกษตรบนพื้นที่สูง และประเมินศักยภาพของอาสาสมัครในการวางแผนการจัดการไฟป่า โดยใช้บ้านแม่ลานคำ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นกรณีศึกษา ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มและแบบสอบถามจากอาสาสมัครควบคุมไฟป่าจำนวน 14 คน วิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ และวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) บริบทการวางแผนการจัดการไฟป่าด้านการจัดทำแผนเพื่อการเชื่อมโยงการทำงานประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ การจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ การกำหนดโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและอาสาสมัครอย่างชัดเจน การบังคับใช้กฎหรือข้อตกลงที่ชุมชนยอมรับร่วมกัน และการทบทวนผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ด้านการวางแผนการจัดการ ฯ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงานครอบคลุม 3 ประเด็น ได้แก่ การสืบทอดบทบาทแกนนำ การพัฒนาคนรุ่นใหม่เป็นแกนนำ และการจัดทำระบบติดตามและรายงานผลในระยะยาว (2) ผลการประเมินศักยภาพโดยรวมพบว่า อาสาสมัครมีศักยภาพในการวางแผนการจัดการไฟป่าอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=3.98) โดยมีศักยภาพด้านการจัดทำแผนเพื่อเชื่อมโยงการทำงานสูงกว่าด้านการสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นกรอบเชิงปฏิบัติในการยกระดับการวางแผนการจัดการไฟป่าโดยชุมชนให้มีความเชื่อมโยงเชิงระบบระหว่างภาครัฐและประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างกลไกการสืบทอดบทบาทแกนนำและระบบติดตามผลเพื่อรองรับการดำเนินงานในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปภพ จี้รัตน์, พงศกร กาวิชัย, เกศสุดา สิทธิสันติ, จริยา โกเมนต์, พิชญ์ จิตต์ภักดี, สิทธิชัย ธรรมขัน, กริช สุริยะชัยพันธ์, สมคิด แก้วทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297184 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการทรัพยากรน้ำเชิงบูรณาการกับความท้าทายจากการบุกรุกพื้นที่ชลประทาน:บทเรียนจากลุ่มน้ำปากพนังสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อความยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296774 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการบุกรุกพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำปากพนัง 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงบูรณาการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและกระบวนการมีส่วนร่วม 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำปากพนังที่พัฒนาขึ้นไปใช้อย่างยั่งยืน เป็นวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology) โดยแบ่งกระบวนการศึกษาออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์กฎหมายและนโยบาย การศึกษาผลกระทบจากการบุกรุกพื้นที่ การพัฒนารูปแบบด้วยเทคนิคเดลฟาย และการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการน้ำ ผลการวิจัยพบว่า 1) ลุ่มน้ำปากพนังเป็นระบบนิเวศที่สำคัญทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ประสบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ชลประทาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ที่ดินไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้เกิดปัญหาน้ำเค็มรุก น้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก 2) ควรมีการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ และการสร้างระบบข้อมูลกลาง รวมทั้งกำหนดนโยบายการจัดการน้ำของไทยอย่างเหมาะสม โดยสามารถเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จะช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3) การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนได้ข้อสรุป 8 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนเชิงกลยุทธ์และระบบลุ่มน้ำเดียว (2) การมีส่วนร่วมของชุมชน (3) การจัดการน้ำแบบบูรณาการ (4) การบริหารตามบริบทพื้นที่ (5) การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลวิทยาศาสตร์ (6) ภาวะผู้นำเชิงรุก (7) การจัดการเชิงพฤติกรรมและจิตวิทยาสังคม (8) นโยบายและกฎหมายเพื่อความยั่งยืน รูปแบบนี้เน้นการใช้ข้อมูลจริง การมีส่วนร่วมและการประเมินผลแบบต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่โปร่งใส ยืดหยุ่นและตรวจสอบได้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำปากพนังควรขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชน บนฐานข้อมูลเดียวกันโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อคาดการณ์และบริหารจัดการเชิงรุกและเสริมสร้าง “ธรรมาภิบาลน้ำ” ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน</p> ก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว, รุ่งรัตนา เจริญจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296774 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบ “ชุมชนกรุณา” ในบริบทการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะท้ายและครอบครัวในระบบบริการแบบประคับประคองขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาชุมชนกรุณาโดยเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296682 <p>การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อรวบรวม วิเคราะห์องค์ความรู้เรื่องชุมชนกรุณาจากการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะท้ายและครอบครัวในระบบบริการแบบประคับประคองในระดับชุมชน และศึกษาเทียบเคียงกับแนวทางการพัฒนาชุมชนกรุณาในรัฐเกราลา ประเทศอินเดีย 2) เพื่อสังเคราะห์รูปแบบแนวทางชุมชนกรุณาสำหรับชุมชนภาคอีสานตอนบน และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะต่อแนวทางการสร้างชุมชนกรุณาที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆในชุมชน รวบรวมข้อมูลโดยสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจงและสนทนากลุ่มกับผู้มีบทบาทหลักในเครือข่ายอาสาชุมชนกรุณาโดยเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 36 คน ประกอบด้วย 1) กลุ่มแกนนำหลักกลุ่มจิตอาสาเมืองน้ำดำ และผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 2) กลุ่มภาคีหลัก ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม หน่วยดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ หน่วยปฐมภูมิในเครือข่ายโรงพยาบาลกาฬสินธุ์และเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ประธานชุมชน ภาคธุรกิจเอกชนและองค์การกุศล และ 3) กลุ่มจิตอาสาจากครอบครัวผู้ป่วยฯที่ได้รับบริการ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ผลศึกษาพบว่า เครือข่ายอาสาสอดคล้องทั้งกับคุณลักษณะสำคัญของชุมชนกรุณา 9 ประการและหน้าที่ทางสังคมและการเมืองการปกครองของกฎบัตรเมืองกรุณา 5 ประการ มีนวัตกรรมศูนย์เรียนรู้ชุมชนกรุณาเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ทำหน้าที่เสมือน “องค์กรรณรงค์ สนับสนุน” แต่พบข้อจำกัดคือ รูปแบบการทำงานเป็นเชิงรับ ยังไม่มีกลไกสร้างการมีส่วนร่วมกับเยาวชน อาจส่งผลต่อการขยายบริการและประสิทธิภาพการบริการในอนาคต ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติคือ ยึดหลักการทำงานโปร่งใส บริหารจัดการตามหลัก SMART พัฒนาหลักสูตรอบรมจิตอาสาตามบริบทวัฒนธรรม และจัดระบบนิเวศชุมชนเอื้อให้เกิดสุขภาวะดีและยั่งยืน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นควรจัดโครงสร้างและมีกลไกเพื่อสร้างการรับรู้และระดมทรัพยากรสนับสนุน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม สร้างความเข็มแข็งของชุมชน</p> จิรพรรณ นฤภัทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296682 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 จากผู้กระทำความผิดสู่การฟื้นฟูให้รู้แจ้ง: พุทธนวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับทักษะแห่งสัมมาชีพของผู้กระทำผิดซ้ำเพื่อฟื้นคืนกลับสู่ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณในภาคอีสานตอนล่าง กลุ่ม 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296404 <p>ภาคอีสานตอนล่าง กลุ่ม 2 ถูกจัดเป็นพื้นที่วิกฤติ เนื่องจากช่วง พ.ศ. 2560–2564 พบคดีความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหายรวม 64,676 คดี จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟู เยียวยา และลดการกระทำผิดซ้ำ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2564) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินสถานการณ์ความผิดทางอาญาที่เกิดจากความพลาดพลั้ง พลัดหลง พลัดตก พลัดพราก และกระทำความผิดซ้ำของกลุ่มเปราะบางที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัด ในภาคอีสานตอนล่าง กลุ่ม 2 (2) ออกแบบพุทธนวัตกรรมเพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะแห่งสัมมาชีพของผู้กระทำผิดซ้ำเพื่อฟื้นคืนความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ และ (3) ถ่ายทอดนวัตกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายและขยายผล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนาแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างแบบโควตา 1,536 คน และเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 40 คน ประเมินนวัตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ 13 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา PNI<sub>modified </sub>สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ข้อมูลเชิงคุณภาพตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีสามเส้า ผลการวิจัยชี้ว่า การยกระดับสัมมาชีพเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำควรทำแบบองค์รวม บูรณาการพุทธธรรมกับสังคมศาสตร์ การศึกษา และจิตวิทยา นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากการวิจัย คือ “รูปแบบพุทธนวัตกรรมการคืนคนดีสู่สังคม” 3 มิติ คือ (1) พุทธธรรม พัฒนาจิตและศีลธรรมเป็นฐานสัมมาชีพ (2) การเรียนรู้ทางสังคม แบบอย่างที่ดี ระบบพี่เลี้ยง และชุมชนการเรียนรู้ และ (3) ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ เสริมพลังใจ ความหมายชีวิต และคุณค่าในตน ผลผลิตสำคัญ คือ แนวทางฟื้นฟูผู้กระทำผิดซ้ำ ระบบสารสนเทศเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และองค์ความรู้ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ</p> สมชัย แสนภูมี, วรเชษฐ์ โทอื้น, วีรนุช พรมจักร์, อิทธิพล ป้องทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296404 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการการผลิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์คุกกี้น้ำพริกกุ้งเสียบแป้งกล้วยหิน อำเภอยะหา จังหวัดยะลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296171 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยนำเข้าและกระบวนการบริหารจัดการการผลิตคุกกี้น้ำพริกกุ้งเสียบแป้งกล้วยหิน 2) พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการการผลิต และ 3) วิเคราะห์ผลลัพธ์ของการบริหารจัดการดังกล่าว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากกลุ่มแปรรูปอาหารฮาลาลในอำเภอยะหา ด้วยการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างโดยการพรรณนาวิเคราะห์ และการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย การขยายผลนวัตกรรมกระบวนการผลิตแป้งกล้วยและผลิตภัณฑ์จากแป้งกล้วยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กลุ่มเกษตรกรและธุรกิจชุมชนอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก บพท. และได้รับรางวัลทั้งในระดับชาติและในพื้นที่ ได้แก่ รางวัลเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ รางวัลกิจกรรมการลงพื้นที่จริง และรางวัลนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ทั้งยังได้รับการคุ้มครองอนุสิทธิบัตรสำหรับผลิตภัณฑ์คุกกี้แป้งกล้วยหินน้ำพริกกุ้งเสียบ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยนำเข้าประกอบด้วยแรงงานที่มีสมรรถนะระดับ 7 วัตถุดิบกล้วยหินที่ได้รับการรับรองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เทคโนโลยีการผลิตอาหารสุขภาพจากแป้งกล้วยหิน ทุนในพื้นที่ และข้อมูลการตลาดออนไลน์ 2) นวัตกรรมการบริหารจัดการมุ่งใช้ระบบสื่อสารและข้อมูลดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ3) ผลลัพธ์สะท้อนว่าการใช้กล้วยหินตกเกรดพัฒนาเป็นแป้งกล้วยและผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการนวัตกรรมอาหารชุมชนที่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน</p> ย่าร่อนะ ศรีอาหมัด, รอมลี เจะดอเลาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296171 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 แบบจำลองสมการโครงสร้างเพื่อทำนายผลสัมฤทธิ์การสื่อสารของนักเล่าเรื่องชุมชน : กรณีศึกษา โอทอปนวัตวิถีจังหวัดร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296163 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยคุณลักษณะของนักเล่าเรื่องชุมชนกับผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสาร งานวิจัยชิ้นนี้ใช้การศึกษาเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย ประชากรเป็นวิสาหกิจชุมจำนวน 770 คนใน 20 อำเภอของจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 360 คนซึ่งมาจากการคำนวณตัวแปรสังเกตได้ 18 ตัวแปร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ตัวแบบสมการเชิงโครงสร้าง โดยมีการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของโมเดลการวัด การตรวจสอบความสอดคล้องตัวแบบสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อมและอิทธิพลรวม ผลการวิจัยาพบว่า การถดถอยพหุคูณ ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจในสังคมและวัฒนธรรมและทัศนคติของผู้พูดสามารถพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสารได้ร้อยละ 56.5 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการประเมินความพอดีของแบบจำลอง (Model Fit Indices) แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<sup>2</sup>/df =0.930, GFI = 0.964, CFI =1.000, RMSEA) = 0.000) ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง ทางอ้อมและอิทธิพลรวม แสดงให้เห็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสาร โดยการเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมมีอิทธิพลทางตรงสูงสุดต่อผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสาร (β =090**, p &lt; 0.01) และทัศนคติของนักเล่าเรื่องมีอิทธิพลทางตรงที่ส่งผลรองลงมา (β =059*, p &lt; 0.05) ในด้านอิทธิพลรวมพบว่า การเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์การสื่อสารอย่างมีนัยสำคัญ (β =074*, p &lt; 0.05) ข้อเสนอแนะในการใช้ประโยชน์ได้นำเสนอต่อกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ควรจัดทำคู่มือมาตรฐานสำหรับนักเล่าเรื่องชุมชน มีการฝึกอบรมตลอดจนสร้างระบบรับรองผู้ฝึกสอนการเล่าเรื่อง ชุมชน ควรจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นประจำชุมชนแต่ละชุมชน หลังจากนั้นให้ภาครัฐเป็นเจ้าภาพในการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนและระหว่างนักเล่าเรื่องด้วยกัน ภาคเอกชนและหน่วยธุรกิจในพื้นที่ควรยกระดับการสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับชุมชนโดยใช้หลักการการพึ่งพาอาศัยกัน เช่น จัดตั้งพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าให้มีความถี่มากขึ้นและจัดนักเล่าเรื่องชุมชนมาประจำจุดขายในช่วงวันหยุด หรือผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมยังสามารถเชิญนักเล่าเรื่องชุมชนไปจัดกิจกรรมร่วมกับแขกผู้มาพักได้</p> ชินวัตร เชื้อสระคู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296163 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในจังหวัดตรัง : การวิเคราะห์ตามทฤษฎีแรงจูงใจสองปัจจัยของ Herzberg https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296156 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในเขตพื้นที่จังหวัดตรัง (2) เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในเขตพื้นที่จังหวัดตรัง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อยกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซี่งเป็นข้าราชการสัสดีในจังหวัดตรัง จำนวน 30 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยอนามัย โดยปัจจัยจูงใจที่มีผลสูง ได้แก่ ความสำเร็จของงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ความก้าวหน้าในงาน ความรับผิดชอบ และลักษณะของงาน ขณะที่ปัจจัยอนามัยที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายการบริหาร การควบคุมบังคับบัญชา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และผลตอบแทน ส่วนสภาพแวดล้อมทางกายภาพมีผลค่อนข้างน้อย งานวิจัยเสนอแนวทางการเพิ่มแรงจูงใจเชิงบูรณาการ 3 มิติ ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบในการพัฒนานโยบายและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> วิสุทธิณี ธานีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296156 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรมและโยธาตามแผนพัฒนาท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296150 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความโปร่งใส การป้องกันการทุจริต และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามแผนพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1.เพื่อจัดทำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเกี่ยวกับแผนพัฒนาท้องถิ่นและการบริหารความเสี่ยงด้านอุตสาหกรรมและโยธา 2.เพื่อออกแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับหน่วยงานของรัฐในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นด้านอุตสาหกรรมและโยธา 3.เพื่อประเมินและเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรมและโยธาตามแผนพัฒนาท้องถิ่น การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนใน 4 จังหวัดตัวแทนแต่ละภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช กรอบแนวคิดที่ใช้ประกอบการวิจัย ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชน หลักธรรมาภิบาล การพัฒนาท้องถิ่นด้านอุตสาหกรรมและโยธา การประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า วัตถุประสงค์ที่ 1: พบว่า ขั้นตอนของการพิจารณาการกลั่นกรองโครงการและการจัดลำดับความสำคัญของโครงการเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทุจริตเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรองและเรียงลำดับความสำคัญของโครงการ และควรมีการจัดทำจัดทำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเกี่ยวกับแผนพัฒนาท้องถิ่นร่วมด้วย วัตถุประสงค์ที่ 2: พบว่า การออกแบบการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลแพลตฟอร์มจะต้องออกแบบเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสลดปัญหาการทุจริตตามหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ การระบุรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง ขอบเขตงาน (TOR) งบประมาณ และสถานะโครงการ ซึ่งช่วยลดโอกาสการทุจริตและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงาน วัตถุประสงค์ที่ 3: พบว่า ข้อเสนอแนะจากผู้ใช้และผู้ประเมินมุ่งไปที่การเพิ่มฟังก์ชันเสริม เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐแบบเปิด (Open Government Data) การประยุกต์ใช้ Blockchain เพื่อความโปร่งใส การสร้างเวทีประชาคมเสมือนจริง (Virtual Town Hall)</p> รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน, มนตรี พานิชยานุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296150 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์ และประชาชนชาวไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296149 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความพึงพอใจของพระสงฆ์และประชาชนชาวไทยที่มีต่อประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย และ 2. เสนอแนะในการพัฒนาประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 37 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพระสงฆ์ 5,711 รูป และกลุ่มประชาชนทั่วไป 7,834 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ลักษณะของแบบสอบถามทั้งปลายปิดและปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Analysis) กับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งผู้บริหารจังหวัด พระสังฆาธิการ ประชาชนและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ จังหวัดละ 4 รูปหรือคน รวมทั้งสิ้น 148 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. คณะสงฆ์ไทยมีความพึงพอใจต่อประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.11, S.D.= 0.74) เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยที่มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.06, S.D.= 0.73) โดยทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจในระดับมากในทุกด้านที่ประเมิน 7 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผู้เข้ารับการฝึกอบรม 2) ด้านเนื้อหาและหลักสูตร 3) ด้านกระบวนการฝึกอบรม 4) ด้านวิทยากร 5) ด้านสภาพแวดล้อม 6) ด้านการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย และ 7) ด้านการบริหารจัดการ และ 2. ข้อเสนอแนะในการพัฒนาประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรย่อยที่จำเพาะเจาะจงตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ 2) การพัฒนาสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น การใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นการปฏิบัติจริงและกิจกรรมกลุ่ม 3) การพัฒนาศักยภาพวิทยากรผู้สอนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านทักษะการสอนและเทคโนโลยี 4) การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครหรือพี่เลี้ยงเพื่อติดตามและให้คำแนะนำแก่ผู้ผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง และ 5) การผลักดันให้เป็นนโยบายสำคัญของคณะสงฆ์และหน่วยงานราชการเพื่อการขยายผลอย่างยั่งยืน</p> พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ), พระเมธีวัชรประชาทร (ประยูร นนฺทิโย), พระครูเมธีสิริธรรมบัณฑิต (ปัญญา ปญฺญาสิริ), สุรพล สุยะพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296149 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเยาวชนสู่สังคมคุณธรรมด้วยการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296148 <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาเยาวชนสู่สังคมคุณธรรมด้วยการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปของคุณธรรมดิจิทัลและการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของเยาวชน 2) พัฒนากระบวนการเสริมสร้างทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม และ 3) เสนอแนวทางเชิงกระบวนการในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การวิจัยใช้ระเบียบ</p> <p>วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการร่วมกันระหว่างหลักสูตรการพัฒนาธุรกิจและทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ และหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กลุ่มเป้าหมาย คือ เยาวชนจากโรงเรียน 6 แห่ง ในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี รวมผู้เข้าร่วม 480 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามก่อน–หลัง แบบสังเกตพฤติกรรม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบความแตกต่าง และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบองค์รวม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เยาวชนมีคุณธรรมดิจิทัลอยู่ในระดับปานกลางถึงดี แต่ยังขาดการนำไปใช้ในสถานการณ์จริง และมีความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในระดับพื้นฐาน หลังเข้าร่วมกิจกรรม คะแนนเฉลี่ยด้านคุณธรรมดิจิทัลและการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยเด่นชัดในมิติความรับผิดชอบ การตระหนักรู้ความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การเชื่อมโยงคุณธรรมกับสถานการณ์ไซเบอร์ และการเกิดพฤติกรรมป้องกันภัยดิจิทัล</p> <p> องค์ความรู้ใหม่ คือ โมเดลการพัฒนาเยาวชนสู่พลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความรู้พื้นฐาน การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการเสริมพลังเครือข่ายการเรียนรู้ ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบเชิงกระบวนการในการพัฒนาเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน</p> วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ, บุษกร วัฒนบุตร, ตระกูล จิตวัฒนากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296148 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700