วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU <p><strong>วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น</strong><br /><strong>Journal of Local Governance and Innovation</strong><br /><strong>ISSN 3027-8120 (Print)</strong><br /><strong>ISSN 2673-0405 (Online)<br /></strong></p> <p>วารสารมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสตีพิมพ์เผยแพร่บทความคุณภาพเฉพาะบทความวิจัยและบทความวิชาการเท่านั้น โดยเป็นทั้งบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษ ในสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ด้านการปกครองและกฎหมายท้องถิ่น การบริหารจัดการ นวัตกรรมการบริหารและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น</p> <p>โดยบทความทุกเรื่องต้องมีความเกี่ยวข้องกับ การเมือง การปกครอง การบริหารรัฐกิจ นโยบายสาธารณะ การจัดการภาครัฐ การบริหารจัดการหรือการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงประเด็นสมัยใหม่ เช่น Local Governance, Digital Governance, Public Policy, Community Development, Administrative Innovation และ GovTech<br /><br />วารสารกำหนดเผยแพร่วารสาร ฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) / (January – April)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) / (May – August)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม) / (September – December)<br /><br />ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ<br /><br />รับตีพิมพ์บทความ ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ<br />เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ<br /><br />ทั้งนี้ วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) โดยขอเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ ดังนี้<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาไทย 5,000 บาท/ บทความ<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 6,000 บาท/ บทความ<br /><br /><strong>คำชี้แจง</strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br />1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br />1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ (<a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/author_instruction">Click</a>)<br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ <br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล jlgisrru@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน<br /><br /><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> th-TH jlgisrru@srru.ac.th (Asst. Prof. Dr.Wanchai Suktam) jlgisrru@srru.ac.th (Asst. Prof. Dr.Wanchai Suktam) Fri, 24 Apr 2026 18:27:11 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตเชิงรุกสำหรับบุคลากรในโรงพยาบาล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296217 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายสุขภาวะทางจิตสำหรับบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน และวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาวะทางจิตของบุคลากรปฏิบัติงานในโรงพยาบาลซึ่งปฏิบัติงานภายใต้บริบทการทำงานที่มีความกดดันเชิงระบบสูง อันเนื่องมาจากการปฏิบัติงานตามระบบกะการทำงาน (Shift Work) นอกจากนั้นยังต้องประสบกับภาระงานที่ต้องอาศัยความทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟและความเครียดเรื้อรังสูงกว่าปกติ</p> <p> อย่างไรก็ตาม มาตรการดูแลสุขภาพจิตที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นการดูแลในเชิงรับ และอาจมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึง จึงยังไม่สอดคล้องอย่างเต็มที่กับความต้องการในการดูแลและจัดการสุขภาพจิตด้วยตนเองเชิงรุกในบริบทของสังคมดิจิทัล ดังนั้นนวัตกรรมสำหรับองค์กรไทยที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิตเชิงรุกสำหรับบุคลากรในโรงพยาบาลจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมรูปแบบ"Micro-intervention" ที่สั้นและใช้ได้ทันที นวัตกรรมนี้แบ่งการทำงานเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ภาวะปัญหา (2) การเริ่มต้นประเมินความเสี่ยงรายวัน (Initiation) (3) การมีส่วนร่วมผ่านโปรแกรมดูแลตนเอง (Engagement) การปรับตัวด้วยปุ่มปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ (Adaptation) และ (5) การบรรลุสุขภาวะที่ยั่งยืน เพื่อเป็นต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมการแพทย์</p> ยโสธรา แสนเขื่อน, บุษกร วัฒนบุตร, วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296217 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเยาวชนสู่สังคมคุณธรรมด้วยการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296148 <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาเยาวชนสู่สังคมคุณธรรมด้วยการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปของคุณธรรมดิจิทัลและการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของเยาวชน 2) พัฒนากระบวนการเสริมสร้างทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม และ 3) เสนอแนวทางเชิงกระบวนการในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การวิจัยใช้ระเบียบ</p> <p>วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการร่วมกันระหว่างหลักสูตรการพัฒนาธุรกิจและทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ และหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กลุ่มเป้าหมาย คือ เยาวชนจากโรงเรียน 6 แห่ง ในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี รวมผู้เข้าร่วม 480 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามก่อน–หลัง แบบสังเกตพฤติกรรม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบความแตกต่าง และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบองค์รวม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เยาวชนมีคุณธรรมดิจิทัลอยู่ในระดับปานกลางถึงดี แต่ยังขาดการนำไปใช้ในสถานการณ์จริง และมีความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในระดับพื้นฐาน หลังเข้าร่วมกิจกรรม คะแนนเฉลี่ยด้านคุณธรรมดิจิทัลและการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยเด่นชัดในมิติความรับผิดชอบ การตระหนักรู้ความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การเชื่อมโยงคุณธรรมกับสถานการณ์ไซเบอร์ และการเกิดพฤติกรรมป้องกันภัยดิจิทัล</p> <p> องค์ความรู้ใหม่ คือ โมเดลการพัฒนาเยาวชนสู่พลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความรู้พื้นฐาน การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการเสริมพลังเครือข่ายการเรียนรู้ ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบเชิงกระบวนการในการพัฒนาเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน</p> วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ, บุษกร วัฒนบุตร, ตระกูล จิตวัฒนากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296148 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์ และประชาชนชาวไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296149 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความพึงพอใจของพระสงฆ์และประชาชนชาวไทยที่มีต่อประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย และ 2. เสนอแนะในการพัฒนาประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 37 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพระสงฆ์ 5,711 รูป และกลุ่มประชาชนทั่วไป 7,834 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ลักษณะของแบบสอบถามทั้งปลายปิดและปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Analysis) กับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งผู้บริหารจังหวัด พระสังฆาธิการ ประชาชนและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ จังหวัดละ 4 รูปหรือคน รวมทั้งสิ้น 148 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. คณะสงฆ์ไทยมีความพึงพอใจต่อประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.11, S.D.= 0.74) เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยที่มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.06, S.D.= 0.73) โดยทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจในระดับมากในทุกด้านที่ประเมิน 7 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผู้เข้ารับการฝึกอบรม 2) ด้านเนื้อหาและหลักสูตร 3) ด้านกระบวนการฝึกอบรม 4) ด้านวิทยากร 5) ด้านสภาพแวดล้อม 6) ด้านการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย และ 7) ด้านการบริหารจัดการ และ 2. ข้อเสนอแนะในการพัฒนาประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรย่อยที่จำเพาะเจาะจงตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ 2) การพัฒนาสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น การใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นการปฏิบัติจริงและกิจกรรมกลุ่ม 3) การพัฒนาศักยภาพวิทยากรผู้สอนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านทักษะการสอนและเทคโนโลยี 4) การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครหรือพี่เลี้ยงเพื่อติดตามและให้คำแนะนำแก่ผู้ผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง และ 5) การผลักดันให้เป็นนโยบายสำคัญของคณะสงฆ์และหน่วยงานราชการเพื่อการขยายผลอย่างยั่งยืน</p> พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ), พระเมธีวัชรประชาทร (ประยูร นนฺทิโย), พระครูเมธีสิริธรรมบัณฑิต (ปัญญา ปญฺญาสิริ), สุรพล สุยะพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296149 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในจังหวัดตรัง : การวิเคราะห์ตามทฤษฎีแรงจูงใจสองปัจจัยของ Herzberg https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296156 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในเขตพื้นที่จังหวัดตรัง (2) เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในเขตพื้นที่จังหวัดตรัง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อยกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซี่งเป็นข้าราชการสัสดีในจังหวัดตรัง จำนวน 30 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยอนามัย โดยปัจจัยจูงใจที่มีผลสูง ได้แก่ ความสำเร็จของงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ความก้าวหน้าในงาน ความรับผิดชอบ และลักษณะของงาน ขณะที่ปัจจัยอนามัยที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายการบริหาร การควบคุมบังคับบัญชา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และผลตอบแทน ส่วนสภาพแวดล้อมทางกายภาพมีผลค่อนข้างน้อย งานวิจัยเสนอแนวทางการเพิ่มแรงจูงใจเชิงบูรณาการ 3 มิติ ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบในการพัฒนานโยบายและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> วิสุทธิณี ธานีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296156 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 แบบจำลองสมการโครงสร้างเพื่อทำนายผลสัมฤทธิ์การสื่อสารของนักเล่าเรื่องชุมชน : กรณีศึกษา โอทอปนวัตวิถีจังหวัดร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296163 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยคุณลักษณะของนักเล่าเรื่องชุมชนกับผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสาร งานวิจัยชิ้นนี้ใช้การศึกษาเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย ประชากรเป็นวิสาหกิจชุมจำนวน 770 คนใน 20 อำเภอของจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 360 คนซึ่งมาจากการคำนวณตัวแปรสังเกตได้ 18 ตัวแปร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ตัวแบบสมการเชิงโครงสร้าง โดยมีการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของโมเดลการวัด การตรวจสอบความสอดคล้องตัวแบบสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อมและอิทธิพลรวม ผลการวิจัยาพบว่า การถดถอยพหุคูณ ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจในสังคมและวัฒนธรรมและทัศนคติของผู้พูดสามารถพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสารได้ร้อยละ 56.5 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการประเมินความพอดีของแบบจำลอง (Model Fit Indices) แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<sup>2</sup>/df =0.930, GFI = 0.964, CFI =1.000, RMSEA) = 0.000) ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง ทางอ้อมและอิทธิพลรวม แสดงให้เห็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสาร โดยการเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมมีอิทธิพลทางตรงสูงสุดต่อผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสาร (β =090**, p &lt; 0.01) และทัศนคติของนักเล่าเรื่องมีอิทธิพลทางตรงที่ส่งผลรองลงมา (β =059*, p &lt; 0.05) ในด้านอิทธิพลรวมพบว่า การเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์การสื่อสารอย่างมีนัยสำคัญ (β =074*, p &lt; 0.05) ข้อเสนอแนะในการใช้ประโยชน์ได้นำเสนอต่อกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ควรจัดทำคู่มือมาตรฐานสำหรับนักเล่าเรื่องชุมชน มีการฝึกอบรมตลอดจนสร้างระบบรับรองผู้ฝึกสอนการเล่าเรื่อง ชุมชน ควรจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นประจำชุมชนแต่ละชุมชน หลังจากนั้นให้ภาครัฐเป็นเจ้าภาพในการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนและระหว่างนักเล่าเรื่องด้วยกัน ภาคเอกชนและหน่วยธุรกิจในพื้นที่ควรยกระดับการสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับชุมชนโดยใช้หลักการการพึ่งพาอาศัยกัน เช่น จัดตั้งพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าให้มีความถี่มากขึ้นและจัดนักเล่าเรื่องชุมชนมาประจำจุดขายในช่วงวันหยุด หรือผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมยังสามารถเชิญนักเล่าเรื่องชุมชนไปจัดกิจกรรมร่วมกับแขกผู้มาพักได้</p> ชินวัตร เชื้อสระคู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296163 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการการผลิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์คุกกี้น้ำพริกกุ้งเสียบแป้งกล้วยหิน อำเภอยะหา จังหวัดยะลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296171 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยนำเข้าและกระบวนการบริหารจัดการการผลิตคุกกี้น้ำพริกกุ้งเสียบแป้งกล้วยหิน 2) พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการการผลิต และ 3) วิเคราะห์ผลลัพธ์ของการบริหารจัดการดังกล่าว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากกลุ่มแปรรูปอาหารฮาลาลในอำเภอยะหา ด้วยการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างโดยการพรรณนาวิเคราะห์ และการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย การขยายผลนวัตกรรมกระบวนการผลิตแป้งกล้วยและผลิตภัณฑ์จากแป้งกล้วยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กลุ่มเกษตรกรและธุรกิจชุมชนอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก บพท. และได้รับรางวัลทั้งในระดับชาติและในพื้นที่ ได้แก่ รางวัลเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ รางวัลกิจกรรมการลงพื้นที่จริง และรางวัลนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ทั้งยังได้รับการคุ้มครองอนุสิทธิบัตรสำหรับผลิตภัณฑ์คุกกี้แป้งกล้วยหินน้ำพริกกุ้งเสียบ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยนำเข้าประกอบด้วยแรงงานที่มีสมรรถนะระดับ 7 วัตถุดิบกล้วยหินที่ได้รับการรับรองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เทคโนโลยีการผลิตอาหารสุขภาพจากแป้งกล้วยหิน ทุนในพื้นที่ และข้อมูลการตลาดออนไลน์ 2) นวัตกรรมการบริหารจัดการมุ่งใช้ระบบสื่อสารและข้อมูลดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ3) ผลลัพธ์สะท้อนว่าการใช้กล้วยหินตกเกรดพัฒนาเป็นแป้งกล้วยและผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการนวัตกรรมอาหารชุมชนที่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน</p> ย่าร่อนะ ศรีอาหมัด, รอมลี เจะดอเลาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296171 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 จากผู้กระทำความผิดสู่การฟื้นฟูให้รู้แจ้ง: พุทธนวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับทักษะแห่งสัมมาชีพของผู้กระทำผิดซ้ำเพื่อฟื้นคืนกลับสู่ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณในภาคอีสานตอนล่าง กลุ่ม 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296404 <p>ภาคอีสานตอนล่าง กลุ่ม 2 ถูกจัดเป็นพื้นที่วิกฤติ เนื่องจากช่วง พ.ศ. 2560–2564 พบคดีความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหายรวม 64,676 คดี จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟู เยียวยา และลดการกระทำผิดซ้ำ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2564) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินสถานการณ์ความผิดทางอาญาที่เกิดจากความพลาดพลั้ง พลัดหลง พลัดตก พลัดพราก และกระทำความผิดซ้ำของกลุ่มเปราะบางที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัด ในภาคอีสานตอนล่าง กลุ่ม 2 (2) ออกแบบพุทธนวัตกรรมเพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะแห่งสัมมาชีพของผู้กระทำผิดซ้ำเพื่อฟื้นคืนความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ และ (3) ถ่ายทอดนวัตกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายและขยายผล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนาแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างแบบโควตา 1,536 คน และเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 40 คน ประเมินนวัตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ 13 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา PNI<sub>modified </sub>สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ข้อมูลเชิงคุณภาพตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีสามเส้า ผลการวิจัยชี้ว่า การยกระดับสัมมาชีพเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำควรทำแบบองค์รวม บูรณาการพุทธธรรมกับสังคมศาสตร์ การศึกษา และจิตวิทยา นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากการวิจัย คือ “รูปแบบพุทธนวัตกรรมการคืนคนดีสู่สังคม” 3 มิติ คือ (1) พุทธธรรม พัฒนาจิตและศีลธรรมเป็นฐานสัมมาชีพ (2) การเรียนรู้ทางสังคม แบบอย่างที่ดี ระบบพี่เลี้ยง และชุมชนการเรียนรู้ และ (3) ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ เสริมพลังใจ ความหมายชีวิต และคุณค่าในตน ผลผลิตสำคัญ คือ แนวทางฟื้นฟูผู้กระทำผิดซ้ำ ระบบสารสนเทศเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และองค์ความรู้ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ</p> สมชัย แสนภูมี, วรเชษฐ์ โทอื้น, วีรนุช พรมจักร์, อิทธิพล ป้องทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296404 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบ “ชุมชนกรุณา” ในบริบทการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะท้ายและครอบครัวในระบบบริการแบบประคับประคองขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาชุมชนกรุณาโดยเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296682 <p>การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อรวบรวม วิเคราะห์องค์ความรู้เรื่องชุมชนกรุณาจากการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะท้ายและครอบครัวในระบบบริการแบบประคับประคองในระดับชุมชน และศึกษาเทียบเคียงกับแนวทางการพัฒนาชุมชนกรุณาในรัฐเกราลา ประเทศอินเดีย 2) เพื่อสังเคราะห์รูปแบบแนวทางชุมชนกรุณาสำหรับชุมชนภาคอีสานตอนบน และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะต่อแนวทางการสร้างชุมชนกรุณาที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆในชุมชน รวบรวมข้อมูลโดยสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจงและสนทนากลุ่มกับผู้มีบทบาทหลักในเครือข่ายอาสาชุมชนกรุณาโดยเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 36 คน ประกอบด้วย 1) กลุ่มแกนนำหลักกลุ่มจิตอาสาเมืองน้ำดำ และผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 2) กลุ่มภาคีหลัก ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม หน่วยดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ หน่วยปฐมภูมิในเครือข่ายโรงพยาบาลกาฬสินธุ์และเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ประธานชุมชน ภาคธุรกิจเอกชนและองค์การกุศล และ 3) กลุ่มจิตอาสาจากครอบครัวผู้ป่วยฯที่ได้รับบริการ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ผลศึกษาพบว่า เครือข่ายอาสาสอดคล้องทั้งกับคุณลักษณะสำคัญของชุมชนกรุณา 9 ประการและหน้าที่ทางสังคมและการเมืองการปกครองของกฎบัตรเมืองกรุณา 5 ประการ มีนวัตกรรมศูนย์เรียนรู้ชุมชนกรุณาเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ทำหน้าที่เสมือน “องค์กรรณรงค์ สนับสนุน” แต่พบข้อจำกัดคือ รูปแบบการทำงานเป็นเชิงรับ ยังไม่มีกลไกสร้างการมีส่วนร่วมกับเยาวชน อาจส่งผลต่อการขยายบริการและประสิทธิภาพการบริการในอนาคต ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติคือ ยึดหลักการทำงานโปร่งใส บริหารจัดการตามหลัก SMART พัฒนาหลักสูตรอบรมจิตอาสาตามบริบทวัฒนธรรม และจัดระบบนิเวศชุมชนเอื้อให้เกิดสุขภาวะดีและยั่งยืน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นควรจัดโครงสร้างและมีกลไกเพื่อสร้างการรับรู้และระดมทรัพยากรสนับสนุน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม สร้างความเข็มแข็งของชุมชน</p> จิรพรรณ นฤภัทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296682 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มนํ้าปากพนังที่ได้รับผลกระทบจากการบุกรุกพื้นที่ชลประทานเพื่อความยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296774 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการบุกรุกพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำปากพนัง 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงบูรณาการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและกระบวนการมีส่วนร่วม 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำปากพนังที่พัฒนาขึ้นไปใช้อย่างยั่งยืน เป็นวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology) โดยแบ่งกระบวนการศึกษาออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์กฎหมายและนโยบาย การศึกษาผลกระทบจากการบุกรุกพื้นที่ การพัฒนารูปแบบด้วยเทคนิคเดลฟาย และการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการน้ำ ผลการวิจัยพบว่า 1) ลุ่มน้ำปากพนังเป็นระบบนิเวศที่สำคัญทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ประสบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ชลประทาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ที่ดินไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้เกิดปัญหาน้ำเค็มรุก น้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก 2) ควรมีการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ และการสร้างระบบข้อมูลกลาง รวมทั้งกำหนดนโยบายการจัดการน้ำของไทยอย่างเหมาะสม โดยสามารถเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จะช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3) การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนได้ข้อสรุป 8 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนเชิงกลยุทธ์และระบบลุ่มน้ำเดียว (2) การมีส่วนร่วมของชุมชน (3) การจัดการน้ำแบบบูรณาการ (4) การบริหารตามบริบทพื้นที่ (5) การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลวิทยาศาสตร์ (6) ภาวะผู้นำเชิงรุก (7) การจัดการเชิงพฤติกรรมและจิตวิทยาสังคม (8) นโยบายและกฎหมายเพื่อความยั่งยืน รูปแบบนี้เน้นการใช้ข้อมูลจริง การมีส่วนร่วมและการประเมินผลแบบต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่โปร่งใส ยืดหยุ่นและตรวจสอบได้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำปากพนังควรขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชน บนฐานข้อมูลเดียวกันโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อคาดการณ์และบริหารจัดการเชิงรุกและเสริมสร้าง “ธรรมาภิบาลน้ำ” ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน</p> ก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว, รุ่งรัตนา เจริญจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296774 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 ศักยภาพการวางแผนการจัดการไฟป่าของอาสาสมัครในชุมชนเกษตรบนพื้นที่สูง: กรณีศึกษาบ้านแม่ลานคำ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297184 <p>การเกิดฝุ่นละออง PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับไฟป่าและวิถีการดำรงชีพของชุมชนพื้นที่สูงที่มีเกษตรเป็นฐาน การวางแผนของชุมชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการกับปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และสถานการณ์จริง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทการวางแผนการจัดการไฟป่าในชุมชนเกษตรบนพื้นที่สูง และประเมินศักยภาพของอาสาสมัครในการวางแผนการจัดการไฟป่า โดยใช้บ้านแม่ลานคำ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นกรณีศึกษา ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มและแบบสอบถามจากอาสาสมัครควบคุมไฟป่าจำนวน 14 คน วิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ และวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) บริบทการวางแผนการจัดการไฟป่าด้านการจัดทำแผนเพื่อการเชื่อมโยงการทำงานประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ การจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ การกำหนดโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและอาสาสมัครอย่างชัดเจน การบังคับใช้กฎหรือข้อตกลงที่ชุมชนยอมรับร่วมกัน และการทบทวนผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ด้านการวางแผนการจัดการ ฯ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงานครอบคลุม 3 ประเด็น ได้แก่ การสืบทอดบทบาทแกนนำ การพัฒนาคนรุ่นใหม่เป็นแกนนำ และการจัดทำระบบติดตามและรายงานผลในระยะยาว (2) ผลการประเมินศักยภาพโดยรวมพบว่า อาสาสมัครมีศักยภาพในการวางแผนการจัดการไฟป่าอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=3.98) โดยมีศักยภาพด้านการจัดทำแผนเพื่อเชื่อมโยงการทำงานสูงกว่าด้านการสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นกรอบเชิงปฏิบัติในการยกระดับการวางแผนการจัดการไฟป่าโดยชุมชนให้มีความเชื่อมโยงเชิงระบบระหว่างภาครัฐและประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างกลไกการสืบทอดบทบาทแกนนำและระบบติดตามผลเพื่อรองรับการดำเนินงานในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปภพ จี้รัตน์, พงศกร กาวิชัย, เกศสุดา สิทธิสันติ, จริยา โกเมนต์, พิชญ์ จิตต์ภักดี, สิทธิชัย ธรรมขัน, กริช สุริยะชัยพันธ์, สมคิด แก้วทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297184 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการอัตลักษณ์ชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างสรรค์การท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมพื้นที่ศึกษาทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297381 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดการอัตลักษณ์ชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พื้นที่ศึกษาทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 55 คน จาก 5 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นำและแกนนำชุมชน กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลุ่มผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ตัวแทนนักท่องเที่ยวและเครือข่ายภาคส่วนอื่น ๆ โดยใช้การเลือกแบบเจาะจงบนเกณฑ์ 3 ประการ คือ มีบทบาทโดยตรงต่อการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ทะเลบัวแดง (2) มีความรู้และประสบการณ์ในประเด็นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี และ (3) ยินยอมเข้าร่วมกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และเวทีปฏิบัติการร่วมกันหลายรอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์เชิงประเด็น และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยเทคนิคสามเส้าใน 3 มิติ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนทะเลบัวแดงมีอัตลักษณ์ชุมชนใน 3 มิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ มิติทรัพยากรธรรมชาติหนองหาน มิติทุนวัฒนธรรมและความเชื่อตำนานผาแดง - นางไอ่ และมิติภูมิปัญญาวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ชุมชนสามารถแปลงอัตลักษณ์ดังกล่าวสู่ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ 4 ประเภท ได้แก่ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา และโฮมสเตย์มาตรฐานชุมชน โดยไม่มีไม่การลดทอนคุณค่าดั้งเดิมของท้องถิ่น นอกจากนี้ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนพัฒนาขึ้นจากระดับการรับรู้สู่ระดับการตัดสินใจและการประเมินผลร่วมกันครบทั้ง 4 มิติของการมีส่วนร่วม คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล โดยมีหลักฐานรูปธรรมจากการจัดตั้งคณะทำงานการท่องเที่ยวชุมชน การร่างกติกาชุมชนบนฐานความเชื่อดั้งเดิม และการพัฒนาระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ที่โปร่งใส พร้อมกันนี้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา โดยผลิตภัณฑ์และกลไกการจัดการที่พัฒนาขึ้นได้รับการบรรจุเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยจึงเสนอให้ยกระดับกลไกการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาท้องถิ่นและนโยบายระดับจังหวัดอย่างชัดเจน โดยใช้ทุนวัฒนธรรมและความเชื่อเป็นฐานในการออกแบบกติกาชุมชนร่วมสมัย และส่งเสริมบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะคู่ร่วมพัฒนาทั้งในมิติองค์ความรู้และกระบวนการ</p> สุรพงษ์ แสงเรณู, ณัฏฐนันธ์ สุวรรณวงก์, ปานฤทัย พุทธทองศรี, วิศิษฐ์ศิริ ชูสกุล, อรวรรณ เจริญรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297381 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 ยุทธศาสตร์การพัฒนาสมรรถนะองค์กรสำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297658 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาสมรรถนะองค์กรและพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาสมรรถนะองค์กรสำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 80 รูป/คน การพัฒนาเครื่องมือวัดจากผู้เชี่ยวชาญ 31 คน และดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบวัดสมรรถนะองค์กร เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากร พศ. 418 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมสมรรถนะองค์กรอยู่ในระดับดี (= 4.05, S.D. = 0.62) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า องค์กรยังเผชิญความท้าทายและช่องว่างสมรรถนะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความเปราะบางเชิงจริยธรรม ช่องว่างทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง และภาวะผู้นำเชิงรับ ผู้วิจัยได้พัฒนายุทธศาสตร์ BUILD ประกอบด้วย 5 มิติ ดังนี้ 1) B–Becoming: การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 2) U–Uplifting: การยกระดับวัฒนธรรมองค์กร 3) I–Improving: การพัฒนาสมรรถนะบุคคล 4) L–Leading: การเสริมสร้างผู้นำเชิงรุก และ 5) D–Developing: การพัฒนาศักยภาพองค์กร ยุทธศาสตร์นี้เป็นกลไกเชิงระบบในการปิดช่องว่างสมรรถนะ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงาน และสนับสนุนการบริหารจัดการกิจการพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน</p> พระมหาวชิรวิทย์ ยางไชย, ฉลอง พันธุ์จันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297658 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาและแนวทางการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/298432 <p>การวิจัยเรื่อง “ปัญหาและแนวทางการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน” มีวัตถุประสงค์เพื่อ <br />1) ศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหาการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่นำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาการออกโฉนดที่ดิน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักนิติธรรม หลักความเป็นธรรม และ<br />หลักธรรมาภิบาล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารและการวิจัยเชิงกฎหมาย ร่วมกับการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน ได้แก่ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ โดยดำเนินการในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเดือน ธันวาคม 2568</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินยังประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง อันเกิดจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบที่ขาดความชัดเจน ความล่าช้าและความซ้ำซ้อนของกระบวนการดำเนินงาน การขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่ทั่วถึง ส่งผลให้เกษตรกรขาดความมั่นคงในสิทธิการถือครองที่ดินและเกิดความไม่เป็นธรรมในเชิงการบริหารจัดการ ปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาประกอบด้วยการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้มีความสอดคล้องและชัดเจน การพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดินแบบบูรณาการโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการเสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมควรมุ่งยกระดับประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความเป็นธรรมของกระบวนการออกโฉนดที่ดิน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิทธิในที่ดินและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว</p> นพฉัต สุดเกษม, สืบพงศ์ สุขสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/298432 Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลของสภาเกษตรกรจังหวัดในเขตภาคเหนือ ของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300020 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับ ความสัมพันธ์ อำนาจการพยากรณ์ และนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลของสภาเกษตรกรจังหวัดในเขตภาคเหนือของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือ สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด และบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมีค่าความตรง ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.983 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน และทำการประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลของสภาเกษตรกรจังหวัดในเขตภาคเหนือของประเทศไทย โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 13 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารจัดการตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของสภาเกษตรกรจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) ประสิทธิผลของสภาเกษตรกรจังหวัดในเขตภาคเหนือของประเทศไทย โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน 3) การบริหารจัดการตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในระดับสูงถึงสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .834–.936) 4) การบริหารจัดการตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ประกอบด้วย ด้านการมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ, ด้านการมุ่งเน้นบุคคล, ด้านผลลัพธ์การดำเนินการ, ด้านการให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, ด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์, และด้านการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลได้ร้อยละ 96.20 และ 5) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผล ประกอบด้วย 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) การสื่อสารและการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรระดับพื้นที่ (2) การบูรณาการยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตรระดับจังหวัด (3) การสร้างกลไกรับฟังความคิดเห็น การมีส่วนร่วม และระบบสื่อสารสองทาง (4) พัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย (5) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเครือข่ายการทำงานภาคเกษตร (6) การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานและตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ และ (7) ระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์</p> ธันวา ไวยบท, กฤษณะ ดาราเรือง, รุ่งรดิศ คงยั่งยืน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300020 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการบริหารเชิงกลยุทธ์ขององค์กรภาครัฐยุคใหม่ที่มีผลกระทบต่อการสร้างคุณค่า และความยั่งยืนในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297724 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)วิเคราะห์ปัจจัยการบริหารเชิงกลยุทธ์ขององค์กรภาครัฐยุคใหม่ที่มีผลกระทบต่อการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และ2)เสนอแนวทางปัจจัยการบริหารเชิงกลยุทธ์ขององค์กรภาครัฐยุคใหม่ที่มีผลกระทบต่อการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย การดำเนินการวิจัยโดยการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดกึ่งมีโครงสร้างแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การเก็บรวบรวมข้อมูล จากการสอบถามทั้งทางตรงและแบบออนไลน์ ด้วย Google From การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้ และความโด่ง รวมทั้ง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) ของตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการบริหารเชิงกลยุทธ์ขององค์กรภาครัฐยุคใหม่ ทั้งการวางแผนเชิงกลยุทธ์, การจัดการทรัพยากรบุคคล, การสร้างความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน, การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและนวัตกรรม, และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง มีความสัมพันธ์เชิงบวกที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) ระหว่าง การสร้างมูลค่าและความยั่งยืน ซึ่งผลกระทบที่เป็นประโยชน์จากการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจที่ชัดเจน และสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ต่อการสร้างคุณค่าและความยั่งยืน</p> นวลนภา จุลสุทธิ, สิปราง เจริญผล, กัสมา กาซ้อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297724 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาภาวะผู้นำทางการปกครองเชิงพุทธเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299199 <p>ดุษฎีนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาสภาพการณ์ภาวะผู้นำทางการปกครองเชิงพุทธเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง (2) เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำทางการปกครองเชิงพุทธเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางการปกครองเชิงพุทธเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี จำนวน 398 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 22 รูป/คน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยออกแบบการวิจัยเชิงอธิบายเป็นลำดับ (Explanatory Sequential Design) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 รวมทั้งแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาพการณ์ภาวะผู้นำทางการปกครองเชิงพุทธเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง โดยรวมและรายด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง รองลงมาคือ ด้านความสามารถในการเป็นผู้นำ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการครองคน การพัฒนาภาวะผู้นำทางการปกครองเชิงพุทธเพื่อมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง อาศัยการสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ คุณลักษณะของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ อันประกอบด้วยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการพัฒนาคน และการคิดเชิงกลยุทธ์ และภาวะผู้นำเชิงพุทธที่อธิบายผ่านกรอบการครองตน ครองคน และครองงาน โดยบูรณาการหลักพุทธธรรมสำคัญ แนวทางดังกล่าวช่วยส่งเสริมการใช้อำนาจรัฐให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ลดการเลือกปฏิบัติและความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากรและกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและความชอบธรรมของอำนาจรัฐในระยะยาว ทั้งนี้ การพัฒนาเน้นการเสริมสร้างคุณธรรมและจิตสำนึกของผู้นำ การบริหารความสัมพันธ์กับประชาชนอย่างเสมอภาค และการบริหารภาครัฐอย่างมีประสิทธิผลและตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการเมืองอย่างยั่งยืน</p> บุญมี แก่นนาคำ, พระครูกิตติวราทร, จำรัส บุดดาพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299199 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรมและโยธาตามแผนพัฒนาท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296150 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความโปร่งใส การป้องกันการทุจริต และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามแผนพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1.เพื่อจัดทำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเกี่ยวกับแผนพัฒนาท้องถิ่นและการบริหารความเสี่ยงด้านอุตสาหกรรมและโยธา 2.เพื่อออกแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับหน่วยงานของรัฐในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นด้านอุตสาหกรรมและโยธา 3.เพื่อประเมินและเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรมและโยธาตามแผนพัฒนาท้องถิ่น การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนใน 4 จังหวัดตัวแทนแต่ละภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช กรอบแนวคิดที่ใช้ประกอบการวิจัย ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชน หลักธรรมาภิบาล การพัฒนาท้องถิ่นด้านอุตสาหกรรมและโยธา การประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า วัตถุประสงค์ที่ 1: พบว่า ขั้นตอนของการพิจารณาการกลั่นกรองโครงการและการจัดลำดับความสำคัญของโครงการเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทุจริตเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรองและเรียงลำดับความสำคัญของโครงการ และควรมีการจัดทำจัดทำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเกี่ยวกับแผนพัฒนาท้องถิ่นร่วมด้วย วัตถุประสงค์ที่ 2: พบว่า การออกแบบการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลแพลตฟอร์มจะต้องออกแบบเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสลดปัญหาการทุจริตตามหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ การระบุรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง ขอบเขตงาน (TOR) งบประมาณ และสถานะโครงการ ซึ่งช่วยลดโอกาสการทุจริตและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงาน วัตถุประสงค์ที่ 3: พบว่า ข้อเสนอแนะจากผู้ใช้และผู้ประเมินมุ่งไปที่การเพิ่มฟังก์ชันเสริม เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐแบบเปิด (Open Government Data) การประยุกต์ใช้ Blockchain เพื่อความโปร่งใส การสร้างเวทีประชาคมเสมือนจริง (Virtual Town Hall)</p> รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน, มนตรี พานิชยานุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296150 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบของเกษตรกรรุ่นใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296665 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความต้องการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบของเกษตรกรรุ่นใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ และ (2) พัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบผ่านโปรแกรมฝึกอบรมทักษะการคิดเชิงออกแบบ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณดำเนินการกับเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวน 161 คน ด้วยแบบสอบถามความต้องการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบ และนำผลที่ได้มาใช้ในการออกแบบโปรแกรมฝึกอบรม จากนั้นดำเนินการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบกับกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สมัครใจเข้าร่วม จำนวน 30 คน เป็นระยะเวลา 3 วัน ส่วนการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การสังเกตพฤติกรรมระหว่างกิจกรรม การอภิปรายกลุ่ม และการสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมโปรแกรม ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรรุ่นใหม่มีความต้องการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบในระดับมาก โดยด้านการระดมความคิด มีระดับความต้องการสูงที่สุด ขณะที่ด้านการสร้างและพัฒนาต้นแบบและการทดสอบต้นแบบอยู่ในระดับปานกลาง สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านทักษะเชิงปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ผลการเปรียบเทียบคะแนนการคิดเชิงออกแบบก่อนและหลังการอบรมพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการทำความเข้าใจบริบทและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และด้านการทดสอบต้นแบบ ซึ่งมีการพัฒนาอย่างเด่นชัด แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นสามารถเสริมสร้างความรู้ ทักษะเชิงปฏิบัติ และความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของเกษตรกรรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณัฐพล อมรชัยยาพิทักษ์, สนิท สิทธิ, ภาวิณี อารีศรีสม, พุฒิสรรค์ เครือคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296665 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาตะกร้าสานจากต้นไหลเพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืนของกลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานไหล บ้านคำไหล ตำบลโพนเมือง อำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299834 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพทั่วไปของการผลิตตะกร้าสานจากต้นไหล (2) ศึกษากระบวนการและผลการดำเนินงานการเพิ่มมูลค่าตะกร้าสานจากไหล และ (3) เสนอแนวทางส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าเพื่อยกระดับรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กับกลุ่มผู้ร่วมวิจัยจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกต และกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ตะกร้าสานจากต้นไหลมีจุดเด่นด้านการใช้วัสดุธรรมชาติ สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความแข็งแรง ทนทาน และต้นทุนต่ำ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสร้างแบรนด์ กระบวนการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย 10 ขั้นตอน ได้แก่ (1) วิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพชุมชน (2) กำหนดวัตถุประสงค์ (3) วิเคราะห์ตลาดและกลุ่มเป้าหมาย (4) วางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ (5) ออกแบบกิจกรรมอบรม (6) ถ่ายทอดความรู้ (7) ปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (8) สร้างแบรนด์และเรื่องเล่าสินค้า (9) ออกแบบฉลากและบรรจุภัณฑ์ และ (10) จัดทำช่องทางจำหน่าย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายและทันสมัยมากขึ้น สามารถเพิ่มมูลค่าและราคาจำหน่าย รวมทั้งพัฒนาทักษะและการมีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่ม แนวทางส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าตะกร้าสานจากต้นไหลเพื่อความยั่งยืนประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (2) การพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ของกลุ่ม (3) การส่งเสริมการตลาดและสร้างเครือข่าย (4) การพัฒนาระบบบริหารจัดการกลุ่ม และ (5) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ซึ่งแนวทางดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p> วัชราภรณ์ จันทนุกูล, กุลวดี ละม้ายจีน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299834 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300229 <p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะหลักของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร 2) เปรียบเทียบการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระดับตำแหน่ง และอายุงานในองค์กร และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร กลุ่มตัวอย่างการวิจัย ได้แก่ บุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร จำนวน 176 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับสมรรถนะหลักของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย= 4.48, S.D. = 0.318) 2) เปรียบเทียบการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระดับตำแหน่ง และอายุงานในองค์กร พบว่า บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน มีแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร พบว่า แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย= 4.38, S.D. = 0.512)</p> อรัญญา ยุบลพันธุ์, เสกสรรค์ สนวา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300229 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อมขององค์กรกับการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบในการพัฒนาบริการผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาเทศบาลเมืองบางคูวัด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299907 <p>งานวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระดับความพร้อม 2) วิเคราะห์ระดับการประยุกต์ใช้ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความพร้อมกับการประยุกต์ใช้ และ 4) ศึกษาโอกาส อุปสรรคและปัจจัยสนับสนุนต่อการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาบริการผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองบางคูวัด กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากร 56 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อมขององค์กรกับการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบ โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 คน ได้แก่ หัวหน้าและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านผู้สูงอายุจากกองสวัสดิการสังคมและกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เครื่องมือที่ใช้วิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพร้อมขององค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ= 3.75, σ = 0.78) โดยด้านภาวะผู้นำมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (μ= 4.25, σ = 0.91) 2) การประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก(μ = 3.68, σ = 0.92) โดยขั้นตอนการสร้างแนวคิดใหม่มากที่สุด (μ = 3.76, σ = 0.96) ในขณะที่ขั้นตอนการสร้างต้นแบบน้อยที่สุด (μ= 3.56, σ = 0.95) 3) ความพร้อมขององค์กรมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมากกับการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบ (Sig.&lt;.01) และ 4) ผลการศึกษาโอกาสและอุปสรรค โดยค้นพบรูปแบบความสำเร็จแบบผสมผสานที่ต้องใช้วิสัยทัศน์ผู้นำควบคู่กับความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพในการเข้าถึงผู้สูงอายุ แต่พบอุปสรรคของนวัตกรรมในขั้นตอนการสร้างต้นแบบและการทดสอบ สาเหตุหลักเกิดจากภาระงานที่ทับซ้อนและระเบียบงบประมาณทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการทดลองนวัตกรรม</p> ปิยากร หวังมหาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299907 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700