วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU <p><strong>วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น</strong><br /><strong>Journal of Local Governance and Innovation</strong><br /><strong>ISSN 3027-8120 (Print)</strong><br /><strong>ISSN 2673-0405 (Online)<br /></strong></p> <p>วารสารมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสตีพิมพ์เผยแพร่บทความคุณภาพเฉพาะบทความวิจัยและบทความวิชาการเท่านั้น โดยเป็นทั้งบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษ ในสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ด้านการปกครองและกฎหมายท้องถิ่น การบริหารจัดการ นวัตกรรมการบริหารและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น</p> <p>โดยบทความทุกเรื่องต้องมีความเกี่ยวข้องกับ การเมือง การปกครอง การบริหารรัฐกิจ นโยบายสาธารณะ การจัดการภาครัฐ การบริหารจัดการหรือการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงประเด็นสมัยใหม่ เช่น Local Governance, Digital Governance, Public Policy, Community Development, Administrative Innovation และ GovTech<br /><br />วารสารกำหนดเผยแพร่วารสาร ฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) / (January – April)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) / (May – August)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม) / (September – December)<br /><br />ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ<br /><br />รับตีพิมพ์บทความ ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ<br />เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ<br /><br />ทั้งนี้ วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) โดยขอเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ ดังนี้<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาไทย 5,000 บาท/ บทความ<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 6,000 บาท/ บทความ<br /><br /><strong>คำชี้แจง</strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br />1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br />1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ (<a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/author_instruction">Click</a>)<br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ <br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล jlgisrru@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน<br /><br /><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> Program in Political Science, Faculty of Humanities and Social Sciences, Surindra Rajabhat University, Thailand th-TH วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น 3027-8120 แบบจำลองสมการโครงสร้างเพื่อทำนายผลสัมฤทธิ์การสื่อสารของนักเล่าเรื่องชุมชน : กรณีศึกษา โอทอปนวัตวิถีจังหวัดร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296163 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยคุณลักษณะของนักเล่าเรื่องชุมชนกับผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสาร งานวิจัยชิ้นนี้ใช้การศึกษาเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย ประชากรเป็นวิสาหกิจชุมจำนวน 770 คนใน 20 อำเภอของจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 360 คนซึ่งมาจากการคำนวณตัวแปรสังเกตได้ 18 ตัวแปร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ตัวแบบสมการเชิงโครงสร้าง โดยมีการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของโมเดลการวัด การตรวจสอบความสอดคล้องตัวแบบสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อมและอิทธิพลรวม ผลการวิจัยาพบว่า การถดถอยพหุคูณ ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจในสังคมและวัฒนธรรมและทัศนคติของผู้พูดสามารถพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสารได้ร้อยละ 56.5 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการประเมินความพอดีของแบบจำลอง (Model Fit Indices) แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<sup>2</sup>/df =0.930, GFI = 0.964, CFI =1.000, RMSEA) = 0.000) ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง ทางอ้อมและอิทธิพลรวม แสดงให้เห็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสาร โดยการเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมมีอิทธิพลทางตรงสูงสุดต่อผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสาร (β =090**, p &lt; 0.01) และทัศนคติของนักเล่าเรื่องมีอิทธิพลทางตรงที่ส่งผลรองลงมา (β =059*, p &lt; 0.05) ในด้านอิทธิพลรวมพบว่า การเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์การสื่อสารอย่างมีนัยสำคัญ (β =074*, p &lt; 0.05) ข้อเสนอแนะในการใช้ประโยชน์ได้นำเสนอต่อกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ควรจัดทำคู่มือมาตรฐานสำหรับนักเล่าเรื่องชุมชน มีการฝึกอบรมตลอดจนสร้างระบบรับรองผู้ฝึกสอนการเล่าเรื่อง ชุมชน ควรจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นประจำชุมชนแต่ละชุมชน หลังจากนั้นให้ภาครัฐเป็นเจ้าภาพในการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนและระหว่างนักเล่าเรื่องด้วยกัน ภาคเอกชนและหน่วยธุรกิจในพื้นที่ควรยกระดับการสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับชุมชนโดยใช้หลักการการพึ่งพาอาศัยกัน เช่น จัดตั้งพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าให้มีความถี่มากขึ้นและจัดนักเล่าเรื่องชุมชนมาประจำจุดขายในช่วงวันหยุด หรือผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมยังสามารถเชิญนักเล่าเรื่องชุมชนไปจัดกิจกรรมร่วมกับแขกผู้มาพักได้</p> ชินวัตร เชื้อสระคู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 10 1 71 90 10.65205/jlgisrru.2026.e296163 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในจังหวัดตรัง : การวิเคราะห์ตามทฤษฎีแรงจูงใจสองปัจจัยของ Herzberg https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296156 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในเขตพื้นที่จังหวัดตรัง (2) เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีในเขตพื้นที่จังหวัดตรัง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อยกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซี่งเป็นข้าราชการสัสดีในจังหวัดตรัง จำนวน 30 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสัสดีได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยอนามัย โดยปัจจัยจูงใจที่มีผลสูง ได้แก่ ความสำเร็จของงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ความก้าวหน้าในงาน ความรับผิดชอบ และลักษณะของงาน ขณะที่ปัจจัยอนามัยที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายการบริหาร การควบคุมบังคับบัญชา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และผลตอบแทน ส่วนสภาพแวดล้อมทางกายภาพมีผลค่อนข้างน้อย งานวิจัยเสนอแนวทางการเพิ่มแรงจูงใจเชิงบูรณาการ 3 มิติ ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบในการพัฒนานโยบายและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> วิสุทธิณี ธานีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 10 1 55 70 10.65205/jlgisrru.2026.e296156 การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรมและโยธาตามแผนพัฒนาท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296150 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความโปร่งใส การป้องกันการทุจริต และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามแผนพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1.เพื่อจัดทำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเกี่ยวกับแผนพัฒนาท้องถิ่นและการบริหารความเสี่ยงด้านอุตสาหกรรมและโยธา 2.เพื่อออกแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับหน่วยงานของรัฐในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นด้านอุตสาหกรรมและโยธา 3.เพื่อประเมินและเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรมและโยธาตามแผนพัฒนาท้องถิ่น การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนใน 4 จังหวัดตัวแทนแต่ละภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช กรอบแนวคิดที่ใช้ประกอบการวิจัย ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชน หลักธรรมาภิบาล การพัฒนาท้องถิ่นด้านอุตสาหกรรมและโยธา การประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า วัตถุประสงค์ที่ 1: พบว่า ขั้นตอนของการพิจารณาการกลั่นกรองโครงการและการจัดลำดับความสำคัญของโครงการเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทุจริตเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรองและเรียงลำดับความสำคัญของโครงการ และควรมีการจัดทำจัดทำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเกี่ยวกับแผนพัฒนาท้องถิ่นร่วมด้วย วัตถุประสงค์ที่ 2: พบว่า การออกแบบการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลแพลตฟอร์มจะต้องออกแบบเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสลดปัญหาการทุจริตตามหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ การระบุรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง ขอบเขตงาน (TOR) งบประมาณ และสถานะโครงการ ซึ่งช่วยลดโอกาสการทุจริตและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงาน วัตถุประสงค์ที่ 3: พบว่า ข้อเสนอแนะจากผู้ใช้และผู้ประเมินมุ่งไปที่การเพิ่มฟังก์ชันเสริม เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐแบบเปิด (Open Government Data) การประยุกต์ใช้ Blockchain เพื่อความโปร่งใส การสร้างเวทีประชาคมเสมือนจริง (Virtual Town Hall)</p> รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน มนตรี พานิชยานุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 10 1 39 54 10.65205/jlgisrru.2026.e296150 ประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์ และประชาชนชาวไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296149 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความพึงพอใจของพระสงฆ์และประชาชนชาวไทยที่มีต่อประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย และ 2. เสนอแนะในการพัฒนาประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 37 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพระสงฆ์ 5,711 รูป และกลุ่มประชาชนทั่วไป 7,834 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ลักษณะของแบบสอบถามทั้งปลายปิดและปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Analysis) กับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งผู้บริหารจังหวัด พระสังฆาธิการ ประชาชนและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ จังหวัดละ 4 รูปหรือคน รวมทั้งสิ้น 148 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. คณะสงฆ์ไทยมีความพึงพอใจต่อประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.11, S.D.= 0.74) เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยที่มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.06, S.D.= 0.73) โดยทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจในระดับมากในทุกด้านที่ประเมิน 7 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผู้เข้ารับการฝึกอบรม 2) ด้านเนื้อหาและหลักสูตร 3) ด้านกระบวนการฝึกอบรม 4) ด้านวิทยากร 5) ด้านสภาพแวดล้อม 6) ด้านการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย และ 7) ด้านการบริหารจัดการ และ 2. ข้อเสนอแนะในการพัฒนาประสิทธิผลการจัดการฝึกอบรมตามหลักธรรมนาวา “วัง” สำหรับคณะสงฆ์และประชาชนชาวไทย ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรย่อยที่จำเพาะเจาะจงตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ 2) การพัฒนาสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น การใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นการปฏิบัติจริงและกิจกรรมกลุ่ม 3) การพัฒนาศักยภาพวิทยากรผู้สอนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านทักษะการสอนและเทคโนโลยี 4) การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครหรือพี่เลี้ยงเพื่อติดตามและให้คำแนะนำแก่ผู้ผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง และ 5) การผลักดันให้เป็นนโยบายสำคัญของคณะสงฆ์และหน่วยงานราชการเพื่อการขยายผลอย่างยั่งยืน</p> พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ) พระเมธีวัชรประชาทร (ประยูร นนฺทิโย) พระครูเมธีสิริธรรมบัณฑิต (ปัญญา ปญฺญาสิริ) สุรพล สุยะพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 10 1 21 38 10.65205/jlgisrru.2026.e296149 การพัฒนาเยาวชนสู่สังคมคุณธรรมด้วยการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296148 <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาเยาวชนสู่สังคมคุณธรรมด้วยการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปของคุณธรรมดิจิทัลและการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของเยาวชน 2) พัฒนากระบวนการเสริมสร้างทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม และ 3) เสนอแนวทางเชิงกระบวนการในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การวิจัยใช้ระเบียบ</p> <p>วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการร่วมกันระหว่างหลักสูตรการพัฒนาธุรกิจและทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ และหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กลุ่มเป้าหมาย คือ เยาวชนจากโรงเรียน 6 แห่ง ในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี รวมผู้เข้าร่วม 480 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามก่อน–หลัง แบบสังเกตพฤติกรรม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบความแตกต่าง และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบองค์รวม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เยาวชนมีคุณธรรมดิจิทัลอยู่ในระดับปานกลางถึงดี แต่ยังขาดการนำไปใช้ในสถานการณ์จริง และมีความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในระดับพื้นฐาน หลังเข้าร่วมกิจกรรม คะแนนเฉลี่ยด้านคุณธรรมดิจิทัลและการรู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยเด่นชัดในมิติความรับผิดชอบ การตระหนักรู้ความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การเชื่อมโยงคุณธรรมกับสถานการณ์ไซเบอร์ และการเกิดพฤติกรรมป้องกันภัยดิจิทัล</p> <p> องค์ความรู้ใหม่ คือ โมเดลการพัฒนาเยาวชนสู่พลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความรู้พื้นฐาน การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการเสริมพลังเครือข่ายการเรียนรู้ ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบเชิงกระบวนการในการพัฒนาเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน</p> วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ บุษกร วัฒนบุตร ตระกูล จิตวัฒนากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 10 1 1 20 10.65205/jlgisrru.2026.e296148