วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU
<p><strong>วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น</strong><br /><strong>Journal of Local Governance and Innovation</strong><br /><strong>ISSN 3027-8120 (Print)</strong><br /><strong>ISSN 2673-0405 (Online)<br /></strong></p> <p>วารสารมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสตีพิมพ์เผยแพร่บทความคุณภาพเฉพาะบทความวิจัยและบทความวิชาการเท่านั้น โดยเป็นทั้งบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษ ในสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ด้านการปกครองและกฎหมายท้องถิ่น การบริหารจัดการ นวัตกรรมการบริหารและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น</p> <p>โดยบทความทุกเรื่องต้องมีความเกี่ยวข้องกับ การเมือง การปกครอง การบริหารรัฐกิจ นโยบายสาธารณะ การจัดการภาครัฐ การบริหารจัดการหรือการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงประเด็นสมัยใหม่ เช่น Local Governance, Digital Governance, Public Policy, Community Development, Administrative Innovation และ GovTech<br /><br />วารสารกำหนดเผยแพร่วารสาร ฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) / (January – April)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) / (May – August)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม) / (September – December)<br /><br />ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ<br /><br />รับตีพิมพ์บทความ ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ<br />เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ<br /><br />ทั้งนี้ วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) โดยขอเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ ดังนี้<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาไทย 5,000 บาท/ บทความ<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 6,000 บาท/ บทความ<br /><br /><strong>คำชี้แจง</strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br />1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br />1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ (<a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/author_instruction">Click</a>)<br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ <br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล jlgisrru@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน<br /><br /><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p>
Program in Political Science, Faculty of Humanities and Social Sciences, Surindra Rajabhat University, Thailand
th-TH
วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
3027-8120
-
นวัตกรรมการบริการเพื่อยกระดับคุณภาพในบริบทวิถีใหม่ของคลินิกทันตกรรม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299864
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการบูรณาการนวัตกรรมในการยกระดับคุณภาพบริการของคลินิกทันตกรรมภายใต้บริบทวิถีใหม่ ศึกษาภายใต้ขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับนวัตกรรมการบริการ หลักการบริการด้านทันตกรรม และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและการรักษาด้านทันตกรรม สังเคราะห์ด้วยวิธีการทบทวนและวิเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ พบว่า ความอยู่รอดและความยั่งยืนของธุรกิจคลินิกทันตกรรมขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการรักษา โดยการนำทันตกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย ลดระยะเวลาการรักษา และช่วยในการสื่อสารแผนการรักษากับผู้ป่วยให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม 2) นวัตกรรมด้านกระบวนการและการบริหารจัดการ ผ่านการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและแอปพลิเคชันในการนัดหมายออนไลน์ เพื่อลดความแออัด ลดความผิดพลาด และเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้รับบริการ และ 3) มาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมการติดเชื้อ โดยยึดถือเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยบริการทันตกรรม อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าคุณภาพบริการ ตามหลัก SERVQUAL โดยเฉพาะด้านความเอาใจใส่ ด้านความน่าเชื่อถือ และด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความพึงพอใจ ซึ่งนำไปสู่ความภักดีของผู้ป่วยในการกลับมาใช้บริการซ้ำและการบอกต่อ ผลการบูรณาการนวัตกรรมทั้ง 3 ด้านดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารคลินิกทันตกรรมในการวางแผนกลยุทธ์นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพบริการอย่างยั่งยืนในยุคบริบทวิถีใหม่</p>
วิษณุ กีรติพงศ์ภักดี
สุนันทา เสถียรมาศ
ชัยฤทธิ์ ทองรอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
10 2
e299864
e299864
-
นวัตกรรมการบริการสาธารณะแนวใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: การสังเคราะห์กรอบแนวคิดเชิงระบบเพื่อการสร้างคุณค่าสาธารณะ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300088
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และพัฒนาแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบริบทของรัฐบาลดิจิทัล โดยมุ่งอธิบายการพัฒนาการบริการประชาชนในฐานะระบบเชิงพลวัตที่เชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างองค์กร กระบวนการดำเนินงาน และผลลัพธ์การบริการ ผ่านกลไกการเรียนรู้และการป้อนกลับอย่างต่อเนื่อง บทความใช้วิธีการสังเคราะห์วรรณกรรมเชิงบูรณาการ โดยนำแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ การบริการสาธารณะแนวใหม่ แนวคิดการสร้างคุณค่าสาธารณะ และแนวคิดรัฐบาลดิจิทัล มาวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และบูรณาการเข้าด้วยกัน</p> <p>ผลการศึกษานำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองการพัฒนาการบริการประชาชนเชิงระบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Systemic Local Public Service Development Model: SLPSDM) ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักได้แก่ 1) บริบทเชิงโครงสร้าง 2) กระบวนการพัฒนา 3) ปัจจัยสนับสนุนภายนอก 4) ผลลัพธ์การบริการ โดยองค์ประกอบดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันในลักษณะของวงจรการเรียนรู้ที่มีการป้อนกลับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความใหม่ของบทความนี้เป็นการอธิบายการบริการสาธารณะในฐานะระบบที่มีพลวัตการเชื่อมโยงแนวคิดคุณค่าสาธารณะกับรัฐบาลดิจิทัลในบริบทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการพัฒนาแบบจำลองที่สามารถต่อยอดสู่การวิจัยเชิงประจักษ์ได้ ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวสามารถใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการบริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างยั่งยืน </p>
ณัฐพล พุทธานนท์
วัลลภ รัฐฉัตรานนท์
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
10 2
e300088
e300088
-
การก้าวข้ามระบบเงินประกันความสมดุลระหว่างการควบคุมอาชญากรรมและการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการปล่อยชั่วคราว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/302563
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด หลักการ และปัญหาของระบบการปล่อยตัวชั่วคราวในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของระบบเงินประกันที่มีต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลย ตลอดจนศึกษาความสมดุลระหว่างการควบคุมอาชญากรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายใต้แนวคิดการควบคุมอาชญากรรม (Crime Control Model) และแนวคิดกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Due Process Model) ของ Herbert L. Packer</p> <p>จากการศึกษาพบว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสองและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 107 จะรับรองสิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาว่าไม่มีความผิด จนกว่าจะมีคำพิพากษาคดีอันถึงที่สุด มีสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวและสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ เป็นหลักการยกประโยชน์ให้จำเลย แต่ในทางปฏิบัติระบบการปล่อยชั่วคราวของไทยยังคงให้ความสำคัญกับหลักทรัพย์หรือเงินประกันเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันในสังคมในการเข้าถึงสิทธิ โดยเฉพาะผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำหรือเป็นคนยากจน อาจต้องถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดี แม้ยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และปัญหานักโทษล้นคุก เกิดวิกฤตความแออัดในเรือนจำ</p> <p>เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาในบางรัฐ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย พบว่ามีแนวโน้มปรับเปลี่ยนจากระบบเงินประกันไปสู่ระบบประเมินความเสี่ยงก่อนการพิจารณาคดี (Pretrial Risk Assessment) โดยพิจารณาจากความเสี่ยงในการหลบหนี การยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน และความปลอดภัยของสังคม มากกว่าการวางหลักประกัน อันเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน</p> <p>บทความวิชาการนี้ต้องการเสนอให้ประเทศไทยควรพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อมาใช้ประกอบการพิจารณาปล่อยชั่วคราวแทนการพึ่งพาหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว รวมถึงควรส่งเสริมมาตรการทางเลือกแทนการคุมขังหรือการจำคุก เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสังคมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล อันจะนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมมากยิ่งขึ้น</p>
ประภาพรรณ วัชรสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
10 2
e302563
e302563
-
การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับหน่วยงานของรัฐในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อสร้างความโปร่งใส : โครงการก่อสร้างทางหลวงท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296589
<p>การวิจัยนี้มุ่งพัฒนากลไกการสร้างความโปร่งใสในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น กรณีโครงการก่อสร้าง<br />ทางหลวงท้องถิ่น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงการทุจริต<br />ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การวิจัยแบ่งเป็น 2 โครงการย่อย ได้แก่ การกำหนดมาตรการและตัวชี้วัด<br />การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม “มีส่วนร่วม” ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 32 คน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาสำคัญคือการเอื้อประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้าง การก่อสร้างถนน<br />ไม่ได้มาตรฐาน และการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะที่ไม่เพียงพอ จึงเสนอการประยุกต์ใช้กรอบมาตรฐาน <br />ISO 37001 ภายใต้ 12 มาตรการ 13 ตัวชี้วัด ตามวงจร PDCA ควบคู่กับแพลตฟอร์ม “มีส่วนร่วม” เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส ร้องเรียน ติดตามสถานะ เสนอความคิดเห็น และตรวจสอบโครงการได้อย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลกระทบเชิงนโยบาย ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายในการยกระดับ<br />การป้องกันการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยบูรณาการมาตรการเชิงโครงสร้างตามมาตรฐาน ISO 37001 เข้ากับนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจของประชาชน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนให้หน่วยงานท้องถิ่นมีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ตรวจสอบโครงการ <br />และเปิดเผยข้อมูลสาธารณะได้อย่างรอบด้าน อันนำไปสู่การลดปัญหาการทุจริต และยกระดับคุณภาพ<br />การพัฒนาท้องถิ่นให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>
ธนภัทร ปัจฉิมม์
กันวิศา สุขพานิช
เต็มใจ มนต์ไธสงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e296589
e296589
-
การจัดการข่าวปลอมและสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพของประชาชนในกรุงเทพมหานคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/296775
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการจัดการข่าวปลอมและสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพของประชาชนในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการข่าวปลอมและสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพของประชาชนในกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการข่าวปลอมและสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพของประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชน 400 คน จาก 50 เขตในกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนส่วนใหญ่มีความสามารถในการจัดการข่าวปลอมและสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการควบคุมอารมณ์และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แสดงให้เห็นถึงกลไกการจัดการตนเองที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีจุดอ่อนด้านความรู้เฉพาะเกี่ยวกับกลโกงการโอนเงินผิด การข่มขู่ด้วยคลิปหลุด และเทคนิค VoIP ซึ่งประชาชนยังรู้เท่าทันในระดับปานกลาง 2) ปัญหาสำคัญและอุปสรรคในการจัดการข่าวปลอมและสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพ คือช่องโหว่ทางกฎหมาย ความไม่โปร่งใสของหน่วยงานและความล่าช้าในการระงับธุรกรรมของสถาบันการเงิน 3) แนวทางการจัดการที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุด คือ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน การออกกฎหมายเฉพาะควบคุมเบอร์ต้องสงสัย การส่งเสริมทักษะรู้เท่าทันสื่อในระดับชุมชน การพัฒนาแอปพลิเคชันตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ และการสื่อสารภาครัฐให้เข้าใจง่าย โดยมีหลัก “3 ไม่” (ไม่เชื่อ-ไม่โอน-ไม่ให้ข้อมูล) เป็นแนวปฏิบัติสำคัญ และข้อเสนอเชิงนโยบายมุ่งให้การรู้เท่าทันสื่อเป็นวาระแห่งชาติ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันภัยดิจิทัลและพัฒนาระบบเตือนภัยเชิงรุก ส่วนข้อเสนอเชิงพฤติกรรมเน้นการฝึกทักษะการจัดการตนเองเพื่อรับมือกับภัยข่าวปลอมและกลโกงสมัยใหม่อย่างมีสติและรอบคอบความเสี่ยง ตรวจสอบโครงการ และเปิดเผยข้อมูลสาธารณะได้อย่างรอบด้าน อันนำไปสู่การลดปัญหาการทุจริต และยกระดับคุณภาพการพัฒนาท้องถิ่นให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>
รุ่งรัตนา เจริญจิตต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e296775
e296775
-
รูปแบบการจัดการป่าชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตพื้นที่ป่าชุมชน บ้านหนองเม็ก ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/301774
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัญหาและอุปสรรคของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าชุมชนบ้านหนองเม็ก (2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าชุมชน และ (3) เสนอรูปแบบการจัดการป่าชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านหนองเม็ก งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยเทคนิคการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัญหาและอุปสรรคของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าชุมชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.99, S.D. = 0.89) ได้แก่ การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกติกาและแนวทางการจัดการป่าชุมชน การประชาสัมพันธ์ข้อมูลยังไม่ทั่วถึง และการขาดงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมป่าชุมชน (2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าชุมชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.03, S.D. = 0.85) ส่วนผลการวิเคราะห์การถดถอยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วม ได้แก่ ปัจจัยด้านการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชุมชน (β = .396) ด้านการดำเนินงานและจัดกิจกรรมในป่าชุมชน (β = .315) ด้านการวางแผนการจัดการป่าชุมชน (β = .284) และด้านการติดตามและประเมินผล (β = .221) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และ (3) รูปแบบการจัดการป่าชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน 4 มิติ ได้แก่ การร่วมวางแผน การร่วมแสดงความคิดเห็น การร่วมตัดสินใจ และการร่วมใช้ประโยชน์ ภายใต้หลักการ “การจัดการของชุมชนและเพื่อชุมชน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน และภาคประชาชนในการจัดการป่าชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
เสกสรรค์ สนวา
ประจิตร ประเสริฐสังข์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e301774
e301774
-
การบริหารการปกครองเชิงพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสู่ความเป็นเลิศ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299198
<p>ดุษฎีนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพการณ์ของการบริหารการปกครองเชิงพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสู่ความเป็นเลิศ 2) เพื่อพัฒนากระบวนการบริหารการปกครองเชิงพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสู่ความเป็นเลิศ และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการบริหารการปกครองเชิงพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสู่ความเป็นเลิศ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดร้อยเอ็ดที่ได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี จำนวน 299 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 21 รูป/คน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยออกแบบการวิจัยเชิงอธิบายเป็นลำดับ (Explanatory Sequential Design) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 รวมทั้งแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพการณ์การบริหารการปกครองพุทธบูรณาการ และสภาพการณ์การบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเลิศ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านหลักความคุ้มค่า รองลงมาคือ ด้านหลักนิติธรรม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านหลักความรับผิดชอบ</p> <p>การพัฒนากระบวนการและรูปแบบการบริหารดังกล่าวใช้การสังเคราะห์องค์ประกอบตามค่าความถี่ที่ปรากฏ แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสู่ความเป็นเลิศ และ (2) การบริหารการปกครองเชิงพุทธบูรณาการ องค์ประกอบด้านการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีประกอบด้วยหลักสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรอบเชิงโครงสร้างและเชิงกระบวนการในการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งประโยชน์สาธารณะ ขณะเดียวกัน องค์ประกอบด้านการบริหารการปกครองเชิงพุทธบูรณาการมุ่งเน้นการพัฒนามิติคุณธรรมและจิตสำนึกของผู้บริหารและบุคลากร โดยบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เพื่อกำกับการใช้อำนาจและการตัดสินใจให้ตั้งอยู่บนฐานของความเมตตา ความเข้าใจผู้อื่น ความเป็นกลาง และความไม่ลำเอียง อันช่วยลดการเลือกปฏิบัติ สร้างความไว้วางใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชน</p> <p>ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การนำเสนอรูปแบบการบริหารการปกครองเชิงพุทธบูรณาการที่มีลักษณะเป็นระบบ สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสู่ความเป็นเลิศ โดยรูปแบบดังกล่าวช่วยเสริมสร้างทั้งสมรรถนะเชิงการบริหาร คุณธรรมในการใช้อำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถยกระดับคุณภาพการบริหาร การให้บริการสาธารณะ และความเชื่อมั่นของประชาชน อันนำไปสู่ความเป็นเลิศและความยั่งยืนของการบริหารการปกครองท้องถิ่นในระยะยาว</p>
ลำพัน เศรษโฐ
พระครูกิตติวราทร
จำรัส บุดดาพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e299198
e299198
-
กลไกการมีส่วนร่วมของหุ้นส่วนทางสังคมเพื่อการแก้ปัญหาสถานการณ์ฝุ่นจากหมอก ควันไฟป่า พื้นที่บ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299201
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1.เพื่อศึกษาบริบทเชิงพื้นที่และวิเคราะห์สภาพปัญหาสถานการณ์ฝุ่นจากหมอกควันไฟป่า บ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และ 2.เพื่อศึกษากลไกการมีส่วนร่วมของหุ้นส่วนทางสังคมในการแก้ปัญหาสถานการณ์ฝุ่นจากหมอกควันไฟป่า บ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้กรอบแนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research: CBR) ) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 50 คน คัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วย กลุ่มนโยบายและหน่วยงาน 10 คน กลุ่มผู้นำชุมชน 10 คน กลุ่มชาวบ้านและผู้ปฏิบัติงาน 20 คน และกลุ่มภาคีภายนอก 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงพรรณนา พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บ้านหนองเต่าเป็นชุมชนชนบทบนพื้นที่สูงที่มีเศรษฐกิจฐานที่พึ่งพิงเกษตรกรรมและทรัพยากรป่า และพื้นที่ชุมชนตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความทับซ้อนของสถานะทางกฎหมาย ทั้งเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าชุมชน และพื้นที่ตามโครงการจัดที่ดินทำกิน (คทช.) ความซับซ้อนเชิงโครงสร้างดังกล่าวก่อให้เกิดข้อจำกัดเชิงอำนาจและการบังคับใช้กฎหมาย และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเชื่อมโยงการจัดการพื้นที่และไฟป่า ที่นำมาสู่ปัญหาหมอกควันไฟป่าที่มีความคลุมเครือและไม่แน่นอน และผลจากการศึกษายังพบว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 คือ การพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของหุ้นส่วนทางสังคมที่เป็นหัวใจหลักของการจัดการปัญหาที่ยั่งยืน มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) การกำหนดเป้าหมายร่วม 2) การกำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ 3) การสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูล 4) การตัดสินใจร่วม 5) การดำเนินงานร่วม 6) การสร้างแรงจูงใจและการสนับสนุน และ 7) การติดตาม ประเมินผล และสะท้อนบทเรียน</p>
สิทธิชัย ธรรมขัน
เกศสุดา สิทธิสันติกุล
พิชญ์ จิตต์ภักดี
พงศกร กาวิชัย
จริยา โกเมนต์
ปภพ จี้รัตน์
กริช สุริยะชัยพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e299201
e299201
-
กลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างมีส่วนร่วม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299549
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและประเมินศักยภาพทรัพยากรของแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างมีส่วนร่วม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และ 2. เพื่อกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างมีส่วนร่วม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จำนวน 400 คน และเครื่องมือการวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ลักษณะของแบบสอบถามทั้งปลายปิดและปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการวิจัยเชิงเอกสารกับการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) รวมทั้งสิ้น 57 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า แหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนในอำเภออรัญประเทศมีศักยภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านคุณค่า ความสำคัญ และการให้การศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางเป็นกลุ่มเพื่อน ใช้รถยนต์ส่วนตัว สนใจแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และรับข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ผลการศึกษานำไปสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน จำนวน 9 เส้นทาง และกำหนดกลยุทธ์การพัฒนา 8 กลยุทธ์ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และการมีส่วนร่วมของชุมชน อันเป็นแนวทาง ในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p>
วราวุฒิ คำพานุช
ปุณณานันท์ พันธ์แก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e299549
e299549
-
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำบริการสาธารณะกรณีศึกษา: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/297777
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี และ 2) เสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเอกสารงานวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือ ตำราและบทความ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) โดยการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี ใช้การผสมผสานระหว่างคำถามที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและคำถามปลายเปิดให้แสดงความเห็น แยกคำถามในการสัมภาษณ์เป็น 2 ชุด ชุดแรกเป็นคำถามสำหรับผู้บริหาร เจ้าหน้าที่การเงินและฝ่ายแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมจำนวน 10 คน ส่วนคำถามชุดที่สองเป็นคำถามสำหรับผู้แทนชุมชนและประชาชนทั่วไป รวมจำนวน 15 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบปัญหาว่า 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีความเป็นอิสระเนื่องจากจำเป็นต้องดำเนินการตามหนังสือเวียนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2) ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ขั้นตอนการรับฟังความเห็นของประชาชนจนนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นและออกเป็นข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีบังคับใช้ 3) ปัญหาบริการสาธารณะบางประเภทยังไม่เป็นไปตามแผนพัฒนาท้องถิ่นและไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน 4) ปัญหาประชาชนไม่ทราบว่าตนมีสิทธิในการเสนอร่างข้อบัญญัติหรือร่างเทศบัญญัติ 5) ปัญหาระดับของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี</p> <p>แนวทางในการแก้ปัญหา มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะในเชิงกฎหมาย ดังนี้</p> <p>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1) ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคไม่ควรมีหนังสือราชการหรือหนังสือเวียนขอความร่วมมือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานีดำเนินการหากไม่จำเป็น 2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานีต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ตรวจสอบและประเมินผลการจัดทำบริการสาธารณะทุกโครงการหรือทุกกิจกรรม ไม่ใช่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับทราบข้อมูลและแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ส่วนข้อเสนอแนะเชิงกฎหมาย มีดังนี้ 1) เห็นควรให้มีกฎหมายควบคุมไม่ให้โครงการหรือกิจกรรมในการจัดทำบริการสาธารณะเกิดขึ้นหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานีใช้งบประมาณในการจัดทำบริการสาธารณะไม่เป็นไปตามแผนพัฒนาท้องถิ่นที่กล่าวมาข้างต้นรวมถึงกรณีการขอเงินอุดหนุนเฉพาะกิจด้วย 2) เห็นควรให้นำระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้ง 5 ระดับ คือ การมีส่วนร่วมในระดับเสริมอำนาจให้ประชาชน การมีส่วนร่วมในระดับสร้างความร่วมมือ การมีส่วนร่วมในระดับเข้ามามีบทบาท การมีส่วนร่วมในระดับรับฟังความคิดเห็น การมีส่วนร่วมในระดับให้ข้อมูลข่าวสารไปบัญญัติเป็นกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะมากที่สุด</p>
เกริกเกียรติ ทิพย์ชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e297777
e297777
-
แนวทางการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักศึกษาคณะนิติรัฐศาสตร์ภายใต้กรอบการพัฒนา Smart Model มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/301849
<p>การพัฒนาอัตลักษณ์ของนักศึกษาคณะนิติรัฐศาสตร์ภายใต้กรอบการพัฒนา Smart Model ถือเป็นภารกิจหลักที่คณะนิติรัฐศาสตร์ได้พยายามขับเคลื่อนเพื่อให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกไปรับใช้สังคมอย่างมีคุณภาพ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักศึกษาคณะนิติรัฐศาสตร์โดยใช้กรอบการพัฒนา Smart Model ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 15 คน ได้แก่ นักศึกษาคณะนิติรัฐศาสตร์ คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ของคณะนิติรัฐศาสตร์ และศิษย์เก่าคณะนิติรัฐศาสตร์ และวิเคราะห์ผลการวิจัยเชิงเนื้อหาและตรวจสอบผลการวิจัยโดยใช้เทคนิคสามเส้า</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แนวทางการพัฒนานักศึกษาคณะนิติรัฐศาสตร์ให้มีอัตลักษณ์ตามกรอบการพัฒนา Smart Model ควรเน้นให้ “นักศึกษาได้ลงมือทำ คิดเอง และพัฒนาตัวเอง” อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่การเสนอความคิดเห็น การวางแผน และการตัดสินใจต่อกิจกรรมหรือแผนงานของคณะโดยเฉพาะกิจกรรมหรือแผนงานของสโมสรนักศึกษาคณะนิติรัฐศาสตร์</p>
เสกสรรค์ สนวา
พงศ์สวัสดิ์ ราชจันทร์
สุพัฒนา ศรีบุตรดี
วรฉัตร วริวรรณ
นภัสภรณ์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e301849
e301849
-
การพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มแรงงานนอกระบบด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภูมิปัญญาด้านหัตกรรมการจักสานไม้ไผ่ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ในพื้นที่ตำบลบ้านผึ้ง จังหวัดนครพนม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/299883
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและรูปแบบการทำหัตถกรรมการจักสานไม้ไผ่ของแรงงานนอกระบบในพื้นที่ตำบลบ้านผึ้ง จังหวัดนครพนม และให้แรงงานนอกระบบในพื้นที่ตำบลบ้านผึ้ง จังหวัดนครพนม สามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตการทำหัตถกรรมการจักสานไม้ไผ่ด้วยการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (participatory research) เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผน กำหนดวัตถุประสงค์ รวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ตีความข้อมูล พัฒนาปรับปรุงแผนงานในการปฏิบัติงาน โดยชุมชนต้องร่วมคิด ร่วมกระทำควบคู่กับนักวิจัย และนักวิจัยก็ต้องยอมรับความคิดเห็นของกลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัยจากการประชุมปฏิบัติการ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสรรค์กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแรงงานนอกระบบ ได้แก่เกษตรกรกลุ่มบ้านวังกระแส หมู่ 3 หมู่ 4 และหมู่ 16 ของตำบลบ้านผึ้ง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านผึ้ง และตัวแทนจากพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดนครพนม เพื่อร่วมกันหารูปแบบที่เหมาะสมในการสร้างกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่บ้านผึ้ง ให้เป็นที่ต้องการของตลาด จนสามารถพัฒนาจากการสานเข่งปลาทูแบบเดิมให้มีรูปแบบที่หลายหลายและตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น อาทิ ถาดใส่เบรกสำหรับการประชุม ที่รองแก้ว และชะลอมใบเล็ก โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ยังเป็นที่ต้องการของตลาดและสามารถจำหน่ายได้ทุกฤดูกาล นอกจากนี้จากการสะท้อนปัญหาของกลุ่มเกษตรกรของตำบลบ้านผึ้งที่ทำจักสานไม้ไผ่ คือความล่าช้าในการผลิตเนื่องจากทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่ การตัดไม้ไผ่ การผ่าปล้องไม้ไผ่ การจักตอกไม้ไผ่ต้องใช้แรงงานคนทั้งหมด ทำให้การผลิตต่อวันได้จำนวนน้อย เช่น การสานเข่งปลาทูที่เป็นอาชีพในชุมชนบ้านวังกระแส สามารถผลิตได้ประมาณวันละ 40 – 50 ชิ้น ขายในราคา 100 ชิ้น ในราคา 80 บาท และหากเก็บไว้นานในอากาศชื้นๆก็ทำให้เกิดราขึ้นได้ จึงทำการดำเนินการจัดทำแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภูมิปัญญาด้านหัตกรรมการจักสานไม้ไผ่ โดยมีการประชุมปฏิบัติการ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสรรค์กับชุมชน และแนวทางในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภูมิปัญญาด้านหัตกรรมการจักสานไม้ไผ่ร่วมกับชุมชน ทำให้ได้ (1) เครื่องตัดไม้ไผ่ที่มีความปลอดภัยในการใช้งาน อีกทั้งยังมีความเหมาะสำหรับการใช้งานตัดลำไม้ไผ่ (ไม้ไผ่บ้าน) ที่มีความหนา ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดี ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง สามารถตัดไม้ไผ่ให้เป็นท่อนได้ 10-20 ลำ ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ใช้งาน (2) เครื่องจักตอก ที่ถูกพัฒนาสำหรับการจักตอก (ไม้ไผ่บ้าน) ที่เป็นวัตถุดิบในงานจักสานไม้ไผ่ ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์งานจักสาน สามารถผลิตเส้นตอกได้ในเวลาไม่ถึง 2 วินาที สำหรับการผลิตเส้นตอก 1 เส้น และ (3) ตู้อบรมควัน สำหรับผลิตภัณฑ์งานจักสานจากไม้ไผ่ เป็นตู้อบรมควันที่ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการอบรมควันผลิตภัณฑ์จักสานที่ทำมาจากไม้ไผ่โดยสามารถให้สีอ่อน สีเข้มปานกลาง สีเข้มมาก ในระยะเวลาที่ 90 -180 นาที่</p>
จารุกัญญา อุดานนท์
กชกร เดชะคำภู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-26
2026-07-26
10 2
e299883
e299883
-
การพัฒนารูปแบบเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของ ห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงโคนมของสมาชิกสหกรณ์โคนมแม่โจ้ จำกัด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300339
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงโคนม และ (2) พัฒนารูปแบบเชิงกลยุทธ์ในการยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงโคนมของสมาชิกสหกรณ์โคนมแม่โจ้ จำกัด การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบลำดับขั้นเชิงอธิบาย ประชากรในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ สมาชิกผู้เลี้ยงโคนมของสหกรณ์โคนมแม่โจ้ จำกัด จำนวน 49 ราย โดยการเลือกแบบเจาะจง ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 ราย คัดเลือกด้วยวิธีแบบเจาะจงและแบบลูกโซ่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงตีความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยเชิงกลยุทธ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.05, S.D. = 0.53) โดยเครือข่ายความร่วมมือมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄ = 4.15, S.D. = 0.50) รองลงมาคือการจัดการฟาร์ม (x̄ = 4.12, S.D. = 0.48) ขณะที่ผลลัพธ์ของห่วงโซ่อุปทานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน (x̄ = 4.07, S.D. = 0.52) และผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเฉพาะเครือข่ายความร่วมมือมีความสัมพันธ์สูงที่สุดกับประสิทธิภาพ (r = 0.71) และความยั่งยืน (r = 0.69) รองลงมาคือการจัดการฟาร์ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงโคนมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ การจัดการฟาร์ม และการบูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบ 2) การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพนำไปสู่การพัฒนารูปแบบเชิงกลยุทธ์จำนวน 9 รูปแบบ ภายใต้ 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพ การสร้างมูลค่า และความยั่งยืน ประกอบด้วย รูปแบบการจัดการฟาร์มเชิงประสิทธิภาพ รูปแบบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รูปแบบการบริหารจัดการข้อมูล รูปแบบการเพิ่มมูลค่า รูปแบบการพัฒนามาตรฐานคุณภาพ รูปแบบการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ รูปแบบการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร รูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และรูปแบบการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการจัดการร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม</p>
นัยนา โปธาวงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
10 2
e300339
e300339
-
การตระหนักรู้ในการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300392
<p>งานวิจัยเรื่อง “การตระหนักรู้ในการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ” เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีขอบเขตการวิจัยเฉพาะ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใช้ระยะเวลา 1 ปี มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการตระหนักรู้ในการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน 400 ตัวอย่าง จากประชากร 3,725 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก 400 ตัวอย่าง จากประชากร 137,452 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย ค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค แบบสอบถามภายในเท่ากับ 0.734 แบบสอบถามภายนอกเท่ากับ 0.709 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ One-way ANOVA</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในและภายนอก มีทัศนคติในการป้องกันการทุจริต และการตระหนักรู้ในการมีส่วนร่วม ในระดับสูงใกล้เคียงกัน (2) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมิน ในระดับต่ำใกล้เคียงกัน ความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์ ช่องทางการสื่อสาร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับการตระหนักรู้ ตัวแบบประเมินที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ง่ายมีผลต่อการมีส่วนร่วม และ (3) มหาวิทยาลัยควรให้ความรู้เกี่ยวกับการประเมินและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มระดับการตระหนักรู้ในการมีส่วนร่วม</p>
ปุณณดา อิงคุลานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
10 2
e300392
e300392
-
พลวัตบุพปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300434
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในระบอบประชาธิปไตย 2) การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 3) หลักธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย 4) วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 5) ปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และ 6) ปัญหาอุปสรรคและแนวทางพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 269 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยผู้วิจัยได้กำหนดคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบสมมติฐาน โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>2. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>หลักธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัล พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จำนวน 2 ตัว ตามลำดับ คือ ด้านการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้านหลักธรรมาภิบาล แสดงให้เห็นว่าตัวแปรพยากรณ์ที่ดีและเหมาะสมที่สุดที่จะทำให้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัล ได้นั้นจะต้องประกอบด้วยตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 2 ตัว โดยมีค่าอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 54.50</li> <li>ผลการวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคและแนวทางพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัล พบว่า วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภูในยุคดิจิทัลมีแนวโน้มเปิดกว้างและโปร่งใสมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลส่งเสริมการสื่อสารและการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ยังเผชิญปัญหาความเข้าใจประชาธิปไตยที่ไม่ลึกซึ้ง ระบบอุปถัมภ์ การใช้สื่อเพื่อความนิยม ข้อมูลเท็จ และความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี ดังนั้นควรพัฒนาความรู้และจริยธรรมของนักการเมือง ลดการรวมศูนย์อำนาจ ขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน และใช้เทคโนโลยีอย่างโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยท้องถิ่นให้เข้มแข็งและยั่งยืน</li> </ol>
พิชัย เขียนจูม
พิชัยรัฐ หมื่นด้วง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
10 2
e300434
e300434
-
ภาคีภิบาลที่มีภาคการเมืองเป็นตัวนำ : กรณีศึกษาบุรีรัมย์โมเดล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300460
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวแบบความร่วมมือทางการเมืองระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับพรรคภูมิใจไทย และวิเคราะห์บทบาทของภาคีเครือข่ายทางการเมืองอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกระบวนการพัฒนาเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเก็บข้อมูลด้วย<br />การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักการเมืองระดับชาติพรรคภูมิใจไทย <br />2) นักการเมืองท้องถิ่น 3) ภาคเอกชน 4) ภาคประชาสังคม และ 5) ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และ<br />รัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 17 คน โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสารเป็นวิธีการหลัก<br />ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ตัวแบบความร่วมมือทางการเมืองระหว่างองค์กรปกครอง<br />ส่วนท้องถิ่นและพรรคภูมิใจไทยมีลักษณะเป็นกลไกภาคีภิบาลแบบพึ่งพากันเชิงสถาบัน โดยมีภาคการเมืองเป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองจังหวัดบุรีรัมย์อย่างมียุทธศาสตร์ ทั้งนี้ โครงสร้าง<br />ความร่วมมือประกอบด้วยตัวแสดงหลัก 4 ภาคส่วน ได้แก่ (1) ภาคการเมือง (2) ภาครัฐ (3) ภาคเอกชน และ (4) กำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างมีเอกภาพในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือแบบจตุภาคี <br />โดยมีผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็นตัวแสดงศูนย์กลางเชิงสถาบันในการประสาน<br />ความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายในหลากหลายระดับทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ ส่งผลให้การทำงานร่วมกันระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ</p>
จิรัฏฐ์ จึงตระกูล
สุริยานนท์ พลสิม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
10 2
e300460
e300460
-
การพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไป ของจังหวัดหนองบัวลำภู
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300550
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัญหาอุปสรรคและเสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมือง 2) ระดับการมีส่วนร่วมทำการเมือง 3) ปัจจัยการมีส่วนร่วมทางการเมือง และ 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 400 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยผู้วิจัยได้กำหนดคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบสมมติฐาน โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประชาชนจังหวัดหนองบัวลำภูให้ความสำคัญกับสิทธิเลือกตั้ง เชื่อว่าหนึ่งเสียงสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะมีอุปสรรคด้านข้อมูล เศรษฐกิจ ระบบอุปถัมภ์ ข่าวปลอม และผลกระทบจากโรคระบาด แต่ยังมองว่าการเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น จึงควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านการให้ความรู้ เพิ่มการเข้าถึงข้อมูล ป้องกันการซื้อเสียง และสร้างระบบที่โปร่งใส เท่าเทียม และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน</li> <li>2. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปของจังหวัดหนองบัวลำภู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.93, D = 0.31) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล ( = 4.62, S.D = 0.32) รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ( = 3.85, S.D = 0.46) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน ( = 3.62, S.D = 0.60)</li> <li>ปัจจัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปของจังหวัดหนองบัวลำภู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.99, S.D = 0.28) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ( = 4.55, S.D = 0.36) รองลงมา คือ ด้านการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง ( = 4.25, S.D = 0.49) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการเข้าร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ( = 3.63, S.D = 0.58)</li> <li>ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปของจังหวัดหนองบัวลำภู พบว่า ด้านการสนทนาเรื่องการเมือง (X<sub>3</sub>) ด้านการติดต่อกับนักการเมือง (X<sub>5</sub>) ด้านการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง (X<sub>6</sub>) ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งและการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง (X<sub>2</sub>) ด้านการเข้าร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ (X<sub>4</sub>) และด้านการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง (X<sub>7</sub>) มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปของจังหวัดหนองบัวลำภู (Y) ร้อยละ 93.60</li> </ol>
ศรีเมือง สามล
พิชัยรัฐ หมื่นด้วง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
10 2
e300550
e300550
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดข้าวฮางงอกด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/300565
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดข้าวฮางงอกด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ กระบวนการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกัน โดยนำเสนอผลข้อมูลในรูปแบบการพรรณนาบรรยาย การวิเคราะห์แบบนิรนัย ประชากรกลุ่มเป้าหมายการวิจัยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิสาหกิจชุมชนข้าวฮางงอกบ้านนาเลา ตำบลบึงทวาย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัย พบว่า ได้พัฒนาสารสกัดข้าวฮางงอกและนำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางระดับสูงที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณภาพ ภายใต้ตราสินค้า D.LONDE (ดี.ลองเด้) ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้ ดังนี้ สบู่น้ำมันข้าวฮางงอก ด้วยกระบวนการผลิตสปอนนิฟิเคชัน และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสกลนคร จากสารสกัดข้าวฮางงอกบ้านนาเลา 2 รายการ 1) ลิปสติก 2) บลัชออนเนื้อแป้ง รวม 3 รายการผ่านการทดสอบคุณภาพด้านความเป็นกรด-ด่าง (pH 7-8) ความคงตัวทางด้านกายภาพและเคมีที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานประจำวัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น สามารถยกระดับศักยภาพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้ ข้อเสนอแนะ กลุ่มควรเร่งขอตรวจอาคารสถานที่ผลิตตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การสร้างเฉดสีลิปสติก และบลัชออนให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มชุมชน กลุ่มวิสาหกิจ และกลุ่มผู้สนใจสามารถใช้สารกสัดข้าวฮางหรือข้าวฮางงอกสายพันธ์เฉพาะกลุ่มเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น</p>
นันทกาญจน์ เกิดมาลัย
นิรมล เนื่องสิทธะ
สุพิชญา นิลจินดา
ปริฉัตร ภูจิตร
ชนินทร์ วะสีนนท์
ลักษณาวดี ทรายขาว
กิติศักดิ์ ไท้ทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
10 2
e300565
e300565
-
แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี ในการเลือกตั้งสมัยหน้าของพรรคเพื่อไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/302294
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีในการเลือกตั้งสมัยหน้าของพรรคเพื่อไทย 2) ศึกษาการพัฒนาแนวทางกลยุทธ์การสื่อสารด้านนโยบายการพัฒนาประเทศในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีในการเลือกตั้งสมัยหน้าของพรรคเพื่อไทย 3) ศึกษาการพัฒนาแนวทางกลยุทธ์การสื่อสารด้านการสร้างและธำรงรักษาเครือข่ายรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีในการเลือกตั้งสมัยหน้าของพรรคเพื่อไทย การวิจัยเป็นรูปแบบผสมวิธี โดยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลหลัก 40 คน จาก 5 กลุ่มที่คัดเลือกจากผู้เกี่ยวข้องกับประเด็นการวิจัย การวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างสุ่มจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในจังหวัดชลบุรีทั้ง 10 เขต ผู้วิจัยตั้งเป้าหมายเก็บข้อมูล 400 คน แต่รวบรวมได้จริง 386 คน เมื่อใช้สูตรการคำนวณของ W. G. Cochran, (1977) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % คาดเคลื่อนไม่เกิน 5 % ขนาดกลุ่มตัวอย่างมีความเหมาะสมนำไปวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือได้ ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารคุณลักษณะของนักการเมืองต้องเน้นการแสดงออกให้เห็นถึงความจริงใจ ความโปร่งใส เข้าใจปัญหาเชิงพื้นที่ และเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์เข้าถึงง่าย สามารถสื่อสารนโยบายได้ครอบคลุมทั้งในระดับชาติและปัญหาเฉพาะในจังหวัดชลบุรี โดยมีการสร้างและธำรงรักษาเครือข่ายผู้สนับสนุนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพให้มีการเรียนรู้ร่วมกัน สามารถแลกเปลี่ยนกระบวนการทำงานทางการเมืองในพื้นที่ด้วยความเสียสละ รู้รักสามัคคี และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีต่อไป</p>
ชาญยุทธ เฮงตระกูล
วิทยาธร ท่อแก้ว
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
กุลธิดา ธรรมวิภัชน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
10 2
e302294
e302294
-
การบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยทางถนน ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ในระดับพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาจังหวัดสุรินทร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/302823
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุทางถนน 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์และความสามารถในการทำนายทางสถิติของปัจจัยด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมทางถนน ความถี่ของพฤติกรรมเสี่ยงที่ประชาชนพบเห็น และการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3) สังเคราะห์โมเดลเชิงนโยบายสำหรับการบูรณาการความร่วมมือด้านความปลอดภัย ทางถนนในจังหวัดสุรินทร์ ใช้การวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบายตามลำดับขั้น ประชากรเป็นประชาชนผู้ใช้ถนนอายุ 18 ปีขึ้นไปในจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ 400 คน จาก 17 อำเภอ คัดเลือกโดยกำหนดโควตาตามสัดส่วนประชากรรายอำเภอร่วมกับการเลือกแบบสะดวก เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 46 ข้อ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ผลเชิงปริมาณนำไปกำหนดประเด็นศึกษาเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 70 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามบทบาทและประสบการณ์ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.63, SD = 0.76) โดยผลกระทบสำคัญ ได้แก่ การบาดเจ็บรุนแรง การสูญเสียผู้หารายได้หลักของครัวเรือน ความเสียหายต่อทรัพย์สิน การสูญเสียโอกาสทางการศึกษา และผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ปัจจัยทั้งสามด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการรับรู้ผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .363–.393, p < .001) และร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 27.3 โดยแบบจำลองถดถอยพหุคูณมีนัยสำคัญทางสถิติ (R² = .273, F(3, 396) = 49.686, p < .001) ความถี่ของพฤติกรรมเสี่ยงมีอำนาจทำนายสูงที่สุด (β = .322, p < .001) รองลงมาคือการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน (β = .236, p < .001) และปัจจัยด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมทางถนน (β = .150, p = .009) ผลเชิงคุณภาพชี้ว่า กลไกเชื่อมประสาน ระบบข้อมูลร่วม ทรัพยากร ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเงื่อนไขสำคัญ การบูรณาการผลเชิงปริมาณ ข้อค้นพบเชิงคุณภาพ และหลักฐานเอกสารนำไปสู่โมเดล “ระบบนิเวศการจัดการความปลอดภัยทางถนนระดับพื้นที่” ซึ่งเชื่อมโยงโครงสร้างภาคี ระบบข้อมูลร่วม กลไกประสานงาน การจัดการจุดเสี่ยงและพฤติกรรมเสี่ยง การมีส่วนร่วมของประชาชน และการสนับสนุนด้านนโยบายและงบประมาณ เพื่อสนับสนุนการลดความเสี่ยง ความรุนแรงของการบาดเจ็บ และต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ</p>
ประหยัด หล้าวิลัย
กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์
ภาสกร ดอกจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
10 2
e302823
e302823
-
รูปแบบการพัฒนาทักษะวิชาชีพกสิกรรมสำหรับเยาวชนในแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/302572
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการพัฒนาทักษะวิชาชีพกสิกรรม 2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะวิชาชีพกสิกรรม และ 3) สร้างรูปแบบการพัฒนาทักษะวิชาชีพกสิกรรมสำหรับเยาวชนในแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 และ 2 คือเยาวชนอายุ 18-24 ปี ในเมืองเป้าหมายของแขวงคำม่วน จำนวน 230 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ กลุ่มเป้าหมายในระยะที่ 3 ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสำหรับการสนทนากลุ่ม จำนวน 14 คน และผู้เชี่ยวชาญสำหรับประเมินรูปแบบ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกการสนทนาและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการดำเนินงานการพัฒนาทักษะวิชาชีพกสิกรรมสำหรับเยาวชนในแขวงคำม่วน โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 4.10, S.D. = 0.63) (2) ปัจจัยที่มีอิทธิพล ทั้ง 5 ด้านส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิผลอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 62.0 (R²Adj = .620) เรียงลำดับอำนาจการพยากรณ์จากมากไปน้อย ได้แก่ คุณภาพของหลักสูตร (β = .301) เทคโนโลยีที่เหมาะสม (β = .275) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (β = .200) แรงจูงใจของเยาวชน (β = .156) และ วิธีการจัดการเรียนรู้ (β = .118) (3) รูปแบบการพัฒนาทักษะวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.59, S.D. = 0.39) และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.47, S.D. = 0.27) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพและเหมาะสมที่จะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับทักษะอาชีพของเยาวชนได้จริง</p>
สมศักดิ์ ดวงปัญญา
จิตติ กิตติเลิศไพศาล
ชนินทร์ วะสีนนท์
พิศดาร แสนชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
10 2
e302572
e302572