https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/issue/feed
วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
2025-12-05T11:46:25+07:00
Asst. Prof. Dr.Wanchai Suktam
jlgisrru@srru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น</strong><br /><strong>Journal of Local Governance and Innovation</strong><br /><strong>ISSN 3027-8120 (Print)</strong><br /><strong>ISSN 2673-0405 (Online)<br /></strong></p> <p>วารสารมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสตีพิมพ์เผยแพร่บทความคุณภาพเฉพาะบทความวิจัยและบทความวิชาการเท่านั้น โดยเป็นทั้งบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษ ในสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ด้านการปกครองและกฎหมายท้องถิ่น การบริหารจัดการ นวัตกรรมการบริหารและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น</p> <p>โดยบทความทุกเรื่องต้องมีความเกี่ยวข้องกับ การเมือง การปกครอง การบริหารรัฐกิจ นโยบายสาธารณะ การจัดการภาครัฐ การบริหารจัดการหรือการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงประเด็นสมัยใหม่ เช่น Local Governance, Digital Governance, Public Policy, Community Development, Administrative Innovation และ GovTech<br /><br />วารสารกำหนดเผยแพร่วารสาร ฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) / (January – April)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) / (May – August)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม) / (September – December)<br /><br />ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ<br /><br />รับตีพิมพ์บทความ ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ<br />เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ<br /><br />ทั้งนี้ วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) โดยขอเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ ดังนี้<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาไทย 5,000 บาท/ บทความ<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 6,000 บาท/ บทความ<br /><br /><strong>คำชี้แจง</strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br />1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br />1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ (<a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/author_instruction">Click</a>)<br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ <br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล jlgisrru@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน<br /><br /><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289769
ดนตรีบำบัด: สหวิทยาการสื่อสารการแพทย์ผสานศิลปะแห่งดนตรี
2025-07-22T12:20:59+07:00
วิสุทธิ์ ขันศิริ
km.marketing@hotmail.com
โกวิทย์ ขันธศิริ
km.marketing@hotmail.com
ภาษกร นันทวัฒน์ศิริ
km.marketing@hotmail.com
กฤตติณห์ ขันศิริ
km.marketing@hotmail.com
ปุณณรัตน์ พิงคานนท์
km.marketing@hotmail.com
ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต
km.marketing@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมด้านดนตรีบำบัดในมิติต่างๆโดยครอบคลุมถึงประวัติความเป็นมา ความสำคัญ สถานการณ์ดนตรีบำบัดในประเทศไทย รวมถึงแนวคิดทฤษฎีทางการสื่อสาร และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแนวทางสำหรับการวิจัยดนตรีบำบัดในมิติต่างๆ โดยดนตรีบำบัดเป็นการบูรณาการศาสตร์การสื่อสารการแพทย์เข้ากับศิลปะทางดนตรีในลักษณะสหวิทยาการ สร้างประโยชน์ในการฟื้นฟูผู้ป่วยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อบริการทางการแพทย์ระดับต่างๆ ไม่เพียงผ่านสถานพยาบาล แต่ดนตรีบำบัดยังมีองค์ประกอบด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรทุกภาคส่วนของสังคม ได้แก่ องค์กรภาครัฐ สถาบันการศึกษา</p> <p>บทความนี้ได้สำรวจ นิยาม องค์ประกอบสำคัญ การบูรณาการดนตรีเข้ากับการสื่อสารการแพทย์ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์ แนวทางการรักษา บทบาทของนักดนตรีบำบัด ตัวอย่างงานวิจัย นอกจากนี้ผู้ศึกษายังได้เสนอทฤษฎีสิ่งเร้าและการตอบสนอง (Stimulus-Response Theory) และแบบจำลองการสื่อสาร SMCRE เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดเพื่อการวิจัยศิลปะการสื่อสารการแพทย์นี้ ในมิติของการสื่อสาร เพื่อ</p> <p>ศึกษาว่า นักดนตรีบำบัดในฐานะผู้ส่งสาร ใช้สารและสื่อกระตุ้นผู้ป่วยอย่างไร จึงเกิดการตอบสนองจากผู้ป่วยหลาย ๆ อาการ ให้มีผลการรักษาไปในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ และจากหลักฐานเชิงประจักษ์นี้ องค์กรภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมให้สหวิทยาการด้านนี้มีการพัฒนาอย่างไรต่อไป</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/288244
กลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ: กรณีศึกษาเมืองบาเกียว ประเทศฟิลิปปินส์
2025-07-06T16:38:52+07:00
กิตติศักดิ์ จำปาสี
grichawat@kku.ac.th
กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์
grichawat@kku.ac.th
กษิพัทธ์ ทอนมณี
grichawat@kku.ac.th
<p>เมืองบาเกียว ประเทศฟิลิปปินส์เป็นพื้นที่ที่เผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของประชาชน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ และเพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเมืองบาเกียวให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานบรรเทาและจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองท้องถิ่น และตัวแทนภาคประชาชน รวมถึงการวิเคราะห์เอกสารจาก ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี เช่น ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System: EWS) และระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) (2) การบริหารจัดการและทรัพยากร เช่น งบประมาณที่ได้รับและความพร้อมของบุคลากร และ (3) การมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการฝึกอบรมอาสาสมัครและการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัย (4) การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ซึ่งปัจจัยทั้งสี่ด้านมีความสัมพันธ์เกื้อหนุนกัน ในการสร้างความพร้อมของท้องถิ่นต่อการจัดการภัยพิบัติ ขณะเดียวกันผลการวิจัยยังพบว่า LGUs ได้พัฒนากลยุทธ์ในการจัดการภัยพิบัติที่ครอบคลุมทั้งสี่มิติของ Disaster Management Cycle ได้แก่ การป้องกัน (Prevention) การเตรียมความพร้อม (Preparedness) การตอบสนอง (Response) และการฟื้นฟู (Recovery) โดยกลยุทธ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการบูรณาการปัจจัยที่กล่าวมาในเชิงระบบ อันเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือภัยพิบัติของเมืองบาเกียว</p> <p> อย่างไรก็ตามยังคงพบข้อจำกัด เช่น ปัญหาด้านงบประมาณ ข้อจำกัดของระบบ ICS และ EWS ในบางพื้นที่ รวมถึงอุปสรรคในการบังคับใช้มาตรการควบคุมพื้นที่เสี่ยง ฉะนั้น เมืองบาเกียวต้องให้ความสำคัญกับการนำมาตรการป้องกันภัยพิบัติมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเมือง ปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน หากมาตรการเหล่านี้ได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เมืองบาเกียวสามารถรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติในระยะยาว</p>
2025-12-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/288629
การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลโคกตะเคียนอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
2025-08-14T14:31:11+07:00
นวรัตน์ นิธิชัยอนันต์
navaratmeaw@gmail.com
ลลนา สุขพิศาล
Navarat@srru.ac.th
ธราธร ภูพันเชือก
Navarat@srru.ac.th
ทรงกลด พลพวก
Navarat@srru.ac.th
วิมลกานต์ นิธิศิริวริศกุล
Navarat@srru.ac.th
ศรัญญา นาเหนือ
Navarat@srru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทางการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตร อินทรีย์ ตำบลโคกตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดย การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มวิสากิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ พบว่า มีรูปแบบตลาด ได้แก่ รูปแบบตลาดผู้ผลิต คือ สมาชิกนำผลผลิตผักจำหน่ายเองที่ตลาดนัดชุมชน ตลาดนัดประจำอำเภอ และร้านค้าในชุมชน รูปแบบตลาดผูกพัน คือ ข้อตกลงส่ง ผลผลิตผัก และข้าวให้กับโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ โรงพยาบาลอำเภอกาบเชิง รูปแบบตลาดผู้จำหน่าย คือ การขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลางและแม่ค้าในชุมชนที่นำไปจำหน่ายต่อที่ตลาดประจำอำเภอและตลาดนัด และรูปแบบตลาดออนไลน์ คือ จำหน่ายผ่านสื่อออนไลน์ Line Facebook ของสมาชิก โดยแนวทางการพัฒนา ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของวิสากิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ควรสร้างเครือข่ายตลาดเกษตรอินทรีย์ทั้งภายใน และภายนอกระดับตำบล ระดับจังหวัด เพื่อสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ควรพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่และสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น ควรนำเสนอเรื่องราวผลผลิตอินทรีย์ให้เป็นที่รู้จัก และควรเรียนรู้การตลาดอยู่เสมอ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น</p>
2025-12-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/288085
An Analysis of Production Potential, Marketing, and Farmer Networks for Value Creation in Organic Vegetable Community Enterprises in Chiang Mai Province
2025-05-15T12:04:15+07:00
Bo Huang
mju6501535004@mju.ac.th
Pawinee Areesrisom
mju6501535004@mju.ac.th
Weena Nilawonk
mju6501535004@mju.ac.th
Snit Sitti
mju6501535004@mju.ac.th
<p>This research aims to analyze the production potential, marketing strategies, and farmer networks to create added value for community enterprises growing organic vegetables in Chiang Mai Province. The study employed a quantitative research methodology, collecting data from 357 farmers through questionnaires, including executives, government officials, local leaders, the private sector, and local residents. Quantitative data were analyzed using statistical methods such as mean, standard deviation, and multiple regression analysis.</p> <p> The results of the study indicate that: 1) Production Potential: The overall production capacity of the community enterprise groups is rated at a high level. The groups demonstrated particular strengths in infrastructure management and the application of academic techniques and technologies, indicating readiness for efficient production system development. However, the farmers' knowledge and understanding of organic farming remain moderate, suggesting a need for further training to support consistent quality standards. 2) Marketing Potential: Marketing capacity is also at a high level, with financial and marketing management showing notable strengths. These areas reflect the groups' preparedness in budget management and strategic planning. Conversely, logistics management remains moderate, highlighting a need to improve product distribution systems. 3) Network Potential: The potential of the farmer network is high overall, especially in network management and support from government organizations. The cultivation of organizational culture is also strong, reinforcing internal unity. However, support from the private sector is moderate, revealing an opportunity to strengthen collaboration with businesses for long-term sustainability. The results suggest that while the community enterprises have high readiness in production, marketing, and networking, targeted capacity-building particularly in farmer education, logistics, and private-sector engagement could further enhance value creation and competitiveness in the organic vegetable sector.</p>
2025-12-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289231
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขตตรวจราชการที่ 13
2025-05-15T11:35:02+07:00
ก้องเทพ ตุ้มทอง
singkram04@gmail.com
นฤมล ศักดิ์ปกรณ์กานต์
singkram04@gmail.com
นวมินทร์ ประชานันท์
singkram04@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขตตรวจราชการที่ 13 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ด้วยวิธีการสนทนากลุ่มเพื่อหารูปแบบการพัฒนาผู้นำเชิงนวัตกรรม ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ระยะที่ 2 การทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้แบบประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบก่อน-หลัง จากผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง และ ระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยกำหนดผู้ประเมินออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ประเมินความถูกต้องและความเหมาะสม กลุ่มที่ 2 เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 30 คน ประเมินความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ของรูปแบบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้รูปแบบ โดยใช้การทดสอบที</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย แนวคิดและหลักการ วัตถุประสงค์ ประเด็นการพัฒนา วิธีการดำเนินการ และปัจจัย/เงื่อนไขสู่ความสำเร็จ 2) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า หลังการทดลองใช้รูปแบบมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนทดลองใช้ โดยมีการปฏิบัติตามรูปแบบในแต่ละด้านตั้งแต่ ร้อยละ 80 ขึ้นไป และ 3) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า ความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289244
รูปแบบการบริหารแบบร่วมมือเพื่อลดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ ของสถานศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตภาคเหนือ
2025-06-08T15:25:31+07:00
นิศา วรอินทร์
ozz_wo-rain_qy@hotmail.com
ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล
nimay.kpp@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาองค์ประกอบ แนวทาง สภาพ ปัญหาและวิเคราะห์องค์ประกอบ การบริหารแบบร่วมมือเพื่อลดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ของสถานศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตภาคเหนือ (2) สร้างรูปแบบการบริหารแบบร่วมมือเพื่อลดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ของสถานศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตภาคเหนือ และ (3) ประเมินรูปแบบการบริหารแบบร่วมมือเพื่อลดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ของสถานศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตภาคเหนือ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำนวน 381 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครซี่และมอร์แกน ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้การวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 2) แบบสอบถาม 3) แบบบันทึก การรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนาอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญและการประชาพิจารณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยโดยการหาค่าเฉลี่ย x ̅ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ความเบ้ (SW) ความโด่ง (KS) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) ค่าสถิติทดสอบความสัมพันธ์ (KMO) และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA : Confirmatory Factor Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ 1. พบว่า ได้องค์ประกอบ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านตระหนักถึงความจำเป็น 2) ด้านบริหารจัดการ 3) ด้านบทบาทหน้าที่และภารกิจ 4) ด้านประสานและแสวงหาเครือข่าย 5) ด้านธำรงรักษาสัมพันธภาพที่ดี 6) ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อลดความขัดแย้ง 7) ด้านติดตามและประเมินผล 2. พบว่า ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ผู้เชี่ยวชาญทำการแก้ไของค์ประกอบและจัดลำดับองค์ประกอบใหม่ ได้องค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การตระหนักถึงความจำเป็นการบริหารแบบร่วมมือ 2) วิธีการลดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ 3) การบริหารจัดการตามบทบาทหน้าที่และภารกิจ 4) การแสวงหาและธำรงรักษาสัมพันธภาพที่ดีของเครือข่าย 5) การติดตามและประเมินผล ผลการศึกษาสภาพและปัญหาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และผลการศึกษาองค์ประกอบพบว่า ในภาพรวมมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี ผลการตรวจสอบร่างรูปแบบ พบว่าในภาพรวมความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย 8 ส่วน ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการ 5) ผลผลิต 6) ผลลัพธ์ 7) ผลกระทบ 8) เงื่อนไขความสำเร็จ และ 3. พบว่า ผลการประเมินรูปแบบ ในภาพรวมความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/291005
รูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ
2025-09-30T11:19:45+07:00
พิชิต รัตนะโสภา
hunsa1974@gmail.com
สมเกียรติ บุญรอด
Hunsa1974@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษาประถมศึกษา 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษาประถมศึกษา 3) เพื่อประเมินรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษาประถมศึกษา วิธีการดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษา โดย 1) การสังเคราะห์เอกสาร 2) การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นของรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษา โดยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 265 คน และครู จำนวน 367 คน รวมทั้งสิ้น 632 คน 3) การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษาประถมศึกษา โดยการจัดสนทนากลุ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ขั้นตอนที่ 3 การประเมินรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษา โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 48 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษาประถมศึกษา ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 หลักการ องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์ องค์ประกอบที่ 3 ขอบข่าย ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้นำคุณภาพ 2) ด้านการทำงานเป็นทีม 3) ด้านการยกย่องและการให้รางวัล 4) ด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ 5) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 6) ด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง องค์ประกอบที่ 4 กระบวนการบริหารรูปแบบ องค์ประกอบที่ 5 แนวทางการประเมินรูปแบบ และองค์ประกอบที่ 6 ปัจจัยความสำเร็จ ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษา มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนผลการประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษาประถมศึกษา มีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290719
ส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้ปกครอง ในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนจังหวัดสุรินทร์
2025-07-17T14:01:29+07:00
กรญ์ภัสสร ชูตระกูล
kornpassornchutrakul@gmail.com
ชนม์ณัฐชา กังวานศุภพันธ์
Kornpassornchutrakul@gmail.com
ปีย์วรา พานิชวิทิตกุล
Kornpassornchutrakul@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนจังหวัดสุรินทร์ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 364 คนซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 31-40 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว โดยมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 35,001 บาทขึ้นไป มีความสัมพันธ์ในรูปแบบของบิดา หรือมารดา และมีจำนวนบุตรหลานที่ต้องส่งเข้าศึกษาในโรงเรียนเอกชน 1 คน และผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า ส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนจังหวัดสุรินทร์ ได้ร้อยละ 71.4 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยมีส่วนประสมทางการตลาดบริการ จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านค่าธรรมเนียมการศึกษา ด้านภาพลักษณ์ ด้านบุคลากร และด้านกระบวนการ ส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ไม่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจ จำนวน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านวิชาการ ด้านสถานที่ และด้านสภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวก ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถช่วยให้โรงเรียนเอกชนวางแผนหรือปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงดูดและรักษาจำนวนนักเรียน และเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครอง หน่วยงานที่กำกับดูแลโรงเรียนเอกชนสามารถนำข้อมูลใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายหรือแนวทางการกำกับดูแลการศึกษาภาคเอกชน และพยากรณ์แนวโน้มการเลือกโรงเรียนของประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ อีกทั้งเพิ่มองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทการศึกษาภาคเอกชน และเป็นต้นแบบในการศึกษาส่วนประสมการตลาดในแวดวงการศึกษาในพื้นที่อื่นต่อไป</p>
2025-12-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290696
การศึกษาองค์ประกอบกริททางการเรียนของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2025-08-01T08:55:49+07:00
วิกานดา ชัยรัตน์
wikanda.kan@gmail.com
เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล
dr.settawat@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบกริททางการเรียน และ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบกริททางการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเชิงโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยที่กำลังศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ใดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นเพื่อเลือกหลักสูตรโปรแกรมวิชาของแต่ละคณะ และ การสุ่มอย่างง่ายเพื่อเลือกหมู่เรียนของนักศึกษาที่มาจากทุกชั้นปี รวมจำนวน 606 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดกริททางการเรียน ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 ด้านความปรารถนาอย่างแรงกล้า มี 5 ตัวบ่งชี้ และองค์ประกอบด้านที่ 2 ด้านความขยันหมั่นเพียร มี 4 ตัวบ่งชี้ รวมจำนวน 67 ข้อ แบบมาตรประเมินค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรม Mplus</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบกริททางการเรียน องค์ประกอบที่ 1 ด้านความปรารถนาอย่าง แรงกล้า มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ = 0.373 องค์ประกอบที่ 2 ด้านความขยันหมั่นเพียง มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ = 0.377 และโมเดลองค์ประกอบกริททางการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมามีความสอดคล้องกับข้อมูลระดับดีมาก โดยมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังนี้ χ^"<sup>2</sup>" = 16.1 df = 11 χ^"<sup>2</sup>" /df = 1.46, p-value = 0.138, CFI = 0.998, TLI = 0.994, RMSEA = 0.027, SRMR = 0.012 ผลการวิจัยสรุปให้เห็นว่า นักศึกษาที่มีความปรารถนาแรงกล้าและความขยันหมั่นเพียรสูง มักมีพฤติกรรมการเรียนและการปรับตัวในสถานการณ์การเรียนที่ท้าทายได้ดี นอกจากนี้ โมเดลองค์ประกอบกริทยังสะท้อนถึงความสามารถในการทำนายและอธิบายลักษณะทางจิตใจที่เกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่นและความพยายามของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย คือ ครูและอาจารย์สามารถนำแบบวัดกริททางการเรียนและเกณฑ์การให้คะแนนไปใช้เป็นเครื่องมือในการแนะแนว เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจผู้เรียนรายบุคคลได้อย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการเก็บข้อมูลจากเครื่องมือวัดตัวแปรอื่นที่เกี่ยวข้องทางการเรียน เช่น การตั้งเป้าหมายทางการเรียน และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ กริทยังสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบหลักสูตรหรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อเสริมสร้างทักษะการปรับตัวและการพัฒนาตนเองทางการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290695
การยกระดับรายได้ของชาวนาตลาดแคโดยพลังเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร เทศบาลตำบลตลาดแค อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา
2025-08-03T14:41:43+07:00
คธาวุธ พลโคตร
katawut.p@nrru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพบริบท กระบวนการผลิตข้าวในพื้นที่เทศบาลตำบลตลาดแค อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา 2) ศึกษาวิธีการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายตลอดกระบวนการผลิตข้าวของชาวนา 3) วิเคราะห์แนวทางในการยกระดับรายได้ของชาวนาโดยพลังเครือข่ายเกษตรกร และ 4) หารูปแบบการยกระดับรายได้ของชาวนาตลาดแคโดยพลังเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรเทศบาลตำบลตลาดแค อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เป็นการศึกษาวิจัยที่มีชุมชนเป็นฐาน (CBR) จำนวน 60 คน โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์กลุ่ม (Group Interview) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview และการประชุมกลุ่มย่อย โดยมีเครื่องมือที่ใช้เป็นข้อมูลได้แก่ การจดบันทึก ถ่ายภาพ แบบสัมภาษณ์ แปลงทดลองเชิงปฏิบัติการ และการสังเกตการณ์แบบส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสาระ (Content analysis) และการวิเคราะห์เชิงบรรยาย (Descriptive analysis)</p> <p>ผลการศึกษา 1) สภาพบริบทพื้นที่มีเกษตรกรในพื้นที่ 390 คน มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวม 5,941 ไร่ เป็นดินเหนียวปนทราย มีกระบวนการผลิตข้าวสอดคล้องกับประเพณีทางศาสนา โดยในพื้นที่ยังไม่มีการรวมกลุ่มเกษตรกร 2) ต้นทุนการผลิตในพื้นที่ พบว่า มีต้นทุนการผลิตรวมทั้งสิ้น 4,850 บาท/ต่อไร่ ได้ผลตอบแทนในการขายข้าวเปลือกที่ 5,250 บาท/ต่อไร่ สรุปได้กำไรต่อไรที่ 400 บาท/ต่อไร่ 3) วิธีการลดต้นทุนทำได้ 3 วิธี คือ การเตรียมดิน วิธีการเพาะปลูกและบำรุงรักษา คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ 4) รูปแบบการยกระดับรายได้ของชาวนาตลาดแค ที่จะส่งผลให้เกษตรกรที่รวมกลุ่มมีความเข้มแข็งแ มีการบริหารงานกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีการดำเนินการต่อไปนี้ คือ การจัดโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ การบริหารกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรเป็นกองทุนเครือข่าย มีการกำหนดกติกาของกลุ่ม กติกาในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม กติกาในการรับเมล็ดพันธ์ข้าว และกติกาโรงสีข้าวของกลุ่มเครือข่าย และอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการเพาะปลูกตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวของพื้นที่</p>
2025-12-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289400
ข้อเสนอเชิงนโยบายแบบบูรณาการเพื่อยกระดับจังหวัดสกลนครสู่มหานครแห่งพฤกษเวช
2025-07-06T16:09:20+07:00
สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง
sanyasorn@snru.ac.th
วศิน เพชร์พงศ์พันธ์
Wasin0387@gmail.com
พิศดาร แสนชาติ
pisdpc7@gmail.com
ละมัย ร่มเย็น
lamairomyen@gmail.com
เนธิชัย ธานะราช
natichai.law53@gmail.com
อาจศึก มามีกุล
Artsuk@snru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา ปัจจัยความสำเร็จ และแนวทางเชิงนโยบายเพื่อผลักดันจังหวัดสกลนครให้กลายเป็น "มหานครแห่งพฤกษเวช" โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าธุรกิจสมุนไพรในสกลนครแม้มีศักยภาพสูง แต่ยังเผชิญกับอุปสรรคด้านโครงสร้าง การขาดการสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย และการไม่สามารถเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสู่ความสำเร็จประกอบด้วย 7 ประเด็นหลัก ได้แก่ องค์ความรู้ การสนับสนุนจากรัฐ เครือข่ายความร่วมมือ การตอบสนองตลาด นวัตกรรม อัตลักษณ์สินค้า และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ด้านที่ได้จากงานวิจัย ได้แก่ (1) การจัดตั้งหน่วยงานหลักในระดับจังหวัด (2) การพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจสมุนไพรแบบครบวงจร (3) การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับผู้ประกอบการรายย่อย (4) การเสริมสร้างการเรียนรู้ในระบบการศึกษาและชุมชน และ (5) การส่งเสริมการใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวันผ่านการตลาดเชิงสร้างสรรค์ งานวิจัยนี้ได้เสนอองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเมืองสมุนไพรในบริบทของพื้นที่อื่นได้อีกด้วย</p>
2025-12-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290378
การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการวิเคราะห์แนวทางการจัดการป่าชุมชน พื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ
2025-08-04T14:35:25+07:00
อลงกต แผนสนิท
alonggote.p@gmail.com
สุรศักดิ์ จันทา
noksc5712@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานภาพและบริบทภูมิศาสตร์ของป่าชุมชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ 2) พัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อการจัดการป่าชุมชน และ 3) ค้นหาแนวทางการจัดการป่าชุมชนด้วยระบบ GIS งานวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 50 คน และการสนทนากลุ่มย่อย 5 พื้นที่ รวม 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอแบบพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ป่าชุมชนทั้ง 5 พื้นที่มีความแตกต่างตามบริบทพื้นที่ แต่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่คล้ายคลึงกัน คือ ดำเนินงานโดยคณะกรรมการป่าชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย การบังคับใช้กฎระเบียบ การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า และสร้างความร่วมมือกับชุมชน เพื่อให้ทรัพยากรป่าใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน 2. การพัฒนาระบบ GIS มีเป้าหมายสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านการสำรวจข้อมูลเชิงพื้นที่ การออกแบบและพัฒนาระบบ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ระบบ GIS ช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ปรับปรุงการตัดสินใจด้านการจัดการป่า และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) แนวทางในการจัดทำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ 1) การจัดโซนนิ่งพื้นที่ 2) การสำรวจและเก็บข้อมูล 3) การวางแผนบริหารจัดการ 4) การมีส่วนร่วมของชุมชน และ 5) การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกในการประสานงานเพื่อสนับสนุนเครื่องมือและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุด</p>
2025-12-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290168
ภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว
2025-08-04T14:15:45+07:00
ประสงค์ เลาหะพงษ์
prasongl@go.buu.ac.th
ปัณมนัส ทรัพย์เกรียงเดช
Prasongl@go.buu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว จำนวน 241 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูล ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคว์สแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (μ = 10.33, σ = 10.49) และ ด้านการลดความเป็นบุคคล (μ = 4.07, σ = 5.02) อยู่ในระดับต่ำ ส่วน ด้านความสำเร็จส่วนบุคคล (μ = 24.21, σ = 14.41) อยู่ในระดับสูง 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ระยะเวลาที่ทำงานในหน่วยงาน และตำแหน่งงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีความสัมพันธ์ในทางลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (r = -.36) ด้านการลดความเป็นบุคคล (r = -.20) อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสัมพันธ์ทางบวกกับด้านความสำเร็จส่วนบุคคล (r = .20) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2025-12-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290238
การพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครูด้านการวิจัยในชั้นเรียนโดยการชี้แนะสะท้อนคิด
2025-10-14T12:53:13+07:00
ธีรภัทร โคตรบรรเทา
boonpeng.sit@neu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน โดยการชี้แนะสะท้อนคิด และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาชีพครูที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยในชั้นเรียน โดยการชี้แนะสะท้อนคิด กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาวิชาชีพครู หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 30 คน โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 15 คน และกลุ่มทดลอง จำนวน 15 คน ด้วยวิธีจับสลากเลือก รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยโดยทำการศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (Quasi-Experimental: Pretest-Posttest Control Group) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินสมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครูด้านการวิจัยในชั้นเรียนโดยการชี้แนะสะท้อนคิด ดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 2) แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาชีพครู สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สมรรถนะของนักศึกษาวิชาชีพครูด้านการวิจัยในชั้นเรียนที่ผ่านกระบวนการชี้แนะสะท้อนคิด โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (µ=4.62,σ=0.56) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนดำเนินการชี้แนะสะท้อนคิดโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (µ=3.42,σ=0.65) และหลังกระบวนการชี้แนะสะท้อนคิด พบว่า นักศึกษาวิชาชีพครูกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินคุณภาพสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในระดับดีมาก จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมีค่าเฉลี่ยจากการประเมินคุณภาพผลงานการวิจัยในชั้นเรียนของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยผ่านกระบวนการชี้แนะสะท้อนคิดเพิ่มขึ้นจาก µ=3.42 เป็น µ=4.62 หรือ (∆=1.20)</p> <p>2) ความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาชีพครู ที่มีต่อการสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน โดยการชี้แนะสะท้อนคิด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (µ=4.76,σ=0.53) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ (µ=4.80,σ=0.45) ด้านบรรยากาศในการเรียน (µ= 4.76,σ=0.53) และด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (µ=4.72,σ=0.62)</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290167
การพัฒนาเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมพฤฒพลังของผู้สูงอายุในชุมชนเนินหอม จังหวัดปราจีนบุรี
2025-11-20T15:35:03+07:00
สมลักษณ์ บุญณรงค์
somluk.b@fitm.kmutnb.ac.th
การุณย์ อินทวาส
karoon.i@fitm.kmutnb.ac.th
วงเดือน จันทร์พงษ์
wongduan.j@fitm.kmutnb.ac.th
มณีรัตน์ สุขเกษม
maneerat.s@bas.kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมพฤฒพลังของผู้สูงอายุในชุมชนเนินหอม จังหวัดปราจีนบุรี โดยอาศัยศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต และทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้แก่ การแปรรูปสมุนไพร การตีมีด การผลิตอังกะลุง และวิถีเกษตรอินทรีย์ กระบวนการวิจัยใช้กรอบ Participatory Action Research (PAR) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุและสมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนการออกแบบกิจกรรม ตั้งแต่การสำรวจทุนวัฒนธรรม การพัฒนารูปแบบกิจกรรม ไปจนถึงการประเมินศักยภาพของชุมชนในการรองรับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์</p> <p>การดำเนินงานวิธีวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ ขั้นตอนแรกเป็นการรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและทุนวัฒนธรรมของชุมชนเนินหอม ซึ่งพบว่าพื้นที่มีความพร้อมด้านภูมิปัญญาและแหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวได้หลากหลาย ขั้นตอนที่สองเป็นกระบวนการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน และกลุ่มวิสาหกิจ โดยมีการคัดเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่จำนวน 6 กิจกรรม ได้แก่ การทำทองม้วนสมุนไพร น้ำหอมไม้กฤษณา สบู่สมุนไพร ขนมหน่อไม้ สมุนไพรลูกประคบ และการเพาะเห็ด กิจกรรมเหล่านี้ถูกนำมาจัดโครงสร้างเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ “เรียนรู้วิถี สุขดี ที่เนินหอม” ซึ่งผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญในฐานะวิทยากร ผู้นำกิจกรรม และผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ขั้นตอนที่สามเป็นการประเมินศักยภาพของชุมชน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวอาสาสมัครจำนวน 45 คน ผลการประเมินพบว่า ศักยภาพโดยรวมของชุมชนอยู่ในระดับมาก ( = 4.18, S.D. = 0.66) โดยกิจกรรมถูกออกแบบมาจากพื้นฐานของทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.52, S.D. = 0.72) รองลงมาคือระดับการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการจัดกิจกรรม ( = 4.35, S.D. = 0.42) และการมีบุคคลผู้ทรงภูมิปัญญา ปราชญ์ ศิลปิน เป็นผู้เล่าเนื้อหาของกิจกรรม ( = 4.35, S.D. = 0.74)</p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการทุนวัฒนธรรมกับแนวคิดพฤฒพลังช่วยส่งเสริมสุขภาวะทั้งกายและใจของผู้สูงอายุ มีส่วนช่วยลดภาวะพึ่งพิง เสริมรายได้ และสร้างคุณค่าเชิงสังคมผ่านความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น ในเชิงคุณค่า งานวิจัยนี้เสนอรูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ชนบทอื่น ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาสังคมสูงวัยและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในระดับพื้นที่</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290006
การพัฒนารูปแบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในจังหวัดนครราชสีมา
2025-11-20T15:35:35+07:00
ปิยะนันท์ ทรงสุนทรวัฒน์
piyanan.s@nrru.ac.th
คธาวุธ พลโคตร
piyanan.s@nrru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทและระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 2) ศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การมีส่วนร่วมของชุมชนในการระงับข้อพิพาทในชุมชน 3) พัฒนารูปแบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพแบบเจาะจงจำนวน 2 กลุ่ม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และประชาชนที่ผ่านการอบรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชนที่เป็นตัวแทนหมู่บ้านละ 1 คน รวม 15 คน ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และทำการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณการเก็บข้อมูลจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายจากประชาชนในพื้นที่ รวม 361 คน ใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และนำเสนอแบบพรรณนาวิเคราะห์อภิปรายผล ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทและระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พบว่า รูปแบบการไกล่เกลี่ยในพื้นมี กระบวนการ คือ ก่อนการไกล่เกลี่ยที่มีการวิเคราะห์ปัญหา รวมรวมข้อมูล วิเคราะห์ความขัดแย้ง ระหว่างการดำเนินการไกล่เกลี่ยมีการกำหนดประเด็นและร่วมประชุมหาข้อตกลง และการติดตามผลภายหลังการไกล่เกลี่ย และในประเด็นระดับการมีส่วนร่วม พบว่า การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (𝒙̅ = 4.28, S.D. = 0.87) มากที่สุด รองลงมาคือ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ( 𝒙̅ 4.24, S.D. = 0.86) การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (𝒙̅ = 4.11, S.D. = 0.65) และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (𝒙̅ = 3.69, S.D. = 0.75) 2) ปัจจัยที่นำไปสู่การมีส่วนร่วมของชุมชนในการระงับข้อพิพาทในชุมชน พบว่า ด้านวิธีการ/กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (𝒙̅ = 4.40, S.D. = 0.68) มากที่สุด รองลงมา ด้านคู่ความและคู่กรณี (𝒙̅ = 4.29, S.D. = 0.83) และด้านความเหมาะสมของผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (𝒙̅ = 4.15, S.D. = 0.82) 3) รูปแบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน พบว่า ต้องมีกระบวนการในการส่งเสริมด้านการสร้างคน การจัดการโครงสร้างในรูปแบบเครือข่ายชุมชน สร้างการยอมรับของคนในชุมชนให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจ และมองเป้าหมายของการไกล่เกลี่ยไปในทิศทางที่ถูกต้อง มีระบบการติดตามประเมินผล และการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289922
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้พลศึกษาของนักศึกษาครูมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
2025-07-10T13:27:03+07:00
อภิรักษ์ คำเสนาะ
apiruk.kg63@ubru.ac.th
ปิญาภรณ์ พิชญาภิรัตน์
piyaporn.p@ubru.ac.th
ภูมิพงศ์ จอมหงษ์พิพัฒน์
Bhumbhong.j@ubru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาของนักศึกษาครูในมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครู 3) เปรียบเทียบผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครูที่พัฒนาขึ้น และ 4) ประเมินความความพึงพอใจ และประเมินรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครู โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development: R&D) กลุ่มเป้าหมาย ในการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ อาจารย์ผู้สอนในสาขาพลศึกษา จำนวน 25 คน และนักศึกษาครู จำนวน 180 คน ซึ่งมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา จำนวน 10 คน กลุ่มเป้าหมาย การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครู ได้แก่ นักศึกษาครูสาขาพลศึกษา ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 กลุ่ม รวม 54 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 27 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 27 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดความรู้ด้านการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬา 3) แบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬา และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) พร้อมการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากข้อมูลเชิงลึก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้พลศึกษา ในความคิดเห็นของอาจารย์ผู้สอนอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.53, S.D. = 0.64) และนักศึกษาครูอยู่ในระดับมาก ( = 4.39, S.D. = 0.77) และผลการสัมภาษณ์เชิงลึก 10 คน การจัดการเรียนรู้พลศึกษาควรบูรณาการวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อพัฒนาสมรรถนะกศึกษาครูทั้ง 5 ด้าน โดยเน้นการมีส่วนร่วมผ่านเทคโนโลยีร่วมสมัยที่ช่วยให้ผู้เรียนประเมินและพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและแรงจูงใจ แต่สามารถแก้ไขได้ผ่านการออกแบบหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายภายนอกแนวทางนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เชื่อมโยงการเรียนรู้เชิงวิชาการกับทักษะวิชาชีพของครูยุคใหม่ได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน.</li> <li>ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์การกีฬา รูปแบบที่ได้มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหา ขั้นตอนการเรียนรู้ 6 ขั้น และการประเมินผล โดยมีผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 10 คน มีความเหมาะสมในระดับ “เหมาะสมมากที่สุด” ( = 4.60,S.D. = 0.48)</li> <li>ผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอน กลุ่มทดลองมีคะแนนสมรรถนะการจัดการเรียนรู้พลศึกษาหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ผลการประเมินรูปแบบการเรียนการสอน นักศึกษาครูที่เป็นกลุ่มทดลอง มีระดับความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.65, S.D. = 0.45) และ ผลการยืนยันรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ รูปแบบการเรียนการสอนมีความเหมาะสมในระดับ มากที่สุด ( = 4.60, S.D. = 0.48)</li> </ol>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289906
การพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบบูรณาการเชิงพื้นที่ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนบ้านอีหนา (รัฐประชานุกูล)
2025-07-30T15:17:10+07:00
ทิตย์ณรงค์ มณีวัฒน์
aew44886@gmail.com
พิมพ์อร สดเอี่ยม
aew44886@gmail.com
กรรณิกา ไวโสภา
aew44886@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบบูรณาการเชิงพื้นที่ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) พัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบบูรณาการเชิงพื้นที่ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ประเมินผลการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบบูรณาการเชิงพื้นที่ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ดำเนินการพัฒนา 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล วงรอบที่ 1 เก็บข้อมูลผ่านการประชุมวางแผนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ร่วมกับผู้ร่วมวิจัย 27 คน การสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน เกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการ ศึกษาดูงาน การสังเกตการณ์มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา และการบันทึกสะท้อนผลเพื่อปรับปรุงแผนสำหรับวงรอบถัดไป วงรอบที่ 2 ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชุมผู้ร่วมวิจัย 27 คน เพื่อวางแผนในการดำเนินการใหม่ การปฏิบัติการตามแผนใหม่ การสังเกตผลการเปลี่ยนแปลง และการสะท้อนผลสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อประเมินผลความพึงพอใจต่อการพัฒนา ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 233 คน จากประชากรครู กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียน รวมทั้งสิ้น 304 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบบันทึกการประชุม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกสะท้อนผลการปฏิบัติงาน และแบบสอบถามความพึงพอใจ นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาสำคัญ และสร้างข้อสรุป</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ ครูขาดความรู้เกี่ยวกับการดำเนินการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขาดแหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แหล่งเรียนรู้มีสภาพเสื่อมโทรม การดำเนินงานขาดความต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชนอยู่ในระดับน้อย ขาดแรงจูงใจและการเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ค่อนข้างน้อย ความต้องการในการพัฒนา ได้แก่ การศึกษาดูงาน การปรับปรุงพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน การพัฒนาความร่วมมือ การเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วม และการพัฒนาทักษะชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดกับผู้เรียน</p> <p>2) การดำเนินการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ได้มีการศึกษาดูงานโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและชุมชน ประสานความร่วมมือกับชุมชน ประสานความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคราษีไศล เพื่อเปิดหลักสูตรระยะสั้นห้องเรียนอาชีพ และจัดค่ายพัฒนาทักษะชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง</p> <p>3) ผลการประเมินพบว่า นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมถอดบทเรียนในแต่ละทักษะชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงครบทุกทักษะชีวิต โดยความพึงพอใจต่อการพัฒนาของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบด้วยครู กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียน รวมจำนวน 233 คน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.11) และผลการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 17 คน พบว่ามีความพึงพอใจต่อการดำเนินการ</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289737
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาแคลคูลัสในรูปแบบออนไลน์ของผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
2025-07-10T13:17:21+07:00
บงกช ธนวงศ์วิสูตร
bongkote.th@spu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาแคลคูลัสรูปแบบออนไลน์ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ปกครองกับผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษา เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธี Simple Random Sampling โดยใช้แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การทดสอบไคว์สแควร์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ปกครอง ได้แก่ ระดับการศึกษาสูงสุด และรายได้ของครอบครัว มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในบริบทของการเรียนออนไลน์ซึ่งมีข้อจำกัดหลายด้าน ส่งผลให้ความยากของเนื้อหาวิชาแคลคูลัสทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ของตัวแปรเชิงสาเหตุทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ พื้นฐานทางวิชาการ เศรษฐกิจของครอบครัว สภาพทางสังคมของครอบครัว การจัดการเรียนการสอน และเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่าแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และสามารถอธิบายความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาแคลคูลัสออนไลน์ได้ร้อยละ 82.0 โดยเรียงลำดับอิทธิพลของปัจจัยจากมากไปน้อย ได้แก่ เศรษฐกิจของครอบครัว สภาพทางสังคมของครอบครัว การจัดการเรียนการสอน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ พื้นฐานก่อนเข้าศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามลำดับ</p> <p>ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว รวมถึงคุณภาพของการจัดการเรียนการสอนและการสนับสนุนจากระบบเทคโนโลยีต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในรายวิชาแคลคูลัสออนไลน์ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การจัดหลักสูตรเสริมพื้นฐานคณิตศาสตร์สำหรับนักศึกษาก่อนเข้าศึกษาวิชาแคลคูลัส การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย การติดตามและประเมินผลการเรียนอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างผู้สอนและนักศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ในบริบทออนไลน์</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289706
กลไกการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าทางการตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลา ของกลุ่มประมงพื้นบ้านริมทะเลสาบดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่
2025-09-05T14:07:04+07:00
ประทีป พืชทองหลาง
khun_Jedrin@hotmail.com
ธัญญลักษณ์ บุญลือ
thanyalak_b@rmutl.ac.th
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อจัดการความรู้ภูมิปัญญาการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดของกลุ่มประมงพื้นบ้านริมทะเลสาบดอยเต่า 2) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาของกลุ่มประมงพื้นบ้านริมทะเลสาบดอยเต่า 3) เพื่อพัฒนาการตลาดออนไลน์สำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาของกลุ่มประมงพื้นบ้านริมทะเลสาบดอยเต่า พื้นที่วิจัย คือ ชุมชนริมทะเลสาบดอยเต่า อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ที่อาศัยอยู่ในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 40 คน (การสัมภาษณ์) และสมาชิกวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปอาหารจากปลา ผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำในอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 40 คน (การอบรมเชิงปฏิบัติการ) ผลการวิจัย พบว่า 1) ภูมิปัญญาการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดของกลุ่มประมงพื้นบ้านริมทะเลสาบดอยเต่า แบ่งออกเป็น 7 องค์ประกอบ คือ การจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ การตั้งกฏระเบียบชุมชน การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ความเชื่อในชุมชน การส่งเสริม การมีส่วนร่วมของเยาวชนในการอนุรักษ์และขยายพันธ์สัตว์น้ำ แผนการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 2) การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาของกลุ่มประมงพื้นบ้านริมทะเลสาบดอยเต่า ด้วยการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ชุมชนดอยเต่าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาแต่ละประเภท รวมทั้งทำให้ผลิตภัณฑ์มีความทันสมัย มีข้อมูลครบถ้วน และ 3) การพัฒนาการตลาดออนไลน์สำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาของกลุ่มประมงพื้นบ้านริมทะเลสาบดอยเต่า ด้วยการสร้างเว็บไซต์ เพื่อเป็นช่องทางในการขายผลิตภัณฑ์นอกเหนือจากการขายผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิมที่ประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จำนวนลูกค้าที่ลดลง รวมทั้งขาดผู้สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลา ผลการวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการสร้างกลไกการพัฒนา เพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำรอบทะเลสาบดอยเต่าอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289704
การพัฒนาเครื่องมือวัดความคล่องตัวในการเรียนรู้สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน: การประยุกต์ใช้การวิเคราะห์กลุ่มแฝงเพื่อเป็นจุดตัด
2025-08-25T17:16:01+07:00
ญาดา ม่วงแก้ว
yadam@nu.ac.th
<p>เครื่องมือวัดความคล่องตัวในการเรียนรู้สามารถวัดและประเมินคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละองค์ประกอบได้ และการวิเคราะห์กลุ่มแฝงจะใช้ในจำแนกคุณลักษณะของผู้บริหารในแต่ละกลุ่ม ซึ่งบทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวัดความคล่องตัวในการเรียนรู้สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) วิเคราะห์กลุ่มแฝงความคล่องตัวในการเรียนรู้สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อใช้สำหรับการกำหนดคะแนนจุดตัด ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยจาก 6 ภูมิภาคของประเทศไทยจำนวน 300 คน <br />ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือวัดความคล่องตัวในการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุม 5 องค์ประกอบของความคล่องตัวในการเรียนรู้ จำนวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์กลุ่มแฝง ผลการวิจัย พบว่า 1) ข้อคำถามของเครื่องมือวัดความคล่องตัวในการเรียนรู้ มีค่าดัชนี IOC ตั้งแต่ 0.80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.257 - 0.766 มีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.413 - 0.873 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกข้อ และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.922 และ 2) ผลการวิเคราะห์กลุ่มแฝงสามารถจำแนกกลุ่มแฝงความคล่องตัวในการเรียนรู้สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแฝง 1 “กลุ่มที่มีความคล่องตัวในการเรียนรู้ระดับเริ่มต้น” จำนวน 20 คน (6.667%) กลุ่มแฝง 2 “กลุ่มที่มีความคล่องตัวในการเรียนรู้ระดับดี” จำนวน 155 คน (51.667%) และกลุ่มแฝง 3 “กลุ่มที่มีความคล่องตัวในการเรียนรู้ระดับดีเยี่ยม” จำนวน 125 คน (41.667%) คะแนน 18.250 เป็นคะแนนจุดตัดที่สามารถแบ่งกลุ่มแฝง 1 และกลุ่มแฝง 2 ออกจากกัน และคะแนน 21.335 เป็นคะแนนจุดตัดที่สามารถแบ่งกลุ่มแฝง 2 และกลุ่มแฝง 3 ออกจากกันตามระดับ</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289674
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
2025-07-06T16:11:54+07:00
เมริสา กาหลงรัตน์
merisakalongrat@gmail.com
เสกสรรค์ สนวา
merisakalongrat@gmail.com
วรฉัตร วริวรรณ
merisakalongrat@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี 2) เปรียบเทียบความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี และ 4) เสนอแนะแนวทางการลดความเครียดของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างการวิจัย จำนวน 274 คน เก็บข้อมูลการวิจัยโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยโดยใช้วิเคราะห์หาค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบความแตกต่างของค่าที (T-Test) การทดสอบค่าเอฟ (F-Test) การวิเคราะห์ความแปรปรวน (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.45, S.D. = 1.26) 2) ผลการเปรียบเทียบความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ขึ้นอยู่กับเพศ อายุ การศึกษาและระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่ต่างกัน แต่สถานภาพและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ต่างกัน มีความเครียดในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ปัจจัยด้านการทำงานส่งผลต่อความเครียดในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 4) แนวทางการลดความเครียดของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี คือ ควรมุ่งเน้นการปรับปรุงบทบาทภายในองค์กรและการพัฒนาในอาชีพและส่งเสริมความสัมพันธ์และการสนับสนุนทางสังคมในที่ทำงาน เพื่อลดภาระงานและความกดดัน</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/289014
The Key Role of Digital Learning Technologies in Shaping and Transforming Modern Teaching Approaches
2025-05-14T15:22:04+07:00
Narat Wattanapanit
Narat1904@yahoo.com
<p>The adoption of digital learning technologies has revolutionized educational methods by moving away from conventional teacher-directed approaches to student-focused learning environments supported by technology. Modern education now offers both new opportunities and challenges as teaching methods evolve to become more interactive and personalized through the help of learning management systems (LMS), artificial intelligence (AI), virtual and augmented reality (VR/AR), and predictive analytics. This study explores the ways digital learning technologies influence modern instructional methods while emphasizing pedagogical innovation, theoretical integration, and future educational technology trends. The research utilized a qualitative methodology that included comprehensive literature reviews and conceptual evaluations of existing digital tools and frameworks like SAMR and TPACK to assess their applications throughout different educational levels. This research gathers evidence from academic publications to examine the advantages and drawbacks of digital technology integration in learning contexts. Research shows digital tools improve teaching effectiveness through personalized learning opportunities and improved accessibility, which leads to better student engagement. Adaptive learning systems and gamified environments serve as tools to develop students' critical thinking and teamwork abilities. The digital divide, alongside teacher readiness issues and data privacy worries, continue to demand strategic interventions and systemic backing. In conclusion, Modern education relies heavily on digital technologies, which function as essential elements within both curriculum delivery systems and student development processes. Achieving successful, equitable deployment of digital technologies requires a comprehensive plan that combines infrastructure development with teacher education and ethical supervision. This research highlights that continuous development based on proven educa</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/288561
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานระบบบัญชี ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอิเล็กทรอนิกส์ (e-LAAS) ในจังหวัดชลบุรี
2025-06-29T14:25:13+07:00
กมลวรรณ รอดหริ่ง
kamolwan_r@hotmail.com
กัญยา แสนเมืองมา
kamolwan@go.buu.ac.th
เนตรดาว ชัยเขต
kamolwan@go.buu.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานระบบบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอิเล็กทรอนิกส์ (e-LAAS) ในจังหวัดชลบุรี โดยอ้างอิงกรอบแนวคิดการประเมินระบบสารสนเทศของ Petter และ McLean เพื่อระบุตัวชี้วัดความสำเร็จของระบบสารสนเทศ ซึ่งประกอบด้วย คุณภาพของระบบสารสนเทศ คุณภาพของสารสนเทศ และคุณภาพของการให้บริการ ตลอดจนการประเมินผลกระทบจากการใช้งานระบบที่ครอบคลุมทั้ง ความพึงพอใจของผู้ใช้ และ การสนับสนุนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในองค์กร ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี ซึ่งประสบความสำเร็จในการบันทึกบัญชีและจัดทำรายงานทางการเงินประจำปีงบประมาณ 2563 ด้วยระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ e-LAAS จำนวน 99 แห่ง จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบ Enter เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านคุณภาพของระบบสารสนเทศ คุณภาพของสารสนเทศ และคุณภาพของการให้บริการ มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของระบบบัญชี e-LAAS ในมิติของ ผลประโยชน์ ประสิทธิผล และประสิทธิภาพขององค์กร โดยที่ คุณภาพของระบบ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดในทั้งสามมิติ ทั้งนี้ ตัวแปรทั้งสามสามารถร่วมกันอธิบายผลลัพธ์ขององค์กรในแต่ละด้านได้ในระดับสูง โดยมีค่าความสามารถในการอธิบาย (R²) อยู่ระหว่าง 76.20% – 77.80% และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) สูงถึง 0.873 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงระบบ e-LAAS ให้มีความถูกต้อง ปลอดภัย และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลและบริการ ตลอดจนส่งเสริมความยั่งยืนในการนำระบบไปประยุกต์ใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระยะยาว</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/288086
The Analysis of Component Factors Affecting the Enhancement of Potential and Sustainability of Agricultural Women's Groups in Chiang Mai Province
2025-07-12T13:07:12+07:00
Chun-Shen Huang
mju6501535003@mju.ac.th
Koblap Areesrisom
mju6501535003@mju.ac.th
Snit Sitti
mju6501535003@mju.ac.th
Pawinee Areesrisom
mju6501535003@mju.ac.th
<p>This study aims to analyze the problems, obstacles, and factors influencing the empowerment and sustainability of women's agricultural groups in Chiang Mai Province. A quantitative research methodology was employed, collecting data from 371 members of agricultural women's groups in the province through questionnaires. The data were analyzed using statistical methods, including percentage, mean, standard deviation, and multiple regression analysis. The findings reveal that: (1) the agricultural women's groups face multiple critical challenges, with the most severe issues being marketing and distribution, as well as adaptation to change. In contrast, member participation was found to have a lower impact. Additionally, significant problems were identified in areas such as group management, financial and resource management, product development and production, and skill enhancement, all of which were assessed as having a high level of severity. (2) The analysis of key components influencing group development identified two main categories: internal and external factors. Internal factors (mean = 3.83), particularly community engagement and effective group management, play a critical role in driving the group's success, although capital management and product organization may still require further improvement. External factors (mean = 3.93), such as economic conditions and technological advancement, were found to be key drivers of group development. The study highlights that addressing internal challenges while systematically leveraging external opportunities can effectively enhance the strength and sustainability of agricultural women's groups in Chiang Mai.</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLGISRRU/article/view/290381
สถานภาพและบริบททรัพยากรป่าชุมชนผ่านกระบวนการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลผลิตในจังหวัดศรีสะเกษ
2025-11-20T15:36:26+07:00
สุรศักดิ์ จันทา
surasak.nchantha@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสถานภาพและบริบทของผลผลิตทรัพยากรป่าชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ 2) ศึกษาและประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของผลผลิตทรัพยากรป่าชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ และ3) ค้นหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทรัพยากรป่าชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน และการสนทนากลุ่มย่อยจากกลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 คน ขณะที่การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 378 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติพรรณนา และนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบพรรณนาความ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ป่าชุมชนทั้ง 3 พื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษตั้งอยู่ในเขตชายแดนที่เคยประสบปัญหาการบุกรุก การมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่ามีบทบาทสำคัญต่อการจัดตั้งป่าชุมชนที่มีขอบเขตชัดเจนและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผลผลิตจากป่าที่ไม่ใช่ไม้ เช่น เห็ด ผักป่า และสมุนไพร ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และฤดูกาลทางธรรมชาติ 2) การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจพบว่า การหาของป่าเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหาร โดยบางพื้นที่มีมูลค่าผลผลิตจากป่าชุมชนสูงถึง 4,781,940 บาทต่อปี สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ควบคู่กับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม และ 3) แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนควรมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตที่ไม่ใช่ไม้ผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่น การแปรรูป การยกระดับมาตรฐาน และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนและการพึ่งพาตนเองในระยะยาว</p>
2025-12-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น