มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับพิจารณาบทความทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น ๆ โดยขอบเขตเนื้อหาทางวิชาการของมนุษยศาสตร์สาร จะครอบคลุมเนื้อหาทางด้าน<em>ศาสนา/เทววิทยา ภาษาและภาษาศาสตร์ คติชนวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ การแปล การท่องเที่ยว บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ปรัชญา/จริยศาสตร์ จิตวิทยา วรรณกรรม บ้านและชุมชน การท่องเที่ยว (ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือปัญหาในมนุษยศาสตร์) การศึกษาข้ามศาสตร์หรือสหวิทยาการ (ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือปัญหาในมนุษยศาสตร์) อาณาบริเวณ/ชุมชนศึกษา และล้านนาศึกษา</em> เป็นต้น </p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>วัตถุประสงค์</strong></span></p> <p> 1. เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และงานวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์</p> <p> 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการค้นคว้าและวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางด้านมนุษยศาสตร์</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดรับพิจารณาบทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ (Academic articles) บทความปริทัศน์ (Review articles) และ บทวิจารณ์หนังสือ (Book review) ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้อง<strong>ไม่เคย</strong>ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุม หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และ<span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม่</strong></span>อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>กำหนดการเผยแพร่ตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1: มกราคม – เมษายน (ตีพิมพ์ปลายเดือนเมษายน)</p> <p>ฉบับที่ 2: พฤษภาคม – สิงหาคม (ตีพิมพ์ปลายเดือนสิงหาคม)</p> <p>ฉบับที่ 3: กันยายน - ธันวาคม (ตีพิมพ์ปลายเดือนธันวาคม)</p> <p>โดยนำเสนอบทความทางวิชาการ ด้านมนุษยศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดทำอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ <strong>ISSN:2985-279X (Online)</strong> โดยเริ่มจัดทำตั้งแต่ปี 2552 </p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>นโยบายการประเมินบทความ</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ สกอ. และ สกว. กำหนด โดยกองบรรณาธิการ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง มาจากสถาบันภายนอกเป็นส่วนใหญ่และมาจากสถาบันภายในส่วนหนึ่ง และมีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องทำหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองบทความ <strong>อย่างน้อย 3 คน</strong> โดย<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-blind peer review)</strong></p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ค่าธรรมเนียมและดำเนินการของวารสาร</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ <strong>"ยกเลิก" </strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่งบทความพิจารณาตีพิมพ์ ไปเมื่อปี พ.ศ. 2564 และ<strong>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ</strong> ตลอดกระบวนการดำเนินงานของวารสารจากผู้เขียน โดยผู้เขียนสามารถแจ้งความประสงค์ขอส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์พร้อมแบบฟอร์มผ่านระบบ ThaiJO (มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>กระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ</strong></span></p> <p> บทความที่จะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ดังนี้</p> <p> 1. ผู้เขียนลงทะเบียนเพื่อใช้งานระบบ ThaiJO 2.0 เพื่อดำเนินการ <strong>ส่งบทความ</strong> และ “<strong>แบบฟอร์มเสนอบทความเพื่อพิจารณาการตีพิมพ์</strong><strong>” </strong>ทางออนไลน์ผ่านระบบ ที่ <a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/submission" target="_blank" rel="noopener"><strong>https://www.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/submission</strong></a></p> <p>ท่านสามารถดาวน์โหลดเทมเพลตวารสารและแบบฟอร์มการส่งบทความได้ที่หัวข้อ <strong><em>ข้อมูล &gt; <a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/information/authors" target="_blank" rel="noopener">สำหรับผู้แต่ง</a></em></strong></p> <p> 2. เมื่อกองบรรณาธิการได้รับบทความเรียบร้อยแล้ว กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนทราบโดยทันที</p> <p> 3. กองบรรณาธิการจะดำเนินการตรวจสอบบทความที่ได้รับว่าอยู่ในขอบเขตเนื้อหาวารสารหรือไม่ รวมถึงคุณภาพทางวิชาการและประโยชน์ ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติในเบื้องต้น และจะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เขียนทราบภายใน <strong>45-60 วัน</strong></p> <p> 4. กองบรรณาธิการจะดำเนินการส่งบทความเพื่อกลั่นกรองต่อไป โดยจะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 3 ท่าน ประเมินคุณภาพของบทความว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะลงตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองนี้ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน <strong>(Double-blind peer review)</strong> โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ <strong>20-40 วัน</strong></p> <p> 5. เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ว กองบรรณาธิการจะตัดสินการพิจารณาโดยอิงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิว่าบทความนั้นๆ ควรนำลงตีพิมพ์ หรือควรส่งให้ผู้เขียนแก้ไขก่อนส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินอีกครั้ง หรือปฏิเสธการตีพิมพ์ และจะแจ้งผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิให้ผู้เขียนรับทราบ ภายในระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับผลการพิจารณา โดยผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด</p> <ul> <li>ผู้เขียนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กองบรรณาธิการวารสารกำหนด และยินยอมให้บรรณาธิการแก้ไขบทความเพื่อความสมบูรณ์ได้ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเผยแพร่</li> </ul> <ul> <li>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ได้ <span style="text-decoration: underline;"><strong>"ยกเลิก"</strong></span> การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่งบทความพิจารณาตีพิมพ์ เมื่อปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป โดยผู้เขียนสามารถแจ้งความประสงค์ขอส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์พร้อมแบบฟอร์มผ่านระบบ ThaiJO [มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่] </li> <li>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ได้ <span style="text-decoration: underline;"><strong>"ปรับเปลี่ยน"</strong></span> จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณากลั่นกรองบทความวิจัย/วิชาการ <strong>จากเดิม 2 ท่าน เป็น</strong> <span style="text-decoration: underline;"><strong>3 ท่าน</strong></span> [ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564] ผ่านรูปแบบการประเมินแบบ <strong>Double-Blind</strong> </li> </ul> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ภาษาที่ตีพิมพ์เผยแพร่</strong></span></p> <p> ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น ๆ </p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่</strong></span></p> <p><strong> </strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี<br /> ฉบับที่ 1: เดือน มกราคม – เมษายน (ตีพิมพ์ปลายเดือนเมษายน)<br /> ฉบับที่ 2: เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม (ตีพิมพ์ปลายเดือนสิงหาคม)<br /> ฉบับที่ 3: เดือน กันยายน – ธันวาคม (ตีพิมพ์ปลายเดือนธันวาคม)</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ผู้สนับสนุนการตีพิมพ์เผยแพร่วารสาร</strong></span></p> <p><strong> </strong>คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p> th-TH junyawan.suwannarat@cmu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรรยวรรณ สุวรรณรัตน์ (Asst. Prof. Dr. Junyawan Suwannarat)) humanjournal@cmu.ac.th (นางสาวณัฐกานต์ สนิทอินทร์ (Ms. Nattakarn Sanit-in)) Mon, 31 Aug 2026 17:02:36 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดการภูมิทัศน์เสียงเชิงสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน: บนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/296039 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพและบทบาทของภูมิทัศน์เสียงในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิเคราะห์การจัดการและการอนุรักษ์ภูมิทัศน์เสียงที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะอย่างยั่งยืนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเสนอแนวทางการจัดการภูมิทัศน์เสียงเชิงสร้างสรรค์ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะบนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและ<br />ความยั่งยืนของพื้นที่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพภายใต้แนวคิดเชิงตีความ เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตภาคสนาม และการบันทึกสภาพแวดล้อมทางเสียง จากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 20 คน ประกอบด้วยนักท่องเที่ยว ประชาชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงหัวข้อแบบตีความ (Interpretive Thematic Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความเงียบและเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงลม เสียงน้ำไหล และเสียงนกร้องมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และการฟื้นฟูทางอารมณ์ของนักท่องเที่ยว ขณะที่เสียงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เช่น เสียงกลองมองเซิง เสียงบทสวดแบบไทใหญ่ และเสียงดนตรีพื้นบ้าน สะท้อนอัตลักษณ์ ความทรงจำร่วม และวิถีชีวิตของชุมชน นอกจากนี้ ภูมิทัศน์เสียงมีบทบาทต่อการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะผ่านกระบวนการรับรู้และการสร้างความหมายของผู้คน โดยสุขภาวะที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลจากเสียงเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน กิจกรรม และบริบทของพื้นที่ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์เสียงของจังหวัดแม่ฮ่องสอนกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากการท่องเที่ยวร่วมสมัยและกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้เสียงดั้งเดิมบางส่วนเริ่มลดบทบาทลง และยังพบข้อจำกัดด้านการจัดการเสียงและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในระดับพื้นที่</p> <p>ข้อค้นพบสะท้อนว่า ภูมิทัศน์เสียงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมทางเสียง แต่เป็นทรัพยากรด้านสุขภาวะ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีบทบาทต่อการสร้างความหมายและประสบการณ์การท่องเที่ยวของผู้มาเยือน การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะจึงควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกเสียงท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของชุมชน และการจัดการภูมิทัศน์เสียงอย่างสมดุล เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> วาสนา อังศุนิตย์ลาภา, พิทักษ์ ศิริวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วาสนา อังศุนิตย์ลาภา, พิทักษ์ ศิริวงศ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/296039 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ภาพแทนความเป็นไทยของชื่อร้านอาหารไทยในประเทศจีน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/296336 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพแทนความเป็นไทยของชื่อร้านอาหารไทยในประเทศจีน โดยใช้แนวคิดภาพตัวแทน (Representation) ของ Hall et al. (2013) แนวคิดสัญวิทยา (Semiology) ของ Barthes (1970) และแนวคิดความเป็นไทย (Thainess) ของ Tourism Authority of Thailand (2008, 2015) โดยวิเคราะห์ความหมายสัญญะทั้งความหมายตรงและความหมายแฝงของคำและวลีที่เป็นตัวอักษรซึ่งเป็นรูปสัญญะบนป้ายร้านอาหารไทยในประเทศจีน จากนั้นนำมาวิเคราะห์ภาพแทนความเป็นไทยที่ถูกประกอบสร้างผ่านการตั้งชื่อร้านอาหารไทยในประเทศจีน โดยชื่อร้านอาหารไทยที่ศึกษาตั้งอยู่ใน 9 เมืองของประเทศจีนซึ่งเก็บข้อมูลจาก https://map.baidu.com ตั้งแต่พฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ. 2566 รวม 457 ร้าน ผลการศึกษาพบว่า ชื่อร้านอาหารไทยในประเทศจีนมีการตั้งชื่อร้านอาหารโดยเลือกใช้คำและวลีที่แสดงลักษณะความเป็นไทย 10 ลักษณะตามความนิยม ได้แก่ ศิลปวัฒนธรรมของไทย การใช้ภาษาไทย ค่านิยมและความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นสิริมงคล สถานที่ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ชื่อผลไม้และดอกกล้วยไม้ เอกลักษณ์ประจำชาติไทย ส่วนประกอบของอาหารไทย ดอกบัวสัญลักษณ์แห่งศาสนาพุทธ สถาบันพระมหากษัตริย์และยศถาบรรดาศักดิ์ในสังคมไทย รวมถึงอุปนิสัยและบุคลิกภาพของคนไทย โดยภาพแทนความเป็นไทยได้ถูกประกอบสร้างและนำเสนอโดยยึดโยงจากมุมมอง ความคิดและประสบการณ์ของเจ้าของร้านอาหารโดยตรงซึ่งภาพแทนความเป็นไทยที่พบเป็นการเลือกนำเสนอเฉพาะภาพแทนเชิงบวกในมิติใดมิติหนึ่ง โดยสรุปได้ 5 มิติ ได้แก่ (1) ความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมไทย (2) ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์เขตร้อน (3) สังคมและวิถีชีวิตแบบไทย (4) อุปนิสัยของคนไทย และ (5) ความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว ผลการศึกษายังสะท้อนให้เห็นว่า การนำเสนอภาพแทนความเป็นไทยผ่านชื่อร้านอาหารไทยในประเทศจีนเป็นการอาศัยทุนทางวัฒนธรรมไทยและทุนความเป็นไทย ทั้งยังเป็นการใช้อำนาจละมุนเพื่อสื่อสารข้ามวัฒนธรรมกับชาวจีนและชาวต่างชาติในประเทศจีนเช่นกัน</p> เพ็ญพรรษา ชัยธีระสุเวท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เพ็ญพรรษา ชัยธีระสุเวท https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/296336 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 เมื่อความเป็นชายปะทะกัน: การต่อรองและโต้กลับทางวาทกรรมในนวนิยาย Alí en la fiesta del País de las Maravillas https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/296484 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) จำแนกและอธิบายภาพแทนความเป็นชายที่ปรากฏในนวนิยาย <em>Alí en la fiesta del País de las Maravillas</em> ตามกรอบแนวคิดความเป็นชาย 4 ประเภท ได้แก่ ความเป็นชายกระแสหลัก ภาวะชายเป็นพิษ ภาวะชายเชิงบวก และความเป็นชายกระแสรอง และ (2) อธิบายพลวัตการปะทะทางวาทกรรมระหว่างความเป็นชายกระแสหลักกับความเป็นชายกระแสรอง โดยจำแนกการปะทะออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ วาทกรรมการต่อรองเชิงอัตลักษณ์ วาทกรรมทวงคืนเชิงตอบโต้ และ<br />วาทกรรมโต้กลับเชิงความคิด งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้แนวทางการตีความและการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ โดยบูรณาการแนวคิดอำนาจนำ ภาพแทน และความเป็นชาย พร้อมนำการนับความถี่และสัดส่วนร้อยละมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ตัวบท ผู้วิจัยคัดเลือกหน่วยข้อมูลจากคำ ข้อความ บทสนทนา และฉากเหตุการณ์ย่อยในต้นฉบับภาษาสเปนจำนวน 100 หน่วย แล้วจัดเข้าสู่มิติการวิเคราะห์หลักตามลักษณะที่เด่นที่สุด แบ่งเป็นหน่วยข้อมูลด้านภาพแทนความเป็นชาย 84 หน่วย และหน่วยข้อมูลด้านการปะทะทางวาทกรรม 16 หน่วย ผลการศึกษาพบว่า ในมิติภาพแทนความเป็นชาย ภาวะชายเป็นพิษปรากฏมากที่สุดจำนวน 35 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 41.7 รองลงมาคือความเป็นชายกระแสหลัก 23 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 27.4 ความเป็นชายกระแสรอง 18 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 21.4 และภาวะชายเชิงบวก 8 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 9.5 ภาวะชายเป็นพิษทำหน้าที่ทั้งเป็นเครื่องมือกดทับผู้ที่เบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานรักต่างเพศและเป็นกลไกป้องกันตัวที่ตัวละครใช้รักษาสถานะความเป็นชายของตน ขณะที่ภาวะชายเชิงบวกแม้ปรากฏในสัดส่วนน้อยที่สุดแต่สะท้อนการก่อตัวของความเป็นชายทางเลือกผ่านความเห็นอกเห็นใจ ความรับผิดชอบ และการยอมรับความเปราะบาง ในมิติการปะทะทางวาทกรรม วาทกรรมทวงคืนเชิงตอบโต้และวาทกรรมโต้กลับเชิงความคิดปรากฏมากที่สุดเท่ากัน รูปแบบละ 6 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 37.5 ส่วนวาทกรรมการต่อรองเชิงอัตลักษณ์ปรากฏ 4 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 25.0 การปะทะทั้งสามรูปแบบแสดงให้เห็นการเคลื่อนจากการตั้งคำถามต่อกรอบความคิดเดิม ไปสู่การเผชิญหน้าและปฏิเสธความอับอาย ตลอดจนการให้ความหมายใหม่แก่ถ้อยคำเหยียดหยามเพื่อสร้างสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า ความเป็นชายมิใช่อัตลักษณ์ที่หยุดนิ่ง แต่เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สามารถถูกต่อรอง ท้าทาย และเปลี่ยนแปลงได้ วรรณกรรมร่วมสมัยจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางวาทกรรมที่สะท้อน ตั้งคำถาม และเปิดความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงความหมายของความเป็นชายในสังคม</p> กัญญาพร ชาวกะมุด, เขตโสภณ บูรณะ, จีรนันท์ โทมี , ศศิวิมล สงกันหา, ชัชวาล ศรีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กัญญาพร ชาวกะมุด, เขตโสภณ บูรณะ, จีรนันท์ โทมี , ศศิวิมล สงกันหา, ชัชวาล ศรีทอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/296484 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 วาทกรรมยุทธศาสตร์จีน : คอลัมน์ “สี จิ้นผิงกับนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/291904 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวาทกรรมของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจากคอลัมน์“<em>习近平与一带一路</em><em>”</em> (<em>สี จิ้นผิงกับนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง</em>) ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ทางการของรัฐบาลจีน(https://www.yidaiyilu.gov.cn) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 - 30 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ตัวบทภาษาจีนที่รวบรวมจำนวน 334 เรื่อง ใช้แนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ (Critical Discourse Analysis) ซึ่งมุ่งเน้นศึกษาอำนาจวาทกรรมที่มีต่อสังคม ผลการวิจัยพบว่า วาทกรรมของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงมุ่งถ่ายทอดประเด็นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) นำเสนออุดมการณ์ของจีนซึ่งกำหนดจุดยืนทางความคิดหลักคือวางตัวเป็นมิตรประเทศต่อนานาชาติ 2) ใช้ประเด็นการสื่อสารวาทกรรมแสดงออกให้เห็นว่าจีนต้องการให้นานาชาติร่วมมือกันเพื่อสร้างประโยชน์และโชคชะตาโลกที่ดีร่วมกัน 3) กำหนดวัตถุประสงค์ยุทธศาสตร์จากวาทกรรมต้องการให้นานาชาติเคารพนโยบายจีนเดียว ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความปลอดภัยของโลก รักษาความเป็นธรรมและความยุติธรรมในระดับนานาชาติ ผลจากการศึกษาเป็นการวิเคราะห์สื่อที่สะท้อนมุมมองของรัฐบาลจีน แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์และอำนาจวาทกรรมที่สร้างให้ผู้รับสารเห็นถึงอนาคตโลกที่สดใสหากร่วมมือกับจีน ซึ่งต้องเคารพอธิปไตยของจีนเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าผู้รับสารอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เมื่อประสบปัญหาหรือมีความจำเป็น อาจนำประเด็นที่วาทกรรมสื่อคือ การเคารพอธิปไตยของจีนและร่วมมือกับจีนมาเป็นหนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาของตนในที่สุด นอกจากนี้ยังพบสิ่งที่น่าสนใจคือ แม้นโยบาย“หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” มีเป้าหมายหลักคือ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หากแต่ผู้วิจัยพบว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับมุ่งเน้นนำเสนอเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างแยบยลเข้มแข็ง และรูปแบบกลวิธีกลับเป็นไปอย่างสุภาพ อ่อนโยน อบอุ่น เอื้ออาทร มีเหตุผล และจริงใจ</p> บุญทิวา จันทรเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 บุญทิวา จันทรเจริญ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/291904 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 An Investigation of Thai Translations of English Cultural Realia in an Internet-based British Television Series Entitled Downton Abbey https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/297405 <p>This study investigates cultural realia translation strategies in Thai subtitles of an Internet-based British television series entitled <em>Downton Abbey</em>. The research was motivated by the fact that subtitling of cultural realia in English-language series into Thai is under-researched. <em>To address this gap, the study is guided by four central research questions: (1) What are the types of cultural realia items and their corresponding target text subtitles found in Downton Abbey? (2) What are the types of local subtitling strategies employed in Downton Abbey? (3) What is the global subtitling strategy evident in Downton Abbey? and (4) What specific techniques does the translator/subtitler use to assert his or her identity?</em> The study was aimed at <em>systematically responding to these questions by</em> (1) examining crucial challenges faced by subtitlers in the subtitling of English-language Internet-based series into Thai by exploring translation of realia as problematic translation units hindering audio-visual translation, (2) identifying effective micro-translation strategies, (3) ascertaining macro translation patterns of the whole target text, and (4) examining the extent to which transadaptation and transcreation disclose significant semantic traces and irregularities closely related to the subtitler’s construction of identities. Both quantitative and qualitative approaches were adopted in the study. The results indicated that twenty-four micro-translation solutions were adopted. The findings of this study make a significant contribution to the fields of audiovisual translation and cultural translation by providing a systematic classification of cultural realia in English–Thai subtitling, elucidating the inter-connection between local and global translation strategies, and highlighting the role of the subtitler’s agency in shaping meaning under multimodal constraints. Furthermore, the study offers pedagogical and practical insights for translators, subtitlers, and researchers by proposing context-sensitive strategies for rendering culturally bound elements, thereby advancing scholarly understanding of cross-cultural mediation in audiovisual media.</p> Ronawat Mompagul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Ronawat Mompagul https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/297405 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 Taxonomizing Visa Information and Processes Using Design Thinking to Develop a Digital Platform for International Students at the Faculty of Humanities, Chiang Mai University https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/303367 <p>International students often face challenges in accessing visa-related information and navigating immigration procedures during their studies. Fragmented information sources, procedural uncertainty, and complex administrative requirements can create confusion, increase anxiety, and negatively affect students’ overall experience. This study aimed to explore the visa-related challenges experienced by international students and develop a digital platform prototype to support visa information management and processes at the Faculty of Humanities, Chiang Mai University. A qualitative research approach was employed using the Design Thinking framework, consisting of the Empathize, Define, Ideate, Prototype, and Test stages. Data were collected from international students and knowledge workers involved in visa-related services through semi-structured interviews, focus group discussions, and usability evaluation. Thematic analysis and Customer Journey Mapping (CJM) were used to identify user experiences, pain points, and service gaps throughout the visa journey. The results revealed four key problem domains: information fragmentation, procedural uncertainty, psychological burden, and administrative complexity. Based on these findings, six core platform features were developed, including a dashboard overview, visa journey guidance, document checklist, alerts and reminders, support services directory, and knowledge-based taxonomy. Usability evaluation indicated positive user perceptions regarding information clarity, ease of use, procedural understanding, and overall usefulness of the platform. The study demonstrates that integrating Design Thinking with knowledge management principles can support the development of effective digital solutions for international student services. The proposed platform offers a practical approach to improving access to visa-related information, reducing procedural confusion, and enhancing support experiences for both students and administrative personnel. The findings may serve as a foundation for future development of digital support systems within higher education institutions.</p> Kittipit Wipasa, Chalermpon Kongjit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Kittipit Wipasa, Chalermpon Kongjit https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/303367 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 คำแนะนำในการจัดทำต้นฉบับบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/305964 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/305964 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การอบรมภาษาเยอรมันเพื่อพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ (ภาษาเยอรมัน) แก่มัคคุเทศก์อาชีพในจังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/297610 <p>บทความนี้นำเสนอการบริการวิชาการด้านภาษาเยอรมันแก่กลุ่มผู้เรียนที่ใช้ภาษาเยอรมันเฉพาะด้านเพื่อการประกอบอาชีพ ภายใต้โครงการการอบรมภาษาเยอรมันเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านภาษาต่างประเทศ (ภาษาเยอรมัน) แก่มัคคุเทศก์อาชีพในจังหวัดเชียงใหม่ โดยการเรียนการสอนอยู่บนพื้นฐานทฤษฎีการเรียนการสอนภาษาเยอรมันในศตวรรษที่ 21 เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต คู่มือที่ใช้อบรมผลิตตามแนวคิดทฤษฎีเน้นการเรียนการสอนภาษาเยอรมันในฐานะภาษาต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดคำศัพท์สำนวนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเป็นภาษาเยอรมัน และเพื่อการต่อยอดความรู้จึงได้จัดทำเป็นคู่มือสอนภาษาแบบสองภาษาไทย-เยอรมันควบคู่กัน พร้อมอธิบายไวยากรณ์เยอรมันพื้นฐานที่จำเป็นในการสื่อสารเบื้องต้นเป็นภาษาไทยและให้ตารางคำศัพท์ไทย-เยอรมันท้ายบทเรียน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เรียนรู้ด้วยตนเองในระดับสูงขึ้นต่อไป โครงการอบรมมีการประเมินผลเชิงประจักษ์และวัดผลสัมฤทธิ์ด้วยข้อสอบผู้เข้าอบรมทั้งหมดผ่านเกณฑ์การประเมินและมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดี โดยผู้เข้าอบรมสามารถอ่านออกเสียง สะกดคำ ใช้สำนวนง่าย ๆ ในการสื่อสาร และใช้คำศัพท์ภาษาเยอรมันเกี่ยวกับการนำเที่ยว</p> ไพรวัลย์ โลโท, สิริน เกียรติไกรภพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ไพรวัลย์ โลโท, สิริน เกียรติไกรภพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/297610 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ลักษณะคำสร้อยเรียกสีในภาษาไทยถิ่นเหนือ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/283148 <p>บทความเรื่องลักษณะคำสร้อยเรียกสีในภาษาไทยถิ่นเหนือนี้ประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องสีของ Berlin และ Kay (1969) และการวิเคราะห์ด้านความหมายประยุกต์ใช้แนวคิดมโนทัศน์ของ Ogden และ Richards (1972) เพื่อศึกษาลักษณะความหมาย และการสะท้อนความคิดของคนไทยถิ่นเหนือที่ปรากฎในคำสร้อยเรียกสี โดยผู้เขียนเก็บข้อมูลคำเรียกสีหลักที่ปรากฏร่วมกับคำสร้อย ได้แก่ สีขาว สีแดง สีเขียว สีดำ และสีเหลือง จากพจนานุกรมล้านนาไทย รวมทั้งสิ้น 23 คำ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะความหมายแสดงให้เห็นความเกี่ยวข้องกับบุคคล สิ่งของ อาการ สภาพ ระดับ ปริมาณ ขนาด วัย และพื้นที่ ผู้เขียนพบลักษณะความหมายของสีที่แสดงความเกี่ยวข้องกับบุคคล ได้แก่ สีขาว ตัวอย่างเช่น “ขาวเปิดแจ๋ะแฝะ” “ขาวสุ่นบุ่น” เป็นต้น สีเขียว ตัวอย่างเช่น “เขียวจุ่มอุ่ม” “เขียวปื๊ด” เป็นต้น สีแดง ตัวอย่างเช่น “แดงปะหลึ้ง” “แดงซางฮาง” เป็นต้น และสีดำ ตัวอย่างเช่น <br />“ดำคิลิ” “ดำคุมมุม” เป็นต้น นอกจากนี้ลักษณะความหมายของสีที่แสดงความเกี่ยวข้องกับสิ่งของปรากฏครบทั้ง 5 แม่สีหลัก ลักษณะความหมายของสีที่แสดงความเกี่ยวข้องกับอาการ ได้แก่ สีขาวและสีแดง โดยที่สีขาว แสดงลักษณะความหมายเพียงความหมายแสดงสภาพ อย่างไรก็ตาม ลักษณะคำสร้อยเรียกสีในภาษาไทยถิ่นเหนือ เป็นเพียงข้อมูลอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นระบบความคิดของคนไทยถิ่นเหนือที่ให้ความสำคัญกับสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวลักษณะการปรากฏร่วมทางความหมายของคำเรียกสีกับคำสร้อยยังสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม การใช้ภาษาในชีวิตประจำวันของคนไทยถิ่นเหนืออีกด้วย</p> ปิ่นอนงค์ อำปะละ, เสาวนีย์ ดำรงโรจน์สกุล, อัจฉราภรณ์ จันทร์สว่าง, สุรีพันธ์ เทพอุด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปิ่นอนงค์ อำปะละ, เสาวนีย์ ดำรงโรจน์สกุล, อัจฉราภรณ์ จันทร์สว่าง, สุรีพันธ์ เทพอุด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/283148 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/305963 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/305963 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700