มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับพิจารณาบทความทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น ๆ โดยขอบเขตเนื้อหาทางวิชาการของมนุษยศาสตร์สาร จะครอบคลุมเนื้อหาทางด้าน<em>ศาสนา/เทววิทยา ภาษาและภาษาศาสตร์ คติชนวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ การแปล การท่องเที่ยว บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ปรัชญา/จริยศาสตร์ จิตวิทยา วรรณกรรม บ้านและชุมชน การท่องเที่ยว (ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือปัญหาในมนุษยศาสตร์) การศึกษาข้ามศาสตร์หรือสหวิทยาการ (ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือปัญหาในมนุษยศาสตร์) อาณาบริเวณ/ชุมชนศึกษา และล้านนาศึกษา</em> เป็นต้น </p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>วัตถุประสงค์</strong></span></p> <p> 1. เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และงานวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์</p> <p> 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการค้นคว้าและวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางด้านมนุษยศาสตร์</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดรับพิจารณาบทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ (Academic articles) บทความปริทัศน์ (Review articles) และ บทวิจารณ์หนังสือ (Book review) ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้อง<strong>ไม่เคย</strong>ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุม หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และ<span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม่</strong></span>อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>กำหนดการเผยแพร่ตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1: มกราคม – เมษายน (ตีพิมพ์ปลายเดือนเมษายน)</p> <p>ฉบับที่ 2: พฤษภาคม – สิงหาคม (ตีพิมพ์ปลายเดือนสิงหาคม)</p> <p>ฉบับที่ 3: กันยายน - ธันวาคม (ตีพิมพ์ปลายเดือนธันวาคม)</p> <p>โดยนำเสนอบทความทางวิชาการ ด้านมนุษยศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดทำอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ <strong>ISSN:2985-279X (Online)</strong> โดยเริ่มจัดทำตั้งแต่ปี 2552 </p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>นโยบายการประเมินบทความ</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ สกอ. และ สกว. กำหนด โดยกองบรรณาธิการ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง มาจากสถาบันภายนอกเป็นส่วนใหญ่และมาจากสถาบันภายในส่วนหนึ่ง และมีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องทำหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองบทความ <strong>อย่างน้อย 3 คน</strong> โดย<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-blind peer review)</strong></p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ค่าธรรมเนียมและดำเนินการของวารสาร</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ <strong>"ยกเลิก" </strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่งบทความพิจารณาตีพิมพ์ ไปเมื่อปี พ.ศ. 2564 และ<strong>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ</strong> ตลอดกระบวนการดำเนินงานของวารสารจากผู้เขียน โดยผู้เขียนสามารถแจ้งความประสงค์ขอส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์พร้อมแบบฟอร์มผ่านระบบ ThaiJO (มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>กระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ</strong></span></p> <p> บทความที่จะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ดังนี้</p> <p> 1. ผู้เขียนลงทะเบียนเพื่อใช้งานระบบ ThaiJO 2.0 เพื่อดำเนินการ <strong>ส่งบทความ</strong> และ “<strong>แบบฟอร์มเสนอบทความเพื่อพิจารณาการตีพิมพ์</strong><strong>” </strong>ทางออนไลน์ผ่านระบบ ที่ <a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/submission" target="_blank" rel="noopener"><strong>https://www.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/submission</strong></a></p> <p>ท่านสามารถดาวน์โหลดเทมเพลตวารสารและแบบฟอร์มการส่งบทความได้ที่หัวข้อ <strong><em>ข้อมูล > <a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/information/authors" target="_blank" rel="noopener">สำหรับผู้แต่ง</a></em></strong></p> <p> 2. เมื่อกองบรรณาธิการได้รับบทความเรียบร้อยแล้ว กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนทราบโดยทันที</p> <p> 3. กองบรรณาธิการจะดำเนินการตรวจสอบบทความที่ได้รับว่าอยู่ในขอบเขตเนื้อหาวารสารหรือไม่ รวมถึงคุณภาพทางวิชาการและประโยชน์ ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติในเบื้องต้น และจะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เขียนทราบภายใน <strong>45-60 วัน</strong></p> <p> 4. กองบรรณาธิการจะดำเนินการส่งบทความเพื่อกลั่นกรองต่อไป โดยจะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 3 ท่าน ประเมินคุณภาพของบทความว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะลงตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองนี้ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน <strong>(Double-blind peer review)</strong> โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ <strong>20-40 วัน</strong></p> <p> 5. เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ว กองบรรณาธิการจะตัดสินการพิจารณาโดยอิงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิว่าบทความนั้นๆ ควรนำลงตีพิมพ์ หรือควรส่งให้ผู้เขียนแก้ไขก่อนส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินอีกครั้ง หรือปฏิเสธการตีพิมพ์ และจะแจ้งผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิให้ผู้เขียนรับทราบ ภายในระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับผลการพิจารณา โดยผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด</p> <ul> <li>ผู้เขียนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กองบรรณาธิการวารสารกำหนด และยินยอมให้บรรณาธิการแก้ไขบทความเพื่อความสมบูรณ์ได้ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเผยแพร่</li> </ul> <ul> <li>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ได้ <span style="text-decoration: underline;"><strong>"ยกเลิก"</strong></span> การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่งบทความพิจารณาตีพิมพ์ เมื่อปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป โดยผู้เขียนสามารถแจ้งความประสงค์ขอส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์พร้อมแบบฟอร์มผ่านระบบ ThaiJO [มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่] </li> <li>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ได้ <span style="text-decoration: underline;"><strong>"ปรับเปลี่ยน"</strong></span> จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณากลั่นกรองบทความวิจัย/วิชาการ <strong>จากเดิม 2 ท่าน เป็น</strong> <span style="text-decoration: underline;"><strong>3 ท่าน</strong></span> [ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564] ผ่านรูปแบบการประเมินแบบ <strong>Double-Blind</strong> </li> </ul> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ภาษาที่ตีพิมพ์เผยแพร่</strong></span></p> <p> ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น ๆ </p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่</strong></span></p> <p><strong> </strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี<br /> ฉบับที่ 1: เดือน มกราคม – เมษายน (ตีพิมพ์ปลายเดือนเมษายน)<br /> ฉบับที่ 2: เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม (ตีพิมพ์ปลายเดือนสิงหาคม)<br /> ฉบับที่ 3: เดือน กันยายน – ธันวาคม (ตีพิมพ์ปลายเดือนธันวาคม)</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ผู้สนับสนุนการตีพิมพ์เผยแพร่วารสาร</strong></span></p> <p><strong> </strong>คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>Faculty of Humanities, Chiang Mai Universityth-THมนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่2985-279Xการเปลี่ยนแปลงบทบาทผู้หญิงในครอบครัวไทยเชื้อสายจีนสามรุ่น: การวิเคราะห์จากภาพยนตร์ หลานม่า
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/293596
<p>แม้ว่าจะมีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาเรื่องบทบาทของผู้หญิงไทยเชื้อสายจีนในแง่มุมทางสังคมและครอบครัว แต่การศึกษาที่ใช้ ภาพยนตร์ร่วมสมัย เป็นฐานวิเคราะห์ยังมีอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้หญิงในครอบครัวไทยเชื้อสายจีนทั้งสามรุ่น ผ่านภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า (พ.ศ. 2567) โดยมุ่งวิเคราะห์ตัวละครหญิงหลัก ได้แก่ อาม่า อาซิว และอามุ่ย งานวิจัยอาศัยระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) และแนวคิดการกลืนกลาย (Assimilation) เป็นกรอบอธิบาย ผลการวิจัยพบว่า ภายใต้โครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงไทยเชื้อสายจีนมีพัฒนาการด้านบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามรุ่น: อาม่าเป็นตัวแทนของผู้หญิงดั้งเดิมที่ถูกจำกัดบทบาทอยู่ในครอบครัวและถูกกีดกันสิทธิด้านมรดก อาซิวสะท้อนช่วงรอยต่อที่ผู้หญิงเริ่มออกทำงานและเข้าถึงการศึกษา แต่ยังคงเผชิญกับค่านิยมชายเป็นใหญ่ ขณะที่อามุ่ยแสดงถึงผู้หญิงรุ่นใหม่ที่มีอิสระด้านอาชีพ การศึกษา และสิทธิทางมรดก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัจจัยสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ครอบครัว ภาษาและวัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง การศึกษา และแนวคิดสมัยใหม่ ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าภาพยนตร์มิได้เพียงถ่ายทอดเรื่องราวเชิงบันเทิง แต่ยังสะท้อนพลวัตทางสังคมและกระบวนการกลืนกลายของชุมชนไทยเชื้อสายจีนในบริบทปัจจุบัน อันเป็นการขยายองค์ความรู้ด้านการศึกษาเพศและวัฒนธรรมในสังคมพหุวัฒนธรรมของไทย</p>จตุวิทย์ แก้วสุวรรณ์นภัสสร เทียมสกุลวนิชพิชญ์สินี ธรรมสุนทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 จตุวิทย์ แก้วสุวรรณ์, นภัสสร เทียมสกุลวนิช, พิชญ์สินี ธรรมสุนทร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-30271829ชุมชนชนบทและความเป็นอนุรักษ์นิยมในเรื่องสั้นไทยในทศวรรษ 2530
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/293484
<p>แม้นักวิชาการจำนวนหนึ่งจะพยายามอธิบายว่างานวรรณกรรมไทยในทศวรรษ 2530 เป็นมรดกของ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” แต่แท้จริงแล้ววรรณกรรมไทยในยุคดังกล่าวมีแนวโน้มไปทางอนุรักษ์นิยม บทความชิ้นนี้อธิบายคุณลักษณะของความเป็นอนุรักษ์นิยมในเรื่องสั้นไทยคัดสรรจากทศวรรษ 2530 ซึ่งมีท่าทีและน้ำเสียงไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือนำเสนอว่าในชุมชนชนบทการพัฒนาให้เป็นสมัยใหม่เป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัย ไม่ยั่งยืน ซ้ำร้ายยังเป็นการคุกคามชาวบ้าน ส่งผลให้ชีวิต ระบบศีลธรรมและวัฒนธรรมถูกลดทอนความสำคัญลงไปและในบางครั้งวัฒนธรรมยังถูกทำให้กลายเป็นสินค้าและต้นทุนเพื่อแสวงหากำไร ด้วยเหตุนี้นักเขียนจึงให้ความสำคัญในวรรณกรรมของตนกับการกลับไปทบทวนรากเหง้าทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมในฐานะตัวตนที่สำคัญของชุมชนใน<br />ชนบท</p>อาทิตย์ ศรีจันทร์ทอแสง เชาว์ชุติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อาทิตย์ ศรีจันทร์, ทอแสง เชาว์ชุติ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-302713053พ่อที่ดี สามีที่แย่ : พ่อบ้าน ความเต็มใจ และทางรอดของความเป็นชาย ในนวนิยายเยอรมันร่วมสมัยเรื่อง Der Wickelvolontär
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/289904
<p>บทความวิจัยนี้ศึกษานวนิยาย <em>Der Wickelvolontär</em> (2009) ของไมค์ เชียร์ โดยมุ่งวิเคราะห์การต่อรองอัตลักษณ์ความเป็นชายและการใช้กลไกเชิงอารมณ์ของตัวละครหลักซึ่งต้องรับบทบาทพ่อบ้านภายใต้บริบทสังคมเยอรมนีร่วมสมัย การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ตัวละครหลักมิได้ปฏิเสธหรือยอมรับบทบาทใหม่อย่างตรงไปตรงมา หากแต่เลือกใช้กลยุทธ์เชิงวาทกรรมและอารมณ์เพื่อรักษาความมั่นคงของอัตลักษณ์ชายดั้งเดิมควบคู่ไปกับการแสดงบทบาทพ่อที่ดี เสียงเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน การประชด และการสร้างสายสัมพันธ์กับลูก จึงทำหน้าที่เป็นกลไกการเอาตัวรอด มากกว่าการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ความเท่าเทียมทางเพศภายในครอบครัว ขณะเดียวกันการละเลยหรือลดทอนบทบาทของภรรยาและงานบ้านในเรื่องเล่ายังสะท้อนข้อจำกัดของการนิยามความเป็นชายแบบใหม่ที่ยังคงตั้งอยู่บนฐานของโครงสร้างปิตาธิปไตย บทความนี้เสนอว่า การอ่านนวนิยายผ่านมิติของความเต็มใจและอารมณ์ขันช่วยให้เข้าใจว่าความเป็นชายในบทบาทพ่อบ้านมิใช่การเปลี่ยนแปลงทางวาทกรรมที่สมบูรณ์ แต่เป็นการต่อรองและประคองตนเองท่ามกลางแรงกดดันของนโยบายรัฐ อุดมการณ์ความเสมอภาค และวัฒนธรรมแม่ที่มีอำนาจเหนือพื้นที่การดูแล</p>อรรถพล เตชะพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อรรถพล เตชะพันธุ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-302715480Construire ProLAB en Asie du Sud-Est : un laboratoire francophone entre innovations, inclusivité et interdisciplinarité
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/289951
<p>Confronté à des défis majeurs tels que le manque de financement stable, l’insuffisance des équipements, l’accès limité à des infrastructures d’envergure et la nécessité de renforcer les collaborations internationales, le projet ProLAB ambitionne de créer un laboratoire de recherche régional francophone en Asie du Sud-Est. Dans un contexte marqué par la diversification des stratégies de recherche et l'évolution des dynamiques linguistiques, ProLAB vise à structurer un espace de recherche innovant, inclusif et interdisciplinaire, favorisant l'émergence d'une communauté scientifique francophone dynamique. L'étude, fondée sur une approche méthodologique mixte combinant questionnaires et entretiens menés auprès d’enseignants-chercheurs et de personnels institutionnels au Vietnam, au Laos, au Cambodge et en Thaïlande, des pays caractérisés par une ouverture croissante à la collaboration avec des institutions francophones, a permis d’identifier des besoins prioritaires en matière d'accompagnement doctoral, d'infrastructures et de partenariats académiques. Pour répondre à ces enjeux, le projet propose des stratégies ciblées, incluant la création d'espaces collaboratifs modernes, le développement de partenariats internationaux et la valorisation des résultats scientifiques. ProLAB s'inscrit ainsi comme une initiative stratégique pour renforcer la recherche francophone en Asie du Sud-Est, contribuant au dynamisme scientifique et au développement régional.</p>Bruno MarchalMontiya PhoungsubMinh Thuy DamThanh Thuy DoThi Thu Hanh HoangThuy Duong LeChampei MamChanleakhena NguonHong Hai NguyenUttarak OukOlady Thammasalo
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Bruno Marchal, Montiya Phoungsub, Minh Thuy Dam, Thanh Thuy Do, Thi Thu Hanh Hoang, Thuy Duong Le, Champei Mam, Chanleakhena Nguon, Hong Hai Nguyen, Uttarak Ouk, Olady Thammasalo
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-3027181103Intersemiotic Cohesion between Texts and Images in the Dialogues of the Stretch 1 English Textbook
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/290709
<p>This study examines intersemiotic cohesion between verbal texts and visual images in the dialogues of <em>Stretch 1</em>, an English commercial textbook. Liu and O’Halloran’s (2009) intersemiotic cohesive devices: Reference, Theme-Rheme Development, Given-New Organization, and Parallel Structure were used in the research to analyze 12 dialogues from all units of the book to assess how these elements interact to convey meaning. Results show partial coherence and inconsistencies in intersemiotic cohesion. Reference and Theme-Rheme cohesion were most frequent, while Parallel Structure was least consistent. This underscores the need for stronger text-image integration to support upper-beginner learners.</p>มารียาดาร์ ธีดาอักษรสกุลส์ปารดา เดชะประทุมวันศรัณย์ จันทร์ทะเล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มารียาดาร์ ธีดาอักษรสกุลส์, ปารดา เดชะประทุมวัน, ศรัณย์ จันทร์ทะเล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-30271104123พระอินทร์ใน “สมบัติอมรินทร์คำกลอน”: ภาพแทนแห่งอำนาจในวรรณคดีต้นรัตนโกสินทร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/289602
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ <em>สมบัติอมรินทร์คำกลอน</em> ในฐานะวรรณคดีสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ใช้ “พระอินทร์” เป็นภาพแทนอำนาจและความชอบธรรมของรัฐ การวิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงสัญลักษณ์ (symbolic interpretation) ประกอบกับการพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง และศิลปกรรม ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า วรรณคดีเรื่องนี้มิได้วางพระอินทร์เพียงบทบาทเทพผู้ช่วย หากแต่กำหนดให้พระองค์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลทัศน์ที่ผูกพันกับระเบียบโลกมนุษย์ ภาพของพระอินทร์สะท้อนทั้งความเป็นเจ้าครองสมบัติทิพย์และบุญญาธิการในฐานะรากฐานของอำนาจ <br />การตีความดังกล่าวยืนยันว่าบทบาทของพระอินทร์เป็นการออกแบบระเบียบจักรวาลใหม่ที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ บทความนี้จึงชี้ให้เห็นว่าวรรณคดีมิได้เป็นเพียงสุนทรียศาสตร์ของถ้อยคำ แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ที่หล่อหลอมความเข้าใจเรื่องอำนาจและความชอบธรรมในสังคมไทยยุคก่อตั้งรัฐ</p>ปรัชญา ปานเกตุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปรัชญา ปานเกตุ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-30271124144Paint the Nails Queer: Nail Art as Heteronormative Resistance in TV Series GELBOYS (2025)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/293788
<p>Building on visual cultural and feminist lenses, this paper examines nail art shown in <em>GELBOYS</em> (2025) and proposes that nail art is a visual object, considering a communicative tool to discuss gender issues. This study approaches nail art through Judith Butler’s gender performativity, which views gender as an act individuals perform to fit into society, to argue that nail art not only demonstrates how teenagers use and stylize their nails for self-expression, but also symbolizes the fluidity and performativity of gender that characters explore through different styles of nail art. Plus, it leads us to see that nail art is gender-neutral. While it can be done, changed, and redone, gender can be altered likewise. This changeability can be seen during the show when characters start and end their relationship with characters of different genders. The author concludes this paper by suggesting that although <em>GELBOYS</em> (2025) is about queer romance, it is arguably one of the progressive LGBTQIAN+ series that attempts to establish homonormativity in a long-established heteronormative society through a fashion that is mostly associated with women. As long as there is no right or wrong for fashion, there is no right or wrong for anyone to become any gender, too.</p>Tammapas Kalawantawanich
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Tammapas Kalawantawanich
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-30271145157บทบรรณาธิการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/301504
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-3027117คำแนะนำในการจัดทำต้นฉบับบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/301506
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-302026-04-30271158162