มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับพิจารณาบทความทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น ๆ โดยขอบเขตเนื้อหาทางวิชาการของมนุษยศาสตร์สาร จะคลอบคลุมเนื้อหาทางด้าน<em>ศาสนา/เทววิทยา ภาษาและภาษาศาสตร์ คติชนวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ การแปล การท่องเที่ยว บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ปรัชญา/จริยศาสตร์ จิตวิทยา วรรณกรรม บ้านและชุมชน การท่องเที่ยว (ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือปัญหาในมนุษยศาสตร์) การศึกษาข้ามศาสตร์หรือสหวิทยาการ (ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือปัญหาในมนุษยศาสตร์) อาณาบริเวณ/ชุมชนศึกษา และล้านนาศึกษา</em> เป็นต้น </p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดรับพิจารณาบทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ (Academic articles) บทความปริทัศน์ (Review articles) และ บทวิจารณ์หนังสือ (Book review) ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้อง<strong>ไม่เคย</strong>ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุม หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และ<span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม่</strong></span>อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>กำหนดการเผยแพร่ตีพิมพ์</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1: มกราคม – เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2: พฤษภาคม – สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3: กันยายน - ธันวาคม</p> <p>โดยนำเสนอบทความทางวิชาการ ด้านมนุษยศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดทำอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ <strong>ISSN:2985-279X (Online)</strong> โดยเริ่มจัดทำตั้งแต่ปี 2552 </p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>นโยบายการประเมินบทความ</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ สกอ. และ สกว. กำหนด โดยกองบรรณาธิการ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง มาจากสถาบันภายนอกเป็นส่วนใหญ่และมาจากสถาบันภายในส่วนหนึ่ง และมีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องทำหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองบทความ <strong>อย่างน้อย 3 คน</strong> โดย<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-blind peer review)</strong></p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ค่าธรรมเนียมและดำเนินการของวารสาร</strong></span></p> <p>มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ <strong>"ยกเลิก" </strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่งบทความพิจารณาตีพิมพ์ ไปเมื่อปี พ.ศ. 2564 และ<strong>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ</strong> ตลอดกระบวนการดำเนินงานของวารสารจากผู้เขียน โดยผู้เขียนสามารถแจ้งความประสงค์ขอส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์พร้อมแบบฟอร์มผ่านระบบ ThaiJO [มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่] </p>
Faculty of Humanities, Chiang Mai University
th-TH
มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2985-279X
-
คำแนะนำในการจัดทำต้นฉบับบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/296860
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
220
224
-
การศึกษาเทียบเคียงแนวคิดเรื่อง“กรรม” ในพุทธศาสนาสำนักสุขาวดี กับ “กรรม 12” ในพุทธศาสนาเถรวาท
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/284990
<p>บทความวิจัยนี้สำรวจคำสอนเรื่องกรรมและการรับผลของกรรมในพุทธศาสนาสำนักสุขาวดีว่าสามารถอธิบายให้เป็นเรื่องของ “กรรม 12” ในคำสอนเถรวาทได้หรือไม่และอย่างไร เนื่องจากการอุบัติในสุขาวดีถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับและ 9 ชั้น การได้เกิดอยู่ใน 6 ชั้นแรกที่สุขาวดีสามารถอธิบายด้วยภาษาของกรรม 12 ในฝ่ายเถรวาทได้เป็นอย่างดี แต่การได้เกิดอยู่ใน 3 ชั้นล่างสุดที่สุขาวดีจำเป็นต้องเน้นย้ำอาสันนกรรม การสร้างคตินิมิตอารมณ์ฝ่ายกุศล (ผ่านดอกบัวนิรมิต) พระกรุณาคุณของพระอมิตาภพุทธเจ้า ตลอดจนอำนาจแห่งปณิธานที่แรงกล้าของพระโพธิสัตว์ธรรมกร จึงจะสามารถเชื่อมโยงคำสอนกรรมของสุขาวดีเข้ากับคำอธิบายเรื่องกรรมในพุทธศาสนาเถรวาทได้ คำสอนกรรมของสุขาวดีไม่ขัดแย้งกับคำสอนกรรมของเถรวาท ถ้าเราเข้าใจเงื่อนไขของการหลุดพ้นแบบสุขาวดีว่าวางอยู่บนความเชื่อเรื่อง “เอกยาน” ไม่ใช่ “พหุยาน” คนพาลสามารถอุบัติยังสุขาวดีได้โดยง่าย แต่หนทางสู่ความหลุดพ้นของพวกเขานั้นยากที่สุดและยาวนานประมาณไม่ได้ คำสอนเรื่องกรรมของสุขาวดีแสดงให้เห็นปัญญาอันลึกซึ้งแบบมหายานที่ซ่อนอยู่ในความกรุณาอันไร้ขีดจำกัดของมหายานนั่นเอง </p>
สุมาลี มหณรงค์ชัย
ณัฐธัญ มณีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สุมาลี มหณรงค์ชัย, ณัฐธัญ มณีรัตน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
8
31
-
ความเป็นไปได้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจ (ไทย)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/285753
<p>บทความนี้สนับสนุนการศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจไทยและตั้งคำถามกับสถานะของประวัติศาสตร์ธุรกิจไทยในภูมิทัศน์วิชาการประวัติศาสตร์ไทย บทความเสนอความเป็นไปได้ในการศึกษาโดยการสำรวจสถานความรู้ของประวัติศาสตร์ธุรกิจในระดับนานาชาติ ธุรกิจในประวัติศาสตร์ไทย งานประวัติศาสตร์ธุรกิจ และประยุกต์ใช้แนวคิด “กระบวนทัศน์แบบชานด์เลอร์” (Chandler’s Paradigm) ที่เป็นตำนานและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กับกรณีศึกษาธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทศวรรษที่ 2510 ถึงทศวรรษ 2520 บทความนี้เสนอว่าวงการประวัติศาสตร์ธุรกิจระดับโลกหมั่นทบทวนสถานะความรู้ ติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด งานประวัติศาสตร์ธุรกิจนอกประเทศไทยสะท้อนถึงการขยายตัวของพื้นที่ศึกษาไปยังภูมิภาคตลาดเกิดใหม่และมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ การประยุกต์วิธีวิทยาจากศาสตร์ข้ามสาขา และการพยายามค้นหากลุ่มหลักฐานทางเลือก ประวัติศาสตร์ธุรกิจไทยซึ่งมีพื้นฐานมาจากประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเป็นสาขาที่ต้องการการบ่มเพาะแต่ไม่ขาดแคลนหัวข้อ แนวทางการศึกษา และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ดังตัวอย่างจากงานที่ประกาศตัวว่าศึกษา “ประวัติศาสตร์ธุรกิจ” โดยเฉพาะด้านบันเทิงและการบริโภค รวมทั้งกรณีศึกษาประวัติศาสตร์ธนาคารพาณิชย์ไทยก่อนเศรษฐกิจเฟื่องฟู ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก้าวสู่การเป็นองค์กรขนาดใหญ่ประกอบด้วยชนชั้นจัดการหลายระดับและผู้จัดการสาขาที่ตระหนักในหน้าที่ บทบาท และตัวตน ตำแหน่งนี้ไม่ได้ถูกให้ความหมายจากเฉพาะหน้าที่ด้านการธนาคารเท่านั้น แต่ประวัติการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นนายธนาคารระดับประเทศ ภูมิภาค และจังหวัด</p>
วิลลา วิลัยทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Villa Vilaithong
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
32
73
-
ผลของโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรม ผสมผสานรูปแบบการบำบัดด้วยการเดินและการพูดคุยแบบรายบุคคล ที่มีต่อความเครียดของนักศึกษามหาวิทยาลัย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/281057
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมผสมผสานรูปแบบการบำบัดด้วยการเดินและการพูดคุย ที่มีต่อความเครียดของนักศึกษามหาวิทยาลัย ผู้เข้าร่วมวิจัย คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชั้นปีที่ 1 – 4 จำนวน <br />6 คน ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบวัดการรับรู้ความเครียด (Perceived Stress Scale – 10 , PSS – 10) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล และสถิตินอนพาราเมตริกสำหรับการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความเครียดของผู้เข้าร่วมวิจัยในระยะหลังการทดลอง ต่ำกว่าระยะก่อนทดลอง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 คะแนนความเครียดของผู้เข้าร่วมวิจัยในระยะติดตามผลภายหลัง <br />4 สัปดาห์ ไม่แตกต่างจากระยะหลังการทดลอง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 และคะแนนความเครียดของผู้วิจัยในระยะติดตามผลภายหลัง 4 สัปดาห์ ต่ำกว่าระยะก่อนการทดลอง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมผสมผสานรูปแบบการบำบัดด้วยการเดินและการพูดคุยมีแนวโน้มในการช่วยลดความเครียดในกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัย</p>
พัชนิดา ปันใจ
แสงเดือน ยอดอัญมณีวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พัชนิดา ปันใจ, แสงเดือน ยอดอัญมณีวงศ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
74
99
-
มโนทัศน์ “ตา” คือ พื้นที่ และ “ตา” คือภาชนะ: การวิเคราะห์ตามแนวคิดอรรถศาสตร์ปริชาน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/279031
<p>ในบทความนี้ผู้วิจัยได้หยิบยกประเด็นการวิเคราะห์กลไกความหมายเชิงอุปลักษณ์เรื่อง มโนทัศน์ “ตา” คือภาชนะบรรจุ และ มโนทัศน์ “ตา” คือพื้นที่ ตามแนวคิดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (Conceptual metaphor) ของจอร์จ เลคอฟ และ มาร์ค จอห์นสัน (Lakoff & Johnson, 1980) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่อง การขยายความหมายของคำเรียกอวัยวะ “ตา” ในภาษาไทยตามแนวอรรถศาสตร์ปริชาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายของอวัยวะ “ตา” ในภาษาไทย เพื่ออธิบายให้ถึงมโนทัศน์สำคัญของผู้ใช้ภาษาว่า ผู้ใช้ภาษามีวิธีการทำความเข้าใจต่อความหมายของคำว่า ตา ด้วยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมอย่างไร ข้อมูลคำว่า “ตา” ในการศึกษาครั้งนี้ พบอยู่ในรูปแบบของคำประสม และปรากฎร่วมเป็นคำซ้อนกับคำอื่นหลากหลายบริบท มโนทัศน์ความหมาย “ตา” คือพื้นที่ทั้งสิ้น 3 บริบทความหมาย มีถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของความเป็นพื้นที่ ได้แก่ <em>กรอบคับแคบของหูตา</em> <em>ตากว้าง ตาต่ำ </em>และ มโนทัศน์ ตา คือภาชนะบรรจุพบทั้งสิ้น 11 ความหมาย มีถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวข้องกับการบรรจุ ได้แก่ <em>ปิดตา เปิดตา ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ รกตา สะอาดตา ลานตา ตาว่าง เต็มตา ออกนอกตา</em> <em>เข้าตา ในตา</em> จากการศึกษามโนทัศน์การบรรจุพบว่า ผู้ใช้ภาษาไทยเปรียบความหมายพื้นที่ของการมองเห็นถูกขยายสู่ความหมายพื้นที่ในเชิงวิสัยทัศน์ โดยสามารถวัดเป็นความสั้น-ยาว [ดีคือยาว] และ [แย่คือสั้น] กว้าง-แคบ [ดีคือกว้าง] และ [แย่คือแคบ] ต่ำ-สูง [มากคือเคลื่อนที่สูงขึ้น] และ [น้อยคือเคลื่อนที่ต่ำลง] สะท้อนเห็นถึงวิธีการเชื่อมสัมพันธ์ในระบบปริชานของผู้ใช้ภาษาว่า ตาเป็นอวัยวะที่พื้นที่มีขอบเขต มีระยะตำแหน่งขึ้นและลง อีกทั้งพบว่า ผู้ใช้ภาษาเปรียบสิ่งที่มองเห็นรวมถึงความรู้สึกนั้นถูกจัดวางอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ๆ ซึ่งกล่าวได้ว่า ระยะการมองเห็นและการแสดงออกทางอารมณ์ด้วยดวงตาอาศัยพื้นภายในที่มีความกว้างหรือแคบ อีกทั้งเปรียบอวัยวะ ‘ตาเป็นภาชนะของความรู้สึก’ และ ‘ตาเป็นภาชนะใส่ภาพ’ ในส่วนของมโนทัศน์ ตา คือพื้นที่ พบว่า ความหมายของ ตา เกิดจากการเชื่อมโยงความเข้าใจด้วยประสบการณ์เชิงพื้นที่และทิศทาง เชื่อมโยงเข้าหามโนทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นนามธรรม คือ การมองเห็น วิสัยทัศน์ และการแสดงอารมณ์ความรู้สึก ความหมายที่พบนั้นแสดงให้เห็นว่าการมองเห็นและความคิดนั้นมีระยะที่สามารถวัดได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นวิธีการผนวกรวมระหว่างปัจจัยของระบบการคิดของผู้ใช้ภาษา บริบททางวัฒนธรรม และประสบการณ์ทางกายภาพเข้าด้วยกัน<strong> </strong></p>
นุชษรา พรหมนัส
ปนัดดา ฤกษ์เปลี่ยน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นุชษรา พรหมนัส, ปนัดดา ฤกษ์เปลี่ยน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
100
126
-
อิทธิพลของภาษาจีนต่อระบบการรับรู้ด้านเวลาในผู้เรียนภาษาจีนชาวไทย : กรณีศึกษานักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ภาษาจีน) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/285171
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่า ผู้เรียนภาษาจีนชาวไทยซึ่งพูดภาษาไทยมาตรฐานมีระบบการรับรู้ด้านทิศทางของเวลาในแนวดิ่งหลังจากการเรียนภาษาจีนหรือไม่ และปัจจัยเรื่องระดับความสามารถทางภาษาจีน ระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน และประสบการณ์การไปประเทศจีนส่งผลต่อการเกิดระบบการรับรู้ด้านทิศทางของเวลาในแนวดิ่งของผู้เรียนภาษาจีนชาวไทยหรือไม่ แม้ในภาษาไทยมาตรฐานมีคำบอกทิศทางในแนวดิ่งเช่น “ขึ้น” “ลง” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556) และมีผู้ศึกษาระบบมโนทัศน์ "เวลา" ของผู้พูดภาษาไทยถิ่นเหนือพบว่ามีอุปลักษณ์แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของเวลาในแนวดิ่ง (ปิ่นอนงค์ อําปะละ, 2559) แต่ยังพบบทความวิจัยบางฉบับเชื่อว่าภาษาไทยมาตรฐานแม้มีคำบอกทิศทางในแนวดิ่ง แต่ยังไม่พบอุปลักษณ์แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของเวลาในแนวดิ่งอย่างชัดเจน ต่างจากภาษาจีนที่พบอุปลักษณ์แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของเวลาในแนวดิ่งเช่น “上 (shàng)” (บน), “下 (xià) ” (ล่าง) มักใช้สื่อว่าอดีตอยู่ด้านบน อนาคตอยู่ด้านล่าง และอุปลักษณ์แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของเวลาในแนวขนาน เช่น “前 (qián)” (หน้า), “后 (hòu)” (หลัง) มักสื่อถึงอดีตอยู่ด้านหน้า อนาคตอยู่ด้านหลัง (โพธิกฤต (Potikit, 2023)) งานวิจัยชิ้นนี้จึงมุ่งเน้นศึกษาระบบการรับรู้ด้านทิศทางการเคลื่อนที่ของเวลาในผู้พูดภาษาไทยมาตรฐานชาวไทยหลังการเรียนภาษาจีนเป็นสำคัญ บทความเรื่องนี้ผู้วิจัยใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบทดสอบความจำและแบบทดสอบการระบุตำแหน่งของเวลาเพื่อศึกษาอิทธิพลของภาษาจีนที่ส่งผลต่อระบบการรับรู้ด้านเวลาในกลุ่มผู้เรียนภาษาจีนชาวไทย ผลการวิจัยกรณีศึกษาของนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 1-4 ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ภาษาจีน) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ผู้เรียนภาษาจีนชาวไทยมีการรับรู้ทิศทางของเวลาในแนวดิ่ง โดยปัจจัยเรื่องระดับความสามารถทางภาษาจีนส่งผลต่อการรับรู้ด้านทิศทางของเวลาในแนวดิ่งที่แตกต่างกันกับผู้เรียนภาษาจีนชาวไทยที่มีระดับความสามารถทางภาษาจีนที่ต่างกัน นอกจากนี้การถามด้วยภาษาจีนส่งผลให้ผู้เรียนภาษาจีนชาวไทยมีการรับรู้ทิศทางของเวลาในแนวดิ่งเด่นชัดมากกว่าการถามด้วยภาษาไทย ส่วนปัจจัยเรื่องระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน และประสบการณ์การไปประเทศจีนกลับไม่ส่งผลกระทบถึง<br />ระดับการรับรู้ด้านทิศทางของเวลาในแนวดิ่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มผู้เรียนนี้ ผลการวิจัยดังกล่าวยังช่วยให้เข้าใจถึงระบบการรับรู้ด้านเวลาของผู้เรียนภาษาจีนชาวไทยได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยลดความผิดพลาดในการสื่อสาร นอกจากนี้ยังสามารถนำผลที่ได้ไปวางแผนการสอนสำหรับผู้เรียนภาษาจีนชาวไทยได้อีกด้วย</p>
นาเดียร์ มะห์โมดี
อัญรินทร์ ธีรคีรีศักดิ์
บุญทิวา จันทรเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นาเดียร์ มะห์โมดี, อัญรินทร์ ธีรคีรีศักดิ์, บุญทิวา จันทรเจริญ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
127
141
-
Development Guidelines for the Promotion of Community-Based Tourism in Sanlomjoy Community, Suthep Subdistrict, Muang District, Chiang Mai Province
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/280720
<p>This research aims at studying contexts of community-based tourism of Sanlomjoy Community, Suthep Subdistrict, Muang District, Chiang Mai Province, by analyzing both internal and external tourism contexts in order to propose community-based tourism guidelines for the community. Qualitative approach was done by site visit, interview, and focus group discussion, with 15 informants as purposive sampling. It was found that there were four aspects for community-based tourism of Sanlomjoy Community. 1) The community possessed its natural and cultural tourism resources. 2) The community was able to manage tourism by organizing Tourism Promotion Club. 3) The community prepared tourism activities through learning for tourists. 4) The community provided opportunities for members to propose ideas, plan, make decisions, proceed, and practice, as well as sharing profits. Internal contexts were the strengths and weaknesses while external contexts were opportunities and threats. In other words, natural and cultural resources were the strengths of the community whereas lack of public relations and budget for facilities were weaknesses. In terms of opportunities, tourism policies were prepared, so the community was supported by the Designated Areas for Sustainable Tourism Administration (Public Organization). The threat for the community was the COVID-19 then number of tourists decreased. In order to propose community-based tourism guidelines, attraction development, accessibility to the site, amenities, tourism activities, and marketing should be prioritized.</p>
นภัสนันท์ วินิจวรกิจกุล
นันทวรรณ ม่วงใหญ่
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นภัสนันท์ วินิจวรกิจกุล, นันทวรรณ ม่วงใหญ่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
142
153
-
บทบรรณาธิการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/296858
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
1
7
-
โฮมสเตย์ กับ การสร้างความเป็นชนบทในอุดมคติของคนเมือง: กรณีภาคเหนือของไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/284328
<p>บทความนี้เสนอว่า ในประเทศไทย ถึงแม้โฮมสเตย์จะมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ที่พักอาศัยของชุมชนให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ชีวิตของชุมชนในต่างจังหวัดจนส่งผลให้โฮมสเตย์ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว แต่โฮมสเตย์ก็เป็นการสร้างความเป็นชนบทในอุดมคติเพื่อยึดโยงกับคนเมือง กล่าวคือ เป็นการสร้างความเป็นชนบทเพื่อตอบสนองต่อกระแสการโหยหาอดีต มุมมอง และไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ทั้งนี้ จะแสดงให้เห็นเป็นภาพรวมในกรณีของภาคเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มักถูกมองว่าเป็นชนบทในอุดมคติอย่างสูง นอกจากนั้น บทความนี้ยังเสนอว่า การสร้างความเป็นชนบทในอุดมคติของคนเมืองผ่านโฮมสเตย์นั้น มีลักษณะแข็งทื่อหรือไม่มีพลวัตความเปลี่ยนแปลง ซึ่งขัดกับความเป็นจริงประการหนึ่งที่ว่า ชุมชนมีความเปลี่ยนแปลงจากการเข้ามาของโฮมสเตย์อยู่ด้วย</p>
ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
154
174
-
อุดมการณ์ความเป็นชายในนิทานอะลองไทใต้คง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/288266
<p>บทความเรื่อง อุดมการณ์ความเป็นชายในนิทานอะลองไทใต้คง มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์อุดมการณ์ความเป็นชายในนิทานอะลองไทใต้คง โดยใช้กรอบแนวคิดอุดมการณ์ (Ideology) เป็นหลักใน<br />การวิเคราะห์ร่วมกับแนวคิดความเป็นชาย (Masculinity) มีขอบเขตการศึกษาเฉพาะนิทานอะลองไทใต้คง จากหนังสือ 德宏傣族民间故事选 (นิทานพื้นบ้านไทใต้คงคัดสรร) ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษาจีน ในปี ค.ศ. 2014 เรียบเรียงโดยสมาคมวรรณกรรมและศิลปินพื้นบ้านเมืองใต้คง เขตปกครองตนเองชนชาติไทและชนชาติจิ่งโพแห่งใต้คง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเลือกศึกษาเฉพาะตัวละครอะลองที่มีลักษณะของความเป็นชายเด่นชัดจำนวน 18 เรื่อง ผลการศึกษาพบว่า อุดมการณ์ความเป็นชายมีด้วยกัน <br />6 อุดมการณ์ ได้แก่ (1) ชายผู้มีปัญญา (2) ชายผู้เสียสละและช่วยเหลือคนอื่น (3) ชายผู้มีความสามารถเหนือคนอื่น (4) ชายผู้แข็งแกร่งและก้าวผ่านความยากลำบาก (5) ชายผู้กล้าหาญและมั่นคงในความรัก และ (6) ชายผู้เป็นผู้นำที่ดีและมีความสุข เห็นได้ว่าอุดมการณ์ความเป็นชายในนิทานอะลอง มีการนำเสนอความเป็นชายไว้หลากหลายมิติ และมีความเชื่อมโยงกับสังคมไทดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับชายเป็นใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีการผสมผสานกับปรัชญาหรืออุดมการณ์ทางพุทธศาสนาอันเป็นรากฐานชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทใต้คง กล่าวอีกนัยหนึ่ง อุดมการณ์ความเป็นชายในนิทานไม่ได้จำกัดเฉพาะในแง่ของความแข็งแกร่งทางกายภาพหรือความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการมีคุณธรรม ความสามารถทางปัญญา และความสามารถทาง<br />จิตวิญญาณที่ส่งเสริมให้ผู้ชายสามารถนำพาสังคมไปสู่สังคมอุดมสุข</p>
Shi Bai
ลภัสรินทร์ ฉัตรวังคีรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Shi Bai, ลภัสรินทร์ ฉัตรวังคีรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
175
202
-
ปัจจัยและแนวทางพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้านที่พักแรมเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JHUMANS/article/view/289864
<p>การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นแนวทางการท่องเที่ยวที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชน โดยที่พักแรมในแหล่งท่องเที่ยวลักษณะนี้ต้องได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน เช่น โรงแรมสีเขียว รีสอร์ทเชิงนิเวศ และโฮมสเตย์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่พักแรมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศยังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ได้แก่ การขาดแผนการบริหารจัดการที่มีความสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ การขาดมาตรการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ยังไม่ทั่วถึง จากการศึกษานี้พบว่า การพัฒนาที่พักแรมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีความสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ยังมีอุปสรรคที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการที่เป็นระบบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการมีส่วนร่วมของชุมชน แนวทางที่เสนอจะช่วยให้ที่พักแรมสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นอย่างสมดุล แนวทางการพัฒนาเพื่อให้ที่พักแรมเติบโตอย่างยั่งยืนควรมุ่งเน้นการจัดทำแผนพัฒนาให้ชัดเจน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก พัฒนามาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการประชาสัมพันธ์ รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการพัฒนาที่พักที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</p>
ภิชญ์ชา ศิริมงคล
ธนกร พงษ์ภู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ภิชญ์ชา ศิริมงคล, ธนกร พงษ์ภู่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
26 3
203
219