วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย </strong></p> <p><strong>(</strong><strong>Journal of Education Loei Rajabhat University: EDUCLoei)</strong></p> <p>เผยแพร่บทความรูปแบบออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 2 ฉบับ คือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</li> </ul> <p>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย เป็นวารสารที่จัดอยู่ในฐานข้อมูลดังนี้</p> <ul> <li>เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารไทย (TCI) กลุ่มที่ 2 ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</li> </ul>
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
th-TH
วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
3027-897X
<p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง กองบรรณาธิการวารสารไม่มีส่วนในความคิดเห็นและความรับผิดชอบใดที่เกี่ยวข้องกับบทความดังกล่าว ทั้งนี้ บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ฯ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</p>
-
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยเทคนิคการสอนแบบ TAI ร่วมกับเกมมิฟิเคชันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/283526
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน </span><span style="font-weight: 400;">เรื่อง พหุนาม โดยเทคนิคการสอนแบบ TAI ร่วมกับเกมมิฟิเคชันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 </span><span style="font-weight: 400;">อยู่ในระดับมากขึ้นไป 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม </span><span style="font-weight: 400;">โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ TAI ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลัง</span><span style="font-weight: 400;">การจัดการเรียนรู้</span> <span style="font-weight: 400;">ผู้เข้าร่วมการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้</span><span style="font-weight: 400;">ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน มีระดับคุณภาพเหมาะสมมากที่สุด 2) แบบวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</span><span style="font-weight: 400;">มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และสถิติที่ใช้</span><span style="font-weight: 400;">ในการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยเทคนิคการสอนแบบ TAI ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก </span><span style="font-weight: 400;">2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยเทคนิคการสอนแบบ TAI ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 คะแนนทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้</span><span style="font-weight: 400;">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p>
ประถมาภรณ์ นิละม้าย
สุวรรณวัฒน์ เทียนยุทธกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
20 1
1
9
-
ผลการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการระดมสมอง เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/273557
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้</span><span style="font-weight: 400;">แบบสร้างสรรค์ เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการระดมสมองเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน</span><span style="font-weight: 400;">ชั้นประถมศึกษาปีที่ 62)</span> <span style="font-weight: 400;">เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการใช้การจัดการเรียนรู้สร้างสรรค์เป็นฐาน ร่วมกับเทคนิคการระดมสมองเพื่อส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 </span><span style="font-weight: 400;">3)</span> <span style="font-weight: 400;">เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ร่วมกับเทคนิคการระดมสมองเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6</span> <span style="font-weight: 400;">กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน</span><span style="font-weight: 400;">ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 </span><span style="font-weight: 400;">จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย</span><span style="font-weight: 400;"> 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการระดมสมอง 2) แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าประสิทธิภาพ E1/E 2 , M, S และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ t - test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการระดมสมองมีค่าประสิทธิภาพ 80.111/84.777 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการระดมสมองอยู่ในระดับมาก (M<em> = </em>4.156, S<em>= </em>0<em>.</em>210)</span></p>
ปิยะนุช เถาหมอ
วีนัส ภักดิ์นรา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
20 1
10
22
-
การพัฒนาหลักสูตรอบรมการให้ความรู้เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดต่อภัยคุกคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/290203
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการให้ความรู้เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดของนักเรียนต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และ </span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการฝึกอบรม รวมทั้งศึกษาเจตคติเกี่ยวกับการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ การฟื้นฟูสภาพจิตใจ และความคิดเห็นที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรม ใช้รูปแบบการวิจัยทดลอง</span><span style="font-weight: 400;">เบื้องต้นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมซึ่งประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ 3) ตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญ และ 4) ประเมินประสิทธิผลของหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 4 </span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">(วัดนพวงศาราม) จำนวน 83 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</span><span style="font-weight: 400;">แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด 2) ความรู้เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศของนักเรียนหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) เจตคติเกี่ยวกับการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศและประโยชน์ของการฟื้นฟูสภาพจิตใจเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และ 4) นักเรียนมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อหลักสูตร ทั้งด้านเนื้อหา กิจกรรม สถานที่ ระยะเวลา และประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกอบรม</span></p>
ธนพงษ์ ไกรทัต
อรรถชัย ดวงใหญ่
วาริส ยีซัน
ภคิน นิลกาญจน์
ศุภนิดา ศรเรือง
สุพรรษา สุวรรณชาตรี
ปาลิดา สายรัตทอง พัฒนพิชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
20 1
23
35
-
แนวทางในการพัฒนาทักษะสมอง EF ของผู้เรียนผ่านกรอบแนวคิดของ นพลักษณ์ (Enneagram)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/291830
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะสมอง EF (Executive Function) มีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดความสำเร็จของผู้เรียนในยุคที่มีความผันผวนและซับซ้อนสูง อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมทักษะสมอง EF ในปัจจุบันยังเผชิญ</span><span style="font-weight: 400;">กับข้อจำกัดด้านการจัดการเรียนรู้แบบเหมารวม ซึ่งทฤษฎีบุคลิกภาพที่มีอยู่อาจไม่สามารถถ่ายทอด</span><span style="font-weight: 400;">ความซับซ้อนของแรงจูงใจเบื้องลึกในระดับบุคคลได้อย่างเพียงพอ </span><span style="font-weight: 400;">บทความนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์</span><span style="font-weight: 400;">เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิด</span><span style="font-weight: 400;">ของนพลักษณ์ (Enneagram) ในฐานะเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยถอดรหัสบุคลิกภาพกระบวนการรู้คิด ความเชื่อ และแรงจูงใจภายในของบุคคลได้อย่างลึกซึ้ง โดยมุ่งเน้นการสังเคราะห์และนำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างจุดแข็งและข้อจำกัดของบุคคลทั้ง 9 ลักษณ์ เข้ากับมิติของทักษะสมอง EF โดยนำเสนอไว้ให้เป็นแนวทางให้ผู้สอนสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ</span><span style="font-weight: 400;">ความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพเดิมและอุดช่องโหว่ของทักษะที่ขาดหาย ท้ายที่สุด บทความได้บูรณาการข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับการประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน ตลอดจนการกำหนดทิศทางการศึกษาวิจัยในอนาคต อันนำไปสู่การยกระดับทักษะสมอง EF ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน </span></p>
พนิตศรี ศรีเชื้อ
กัมปนาท ศรีเชื้อ
กนกพร พรหมสุวรรณ
กวิน บุญประโคน
เพ็ญนภา แสงโสดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
20 1
36
55
-
บทบรรณาธิการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/303841
Amornmas Mookdamuang
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
20 1