วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei <p>วารสารรับตีพิมพ์บทความทางวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือที่เกี่ยวกับการศึกษา ครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ อาทิ การบูรณาการทางการศึกษา นวัตกรรมการศึกษา การจัดการเรียนรู้และการบริการวิชาการแก่ชุมชน ทั้งนี้ บทความที่ส่งเสนอตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์จากที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการส่งเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น ๆ วารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</p> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย th-TH วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย 2539-6064 <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง กองบรรณาธิการวารสารไม่มีส่วนในความคิดเห็นและความรับผิดชอบใดที่เกี่ยวข้องกับบทความดังกล่าว ทั้งนี้ บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ฯ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</p> การพัฒนารูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริม การเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/260434 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 2) ทดลองใช้และศึกษาผลการใช้รูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง 3 ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ได้มาโดยสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 59 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) แบบประเมิน การเรียนรู้อย่างมีความสุข และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบอิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนารูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีชื่อว่า “รูปแบบ WALK-R” 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ขั้นที่ 2 กระตุ้นการคิด ขั้นที่ 3 ใช้กระบวนการเรียนรู้ ขั้นที่ 4 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และขั้นที่ 5 สะท้อนคิด และประเมินผล โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมมีค่าความเหมาะสมในระดับมาก ( = 4.37, S.D. = 0.16) 3) และผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือการใช้รูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมมีค่าความเหมาะสมในระดับมาก ( = 4.41, S.D. = 0.12) 2) กลุ่มทดลองที่ได้รับการพัฒนาด้วยรูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลการเรียนรู้อย่างมีความสุขหลังทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลองมี ความพึงพอใจต่อรูปแบบกิจกรรมแนะแนวแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุขอยู่ในระดับมาก ( = 4.36, S.D. = 0.15)</p> ฐิติพรรณ ศิริเลิศ Copyright (c) 2022 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 16 1 26 39 การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ด้วยตนเอง รายวิชาคอมพิวเตอร์เพื่อการออกแบบ (เพิ่มเติม) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหันคาพิทยาคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/264693 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาคุณภาพบทเรียนออนไลน์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ด้วยตนเอง รายวิชาคอมพิวเตอร์เพื่อการออกแบบ (เพิ่มเติม) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหันคาพิทยาคม 2) หาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ด้วยตนเองที่พัฒนาขึ้น 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ด้วยตนเองที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนหันคาพิทยาคม อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท จำนวน 40 คน ได้จากวิธีการเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย โดยใช้วิธีการจับฉลากห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 3 แผน บทเรียนออนไลน์ร่วมกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) บทเรียนออนไลน์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ด้วยตนเองที่พัฒนาขึ้นจำนวน 3 บทเรียน ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นจากการประเมินว่าบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในการนำไปใช้กับรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เนื่องจากมีเนื้อหาที่สามารถให้ผู้เรียนเลือกเรียนได้หลายรูปแบบ โดยมีผลการประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาอยู่ในระดับดี ( &nbsp;= 4.43 S.D. = 0.50) และด้านการออกแบบบทเรียนอยู่ในระดับดี ( &nbsp;= 4.38 S.D. = 0.59) 2) ผลของการประเมินประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้เกณฑ์ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> มีค่าเท่ากับ 84.75/83.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80/80 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ด้วยตนเองที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( &nbsp;= 4.58 S.D. = 0.61)</p> ณัชชา ทัดทอง ภานุวัฒน์ ศรีไชยเลิศ Copyright (c) 2022 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-11-17 2022-11-17 16 1 1 17 การพัฒนาทักษะการเขียนบทนำการวิจัยในชั้นเรียนของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยใช้การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/264695 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาผลการพัฒนาทักษะการเขียนบทนำการวิจัยในชั้นเรียนของนักศึกษา โดยใช้การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ และ 2) เปรียบเทียบทักษะ การเขียนบทนำการวิจัยในชั้นเรียนของนักศึกษา ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ ประชากรเป้าหมาย คือ นักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ที่กำลังศึกษาในรายวิชาการวิจัยทางการศึกษา หมู่เรียน ค.5904 จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินทักษะการเขียนบทนำ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์วัดร้อยละการเปลี่ยนแปลงพัฒนาจากคะแนนเต็ม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีการพัฒนาทักษะการเขียนบทนำการวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ มีร้อยละการเปลี่ยนแปลงพัฒนา อยู่ระหว่าง 47.5 ถึง 67.5 และ 2) นักศึกษาหลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการเขียนบทนำการวิจัยในชั้นเรียนสูงกว่าก่อนเรียน</p> ภัทราพร เกษสังข์ Copyright (c) 2022 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-11-17 2022-11-17 16 1 18 25