https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
2025-12-30T19:45:24+07:00
ดร.อมรมาศ มุกดาม่วง
amornmas.moo@lru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย </strong></p> <p><strong>(</strong><strong>Journal of Education Loei Rajabhat University: EDUCLoei)</strong></p> <p>เผยแพร่บทความรูปแบบออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 2 ฉบับ คือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</li> </ul> <p>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย เป็นวารสารที่จัดอยู่ในฐานข้อมูลดังนี้</p> <ul> <li>เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารไทย (TCI) กลุ่มที่ 2 ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</li> </ul>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/297003
บทบรรณาธิการ
2025-12-30T13:53:42+07:00
Amornmas Mookdamuang
amornmas.moo@lru.ac.th
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/279208
ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี
2025-12-23T10:13:11+07:00
อรุณรุ่ง ศุขเทวา
64120605103@udru.ac.th
สุนิสา วงศ์อารีย์
oilsunisa2524@gmail.com
พนายุทธ เชยบาล
choeybal@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุข ในการทำงานของครู 2) ศึกษาระดับปัจจัยการบริหารสถานศึกษา 3) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครู 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู และ 5) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยการบริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 363 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.948 และ 0.949 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 20 ตัวชี้วัด 2) ระดับปัจจัยการบริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ระดับความสุขในทำงานของครู อยู่ในระดับมาก 4) ปัจจัยการบริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู มีความสัมพันธ์กัน 5) สมการพยากรณ์ ได้อำนาจพยากรณ์ร้อยละ 62.00 โดยมีสมการดังนี้ สมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนดิบ ดังนี้ = 1.960 + .401(X<sub>4</sub>) + .311(X<sub>1</sub>) - .126(X<sub>3</sub>) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน = .534(X<sub>4</sub>) +.460(X<sub>1</sub>) - .157(X<sub>3</sub>)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/279399
การเรียนรู้ภูมิศาสตร์สมัยใหม่ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ กรณีศึกษา โรงเรียนระดับประถมศึกษาบ้านโป่งเจ็ด อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ประเทศไทย
2025-09-26T10:13:21+07:00
ศุภฤกษ์ โออินทร์
oin_s@su.ac.th
ยงยุทธ วิถีไตรรงค์
witheetrirong_y@su.ac.th
อริศา จิระศิริโชติ
ajirasirichote@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทดลองกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านภูมิศาสตร์สมัยใหม่ผ่านการใช้เทคโนโลยีร่วมกับกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียน ครู นักศึกษา และอาจารย์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ผู้วิจัยได้ออกแบบกิจกรรมฐานการเรียนรู้ด้านภูมิศาสตร์จำนวน 5 ฐาน ได้แก่ ฐานภูมิศาสตร์ภูมิภาคของประเทศไทย ฐานการเรียนรู้เรื่องเมฆ ฐานลักษณะดินในพื้นที่ ฐานโดรนและเทคโนโลยีการสำรวจ และฐานแผนที่และทิศทาง โดยมีอาจารย์และนักศึกษาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนและครู จากนั้นจึงทำการสัมภาษณ์และประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลังเสร็จสิ้นการดำเนินงาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่าร้อยละ 50 เห็นว่ากิจกรรมมีความเหมาะสม ส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนี้นักศึกษายังพัฒนาทักษะการถ่ายทอดองค์ความรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.61 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยได้คะแนนสูงสุดในด้านการพัฒนาคุณลักษณะจิตสาธารณะ รองลงมาคือการพัฒนาตนเองและความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรม ทั้งนี้ผลการประเมินโดยรวมสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์แก่ผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/282967
การพัฒนาระบบจัดการเรียนด้วยโฟร์แมทออนไลน์แบบปฏิสัมพันธ์ รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 วัดพระปฐมเจดีย์
2025-09-24T16:37:30+07:00
เฉลิมชัย สารภีย์
tan.yout001@gmail.com
ภานุวัฒน์ ศรีไชยเลิศ
panuwat@webmail.npru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยโฟร์แมทออนไลน์แบบปฏิสัมพันธ์ในรายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) พัฒนาระบบจัดการเรียนตามกิจกรรมการเรียนรู้ 3 ) ศึกษาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นตามเกณฑ์ที่ 80/80 และ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื้อหาที่ใช้เป็นรายวิชาวิทยาการคำนวนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างงานวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โดยวิธีสุ่มแบบยกชั้นนักเรียนจำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) ระบบจัดการเรียนรู้ 2) สื่อการเรียนรู้ 3)แผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ 5) แบบประเมินสื่อด้านเทคนิคและเนื้อหา แบบประเมินประสิทธิภาพระบบ และ 6 ) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และ การทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยโฟร์แมทออนไลน์แบบปฏิสัมพันธ์ มี 8 ขั้นตอน ทำงานร่วมกับการเรียนแบบมีปฏิสัมพันธ์ออนไลน์มี 5 ขั้นตอน โดยมีผลการประเมินกิจกรรมการเรียนอยู่ในระดับ (=4.50, S.D.= 0.26) 2) ผลการประเมินระบบจัดการเรียนตามกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.70, S.D.= 0.28) 3) ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีค่าเท่ากับ 84.72/90.20 4) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/286285
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดกระบวนการคิดให้เป็นคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักศึกษาครูวิชาเอกการประถมศึกษา
2025-09-03T09:30:06+07:00
ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
siriratspming@gmail.com
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดกระบวนการคิดให้เป็นคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักศึกษาครูวิชาเอกการประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการเรียนการสอน การวิจัยประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ขั้นตอนที่ 2 เป็นการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยใช้แนวคิดกระบวนการคิดให้เป็นคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เป็นนักศึกษาวิชาเอกการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 68 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแผนการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดให้เป็นคณิตศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และค่าที (t-test) แบบพึ่งพากัน (paired-sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง ขั้นที่ 2 การกำหนดแนวทางและวางแผนในการแก้ปัญหา ขั้นที่ 3 การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เพื่อให้ได้คำตอบ ขั้นที่ 4 การสรุปคำตอบและแปลผลคำตอบที่ได้ตอบสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง 2) ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักศึกษาครูวิชาเอกการประถมศึกษา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/295710
การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ6R
2025-12-12T15:02:11+07:00
วิทวัส ราชคม
wittawat4245@gmail.com
นายกรรณศาสตร์ แก้วแสนทิพย์
jadet1976@gmail.com
กัณย์ณพัชร อินทจันทร์
gunnaphat.int@gmail.com
สุณิสา โสทรวัตร์
sunisa.sot@lru.ac.th
ชมพูนุท ธีราวิทย์
chompoonut.the@lru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสามารถด้านทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยเทคนิค SQ6R 2) เปรียบเทียบความสามารถหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 5 บ้านหนองผักก้าม จำนวน 33 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เทคนิค SQ6R จำนวน 8 แผน แบบทดสอบทักษะการอ่านจับใจความ 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Samples t-test และ One-Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าขนาดอิทธิพล (Effect Size) ในระดับสูงมาก 2) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 83.15 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.55, SD = 0.32) โดยเฉพาะด้านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบและการลงมือปฏิบัติจริง ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาได้อย่างลึกซึ้ง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/EDUCLoei/article/view/296065
การพัฒนาศักยภาพครูเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายในสำหรับเด็กนอกระบบ กรณีศึกษา ครูโรงเรียนเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
2025-12-20T14:19:35+07:00
ลักษณาวดี จตุรภัทร์
laksanavadee.jat@mahidol.ac.th
จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร
jirattakarn.pon@mahidol.ac.th
เดโช นิธิกิตตน์ขจร
decho.nit@mahidol.ac.th
ทวีศักดิ์ ชูมา
thaweesak.cho@mahidol.ac.th
สุภาภรณ์ คำเรืองฤทธิ์
supaporn.kur@mahidol.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาศักยภาพครูให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอกผ่านกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาภายใต้กรอบแนวคิด 3H 2) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงและเด็กที่มีแนวโน้มหลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายคัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครอง และครูที่ปรึกษา จากโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครนครสวรรค์ และโรงเรียนเครือข่าย รวม 11 โรงเรียน จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม แบบบันทึกการสะท้อนคิด แนวทางการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกเรื่องเล่ากรณีศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพและ การวิเคราะห์เชิงระบบ พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการจิตตปัญญาศึกษาช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ของครู ลดอคติในการมองปัญหาเด็ก และพัฒนาความสามารถในการเข้าใจบริบทชีวิตของเด็กเชิงระบบ ตามแนวทางพัฒนานครสวรรค์โมเดล ส่งผลให้ครูสามารถจัดการอารมณ์ สื่อสารอย่างเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับผู้เรียน 2) จากการถอดบทเรียนผ่านกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ได้ระบบการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ขับเคลื่อนผ่านกลไกการวินิจฉัยปัญหาเชิงลึก การจัดทางเลือกการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้การดูแลช่วยเหลือเด็กมีความต่อเนื่อง สามารถป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาได้</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย